ชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงโปร่งและเรือนผมสีน้ำตาลเข้มวัย 31 ปีนั่งมองนาฬิกาดิจิตอลเรืองแสงไฟสีขาวที่ผนังห้องนั่งเล่นด้วยความกระวนกระวายใจ มือเรียวกำโทรศัพท์มือถือสีดำเครื่องหรูของตัวเองเอาไว้แน่นโดยหวังว่าใครอีกคนที่เขากำลังเฝ้ารออยู่จะติดต่อกลับมา ถึงแม้ รัทธ์ อารัทธ์ จิรชีพ จะรู้ดีว่าคืนนี้คนที่เขาเฝ้ารออยู่คงไม่มีทางติดต่อกลับมา
ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดในอก รัทธ์ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อรู้ตัวอีกที่เขาก็เป็นฝ่ายนั่งรออยู่ที่โซฟาตัวเดิมในห้องนั่งเล่นเป็นประจำ
เสียงกุกกักที่หน้าประตูทำให้ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสะดุ้งตกใจเล็กน้อย เขาหันมองไปแล้วกลั้นหายใจ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วคว้าเอาไม้เบสบอลที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมาถือเอาไว้
“รัทธ์? รัทธ์อยู่รึเปล่า?”
เสียงร้องเรียกดังขึ้นที่หน้าประตู คนที่อยู่ในห้องจำได้ขึ้นใจว่าเป็นเสียงของเจษ เจษฎากร เจริญผล เพื่อนสนิทของเจ้าของห้องนี้อีกคน รัทธ์จึงรีบวางไม้เบสบอลลงพลางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปเปิดประตูห้องทันที
ชายหนุ่มถูกปล่อยให้รอเกือบทั้งคืนผลักประตูเปิดออกก็เห็นเจษหิ้วปีกไนต์ จิรเมธ วริชภัทร หรือคนรักของรัทธ์ที่อยู่ในสภาพเมามายยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“ดื่มหนักอีกแล้ว” รัทธ์พูดแล้วเข้าไปช่วยประคองไนต์อีกข้าง เสื้อผ้าของคนรักหลุดลุ่ยไม่ค่อยเรียบร้อย ผมสีดำที่เคยหวีเรียบเป็นทรงก่อนจะออกจากห้องพักก็ยุ่งเหยิงราวกับเพิ่งไปฟัดกับอะไรสักอย่างมา รัทธ์เลือกจะมองข้ามรอยลิปสติกแดงที่คอเสื้อของคนรัก
เจษยิ้มแห้งแล้วพาไนต์เข้าไปในห้องพัก เขาก็ไม่รู้ว่าจะให้คำตอบกับคนรักของเพื่อนคนสนิทอย่างไรดี ที่ไนต์ดื่มหนักขนาดนี้ก็เพราะเริ่มรู้สึกเบื่อรัทธ์ที่เป็นแฟนกันมาราว 3 ปีแล้ว แต่เขาก็ไม่เห็นว่ารัทธ์จะน่าเบื่ออย่างที่ไนต์พูดเลย ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งรัทธ์ก็ยังเป็นชายหนุ่มที่น่าสนใจและน่าค้นหา เจษได้แต่คิดในใจว่าคงเป็นเพราะไนต์ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ความเคยชินจึงทำให้เขาเบื่อหน่าย อีกทั้งปัญหาสุขภาพจิตของรัทธ์ก็ทำให้ไนต์ต้องเอาใจใส่คนรักมากเป็นพิเศษ นานวันเข้าก็ไม่สามารถรับมือได้
“เบื่อโว้ย! เบื่อ!!” ไนต์ตะโกนลั่น
เสียงตะโกนลั่นของคนรักเสียดแทงเข้าไปในใจของรัทธ์ ชายหนุ่มเม้มริมฝีปาก เขาก็รับรู้ได้เป็นอย่างดีว่าคนรักที่แสนดีเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
“ไอ้ไนต์เมา ไม่ต้องสนใจหรอก” เจษพยายามปลอบใจ นึกอยากจะตบปากเพื่อนสนิทพ่นออกมาไม่รู้จักเวล่ำเวลา เห็นสีหน้าซีดเผือดของรัทธ์แล้วก็นึกสงสารจับใจ แต่เขาก็คงจะเข้าไปก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของคนอื่นไม่ได้ เขาเคยแนะนำไนต์มาหลายสิบครั้ง แต่ไนต์ก็ยังรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องรับผิดชอบชีวิตของรัทธ์
“ผมรู้ครับ” รัทธ์ตอบรับแล้วจึงเอื้อมมือไปเปิดประตูห้องนอน และพาร่างของคนรักไปวางไว้บนเตียงเหมือนทุกๆ วัน
เจษมองสภาพของเพื่อนสนิทแล้วก็ส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา
“ผมคิดว่ารัทธ์ควรพูดกับไนต์ให้ชัดเจนนะ” เจษแนะนำ เมื่อเพื่อนของเขาทำตัวแย่ คนที่ต้องรองรับอารมณ์แย่ๆ พวกนี้ก็ควรจะพูดคุยกับไนต์ ก่อนที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจะเลวร้ายไปมากกว่านี้ เขารู้ว่ารัทธ์เคยเจอเรื่องอะไรมาบ้างและค่อนข้างเห็นใจคนรักของเพื่อน ไม่แปลกใจที่รัทธ์จะยึดเหนี่ยวไนต์เอาไว้ แม้จะโดนทำร้ายจิตใจอยู่ตลอด
รัทธ์พยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มที่แสนอ่อนล้า
“อีกไม่นานหรอกครับ ผมก็แค่รอปาฏิหาริย์”
เจษไม่เข้าใจสิ่งที่รัทธ์พูด หากแต่เมื่อเขามองไปยังดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความสดใส เขากลับไม่รับรู้ถึงความรู้สึกใดๆ เลย ราวกับว่าได้เจอรัทธ์ที่พวกเขาเคยรู้จักก่อนจะเป็นคนรักของไนต์ นายตำรวจหนุ่มได้แต่ลอบถอนหายใจ เพราะกลัวว่ารัทธ์จะหันหลังให้ไนต์
ถึงตอนนั้นแล้ว คนนิสัยไม่ดีอย่างไนต์อาจจะเป็นฝ่ายที่ทนไม่ได้เอง
“เจษก็กลับบ้านดีๆ นะครับ เดี๋ยวผมดูแลพี่ไนต์เอง”
นายตำรวจหนุ่มพยักหน้ารับ เขาอยู่ต่อก็คงจะไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้น ก่อนจะหวนคิดถึงครั้งแรกที่ได้เจอกับรัทธ์ แม้ตอนนั้นชายหนุ่มจะเย็นชา แต่ก็เป็นภูเขาน้ำแข็งที่มีชีวิตชีวา ไม่เหมือนรัทธ์ที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้
“ถ้าเบื่อก็กลับไปที่ที่เดิมของรัทธ์ไหม? หรือว่ายังกลัวอยู่อีก?” เจษถามขึ้น
รัทธ์ยิ้มเล็กๆ
แต่รอยยิ้มเศร้าหมองของชายหนุ่มกลับทำให้เจษรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
“คงจะไม่อะไรที่ทำให้ผมรู้สึกกลัวได้เท่าความรู้สึกของพี่ไนต์ในตอนนี้หรอกครับ”
ชายหนุ่มที่สวมสูทสีเทาเดินออกมาจากห้องนอน ก็ได้กลิ่นหอมของอาหารเช้าที่คนรักเตรียมเอาไว้ให้ทันที หากแต่เขาไม่ได้รู้สึกอยากจะรับประทานอาหารเช้าเลย แค่เห็นคนรักที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาก็ทำให้ไนต์รู้สึกเบื่อหน่าย เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดความรู้สึกนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้ตัวอีกทีเขาก็เป็นฝ่ายที่เดินห่างออกจากรัทธ์มาเรื่อยๆ
“วันนี้ผมทำข้าวผัดอเมริกันให้พี่ไนต์ด้วยนะ มีแกงจืดสาหร่ายหมูสับร้อนๆ เอาไว้แก้เมาค้างด้วย” รัทธ์พูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง ตลอดเวลาที่อยู่กับไนต์ เขาพัฒนาฝีมือทำอาหารของตัวเองเพิ่มมากขึ้นจนได้รับคำชมจากคนรักมาตลอด แต่ช่วงหลังกลับไม่ค่อยได้ยินคำชมพวกนั้นแล้ว
“ขอบใจนะ แต่พี่ขอกาแฟสักแก้วก็พอ” ไนต์ปฏิเสธ
รัทธ์ชะงักไปเล็กน้อย เก็บซ่อนความรู้สึกเจ็บร้าวในอกเอาไว้แล้วส่งยิ้มให้คนรักเหมือนเดิม
“ครับ แค่กาแฟก็พอ”
ไนต์มองแผ่นหลังของคนรักที่กำลังชงกาแฟ เขารู้ว่าทำร้ายจิตใจรัทธ์ แต่เขาก็ไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไรดี เขาเบื่อหน่ายที่ต้องกลับมาเจอรัทธ์ รับประทานอาหารรสชาติเดิมๆ และพูดคุยกับคนรักที่วันๆ เอาแต่นั่งอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์และสารคดี
“ได้กาแฟแล้วครับ” รัทธ์พูดแล้วยกแก้วกาแฟไปให้คนรักที่นั่งอยู่โซฟาหน้าโทรทัศน์จอแบนเครื่องใหญ่ เขารู้ว่าช่วงนี้ไนต์ชอบดื่มกาแฟแล้วดูข่าวเช้ามากกว่านั่งรับประทานอาหารบนโต๊ะด้วยกัน
รัทธ์ไม่ขอร้อง ในเมื่อไนต์จะเป็นฝ่ายที่เปลี่ยนไป เขาก็จะยืนยันสิ่งที่เป็นตัวเอง เมื่อก่อนไนต์เคยชอบทุกอย่างที่รัทธ์ทำ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่านักธุรกิจหนุ่มที่มีผู้คนมากมายห้อมล้อมกลับไม่ชอบมันอีกแล้ว
ในห้องพักไม่มีเสียงพูดคุยระหว่างคนทั้งสองที่อาศัยอยู่ด้วยกัน มีเพียงเสียงพิธีกรข่าวเช้าที่ดังไม่หยุด ไนต์พยายามดูข่าวในโทรทัศน์ แต่จิตใจของคนที่มีชนักติดตัวกลับทำให้เขาเหลือบมองอีกคนที่หันหลังให้เขา รัทธ์ก็ยังคงนั่งรับประทานอาหารเช้าที่โต๊ะเหมือนเดิม แต่เป็นเขาที่เปลี่ยนที่นั่ง
“รัทธ์…”
เสียงเรียกของไนต์ทำให้เจ้าของชื่อหันหน้ากลับมามองยังต้นเสียง ริมฝีปากยกยิ้มเล็กน้อยราวกับดีใจที่ถูกเรียก
“ครับ?”
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของรัทธ์ สิ่งที่ไนต์อยากจะพูดก็ถูกกลืนหายไปจนหมดและไม่กล้าจะพูดอะไรออกไปอีก บางอย่างในความรู้สึกที่สั่งให้เขาหยุด แต่เขาก็อยากจะพูดคุยกับคนที่เอาแต่เงียบเหมือนว่าทั้งห้องมีเขาอยู่เพียงคนเดียว ไนต์ขยับปากจะพูดออกมาได้ว่า “ยะ..ยังกลัวที่แคบ อยู่..อีกรึเปล่า?”
รัทธ์ยิ้มแล้วส่ายศีรษะ
“ไม่แล้วครับ ผมเป็นปกติดี”
ไนต์พยักหน้ารับ เหตุการณ์ร้ายๆ พวกนั้นก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว อาการของรัทธ์อาจจะดีขึ้นมาก เขาเป็นห่วงและกลัวว่ารัทธ์จะยังหวาดกลัวเหตุการณ์พวกนั้นอีก เขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่ยังผูกให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน ถ้าหากรัทธ์ต้องตามลำพังก็คงไม่มีอาการตื่นกลัวเหมือนช่วงแรกๆ ที่อยู่ด้วยกันแล้ว
“แล้ว…”
“ไม่เป็นไรครับ ผมอยู่คนเดียวได้” รัทธ์กยืนยัน แม้เขาจะยังหวาดกลัวไม่ต่างจากเมื่อก่อน แต่ตอนนี้เขาไม่กล้าจะพูดความจริงกับคนรักอีกแล้ว
“อื้ม งั้นก็ดีแล้ว” ไนต์ตอบรับแล้วไม่พูดอะไรออกมาอีก
จนกระทั่งกาแฟหมดแก้ว นักธุรกิจหนุ่มก็เดินออกจากห้องพักไปโดยไม่กล่าวลาคนรักที่นั่งรับประทานอาหารอยู่เลย
เสียงประตูห้องพักปิดลง คนที่นั่งอยู่จึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเพดานสีขาว สายตาว่างเปล่ากลับค่อยๆ มีน้ำใสเอ่อคลอหน่วยจนภาพตรงหน้าพร่ามัว
“ไม่ร้องไห้นะ รัทธ์ …ร้องไห้ไปก็เรียกร้องอะไรกลับคืนมาไม่ได้หรอก”
แต่คำพูดเหล่านี้ก็ไม่อาจห้ามน้ำตาที่ไหลออกมาได้ ความคิดมากมายปนเปอยู่ในสมอง ทั้งความทรงจำและคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มาถึงจุดนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทำให้รัทธ์เจ็บปวดไปทั้งหัวใจ
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสวมสูทสีเทาและยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงา รัทธ์สูดลมหายใจอีกครั้งแล้วเดินไปหยิบเอากระเป๋าเอกสารสีดำที่วางอยู่ปลายเตียง นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ออกไปทำงานหรือแม้กระทั่งสมัครงาน ก็เพราะคนรักเคยบอกเอาไว้ว่าไม่อยากให้เขาทนอยู่กับคนหมู่มาก และให้คำสัญญาว่าจะดูแลไปตลอดชีวิต
แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว รัทธ์ไม่รู้ว่าไนต์จะเป็นฝ่ายเอ่ยปากวันใด แต่เขาก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นมาในอนาคต
ชายหนุ่มคว้ากระเป๋าสตางค์ คีย์การ์ดและกุญแจรถก่อนจะเดินออกมาจากห้องพักของตัวเอง รัทธ์ถอนหายใจยาวแล้วมองไปยังประตูลิฟต์ที่เปิดอยู่ เป็นครั้งแรกที่รัทธ์จะลงลิฟต์โดยไม่มีไนต์อยู่ด้วย เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อสร้างกำลังใจให้ตัวเองแล้วยื่นมืออีกข้างไปกดปุ่มลิฟต์
ประตูลิฟต์เปิดออกกว้าง รัทธ์กำหมัดแน่นและเดินก้าวเข้าไปอย่างมั่นคง
“ไม่กลัวนะรัทธ์ ไม่มีอะไรน่ากลัว”
พูดกับตัวเองโดยหวังว่าจะทำให้ความหวาดกลัวลดน้อยลง แต่เมื่อก้าวเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ก็ทำให้รัทธ์รู้สึกตื่นกลัวขึ้นมาทันที ความทรงจำเลวร้ายครั้งนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในทุกอณูราวกับว่าเพิ่งเกิดเรื่องขึ้นเมื่อวาน เขากดปุ่มลิฟต์ลงไปยังชั้น 1 แล้วกลับมายืนพิงผนังลิฟต์และพยายามหายใจเข้าออกให้เป็นปกติ
ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีน้ำตาเอ่อคลอจวนเจียนจะไหลออกมา รัทธ์สูดลมหายใจอีกครั้ง กลืนทั้งความกลัวและน้ำตาลงลำคอไป เขารู้ตัวดีว่าหากยังติดอยู่ในห้วงความทรงจำในอดีตก็คงจะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อีก
สายตามองตัวเลขของลิฟต์ที่กำลังน้อยลงเรื่อยๆ เหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว รู้สึกหายใจติดขัดจนคล้ายจะเป็นลม พื้นที่ในลิฟต์คล้ายบีบเล็กลงมาขนาดเท่ากับตัวเอง เขาอึดอัดและอยากจะออกจากลิฟต์ให้เร็วที่สุด แต่ขาทั้งสองข้างกลับไม่ขยับเลย
แต่แล้วสวรรค์ก็เห็นใจ ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 10 พร้อมกับหญิงสาวสวมเดรสสีน้ำเงินที่ถือกระเป๋าเอกสาร เธอก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ ส่งให้รัทธ์ที่ยืนอยู่ก่อน
และเมื่อมีคนเข้ามาในลิฟต์ด้วย อาการตื่นกลัวของชายหนุ่มก็ลดลง เขาสูดลมหายใจลึกๆ อีกหลายครั้ง ไม่กี่อึดใจพวกเขาทั้งสองคนก็มาถึงชั้น 1 รัทธ์กดลิฟต์ให้หญิงสาวออกไปก่อนแล้วเขาก็เดินตามออกมา รู้สึกขอบคุณเธอที่ช่วยให้เขาไม่ต้องทนอยู่ในลิฟต์ตามลำพัง สองเท้าก้าวตรงไปยังรถยนต์คันหรูของตัวเองที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน แต่หลังจากนี้เขาคงต้องใช้มันมากกว่าเดิม
เดินมาถึงรถออดี้สีขาวคู่ใจ รัทธ์กดปลดล็อกแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่ง ยังดีที่อาการกลัวที่แคบของเขาไม่มีปฏิกิริยากับยานพาหนะด้วย เขาวางกระเป๋าเอกสารไว้ที่เบาะด้านข้างและสตาร์ทรถขับออกจากคอนโดมิเนียมสุดหรูใจกลางเมือง
ไม่นานชายหนุ่มตัวเล็กก็ขับรถมาถึงสถาบันนิติเวชวิทยาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้จะเป็นช่วงเวลางานราชการและลานจอดรถของสถานที่อื่นในละแวกเดียวกันจะเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ค่อยมีใครกล้าเอารถมาจอดไว้ที่หน้าอาคารแห่งนี้เลย รัทธ์ถอยรถออดี้คู่ใจเข้าไปจอดอย่างง่ายดาย เขาลงจากรถมาแล้วเงยหน้ามองตึกสูง 6 ชั้น กลิ่นยาฆ่าเชื้อลอยมาแตะจมูกทำให้ความทรงจำที่หายไประหว่าง 3 ปีนี้กลับมาอีกครั้ง
คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ
รัทธ์กระชับกระเป๋าเอกสารในมือ และเดินเข้าไปยังประตูด้านหน้าของสถาบันนิติเวชวิทยา พนักงานต้อนรับสาวยังคงเป็นคนเดิมที่ชายหนุ่มจำได้ดี เขาส่งยิ้มกว้างให้เธอที่ยังคงทำหน้าที่เดิมตลอด 3 ปีที่เขาจากที่นี่ไป
“ผมมาสมัครงานครับ”
“นึกว่าจะไม่ได้เจอคุณหมอรัทธ์อีกแล้ว ยินดีต้อนรับกลับ…อื้ม เรียกว่าบ้านดีไหมคะ?” กิ่ง กิ่งฟ้า บุญวิชัย ตอบรับพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“เรียกว่าบ้านก็ได้นะ” รัทธ์ตอบรับด้วยความยินดี
กิ่งรีบยกหูโทรศัพท์แล้วกดหมายเลขติดต่อภายในไปยังหัวหน้าสถาบันนิติเวชวิทยาทันที
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปบริเวณทางเข้าสถาบันนิติเวชวิทยา แม้จะมีดอกไม้หรือบอร์ดสีสันสดใสตกแต่งราวกับต้อนรับผู้มาเยือน แต่กลิ่นยาฆ่าเชื้อและชื่อเรียกของมันก็ทำให้ที่นี่ไม่น่าเยี่ยมชมเหมือนหน่วยงานอื่นเลยแม้แต่น้อย
“ดร.เจริญว่างแล้วค่ะ” กิ่งตอบ
รัทธ์พยักหน้าอีกครั้งแล้วจึงเดินตรงไปยังห้องพักของนายแพทย์อาวุโสที่เป็นหัวหน้าของที่นี่ รัทธ์เคยทำงานร่วมกับดร. เจริญ พิภพสกุล มาก่อน รู้ดีว่าอาจารย์ที่เคารพไม่เคยปฏิเสธแพทย์ที่อยากจะเข้ามาทำงานที่สถาบันนิติเวชวิทยา และไม่เคยเตือนว่าจะต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้าง แต่รัทธ์ก็พร้อมจะเผชิญกับทุกอย่างเพื่อจะลืมเลือนความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจตัวเอง และเตรียมพร้อมจะต้องกลับมาใช้ชีวิตคนเดียวอีกครั้ง
รวมทั้งเผชิญกับความทรงจำที่น่ากลัวพวกนั้นด้วย
รัทธ์เคาะประตูหน้าห้องทำงานของดร. เจริญแล้วจึงค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป ชะโงกศีรษะเข้าไปข้างในจนเห็นชายสูงวัยท่าทางใจดีกวักมือเรียกอยู่ที่โต๊ะทำงาน
“นึกว่ารัทธ์จะไม่กลับมาทำงานแล้ว” เจ้าของห้องทักทาย
ชายหนุ่มตัวสูงยิ้มกว้างแล้วยกมือไหว้อาจารย์ของตัวเองที่ใกล้เกษียณ แต่ก็ยังทำงานอย่างหนัก เจริญไม่แตกต่างไปจากเมื่อ 3 ปีก่อน มีเพียงแค่ผมสีขาวที่เพิ่มมากขึ้นจนเกือบกินไปทั่วศีรษะ รอยยิ้มและแววตาเป็นมิตรแฝงกลิ่นอายความตายของคนที่พบเจอความตายเป็นประจำ แต่กลับทำให้รัทธ์รู้สึกอบอุ่นราวกับแสงแดดยามเช้า ฉุดเขาที่จมอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งอันเย็นยะเยือกมาหลายเดือนแล้ว
“สวัสดีครับ”
“มาถึงแล้วก็ไม่ต้องสัมภาษณ์หรอก ไปทำงานได้เลย” เจริญพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง โบกมือไล่ลูกศิษย์คนเก่งให้กลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
นายแพทย์หนุ่มยื่นแฟ้มเอกสารในมือของตัวเองลงบนโต๊ะทำงาน
“จะไม่ดูประวัติของผมหน่อยเหรอครับ?”
เจริญขมวดคิ้วและส่ายศีรษะเล็กน้อย
“เริ่มงานกันเลยดีกว่า คุณก็รู้ว่างานของพวกเราเยอะมากแค่ไหน? แต่คราวนี้คุณต้องทำงานกับคุณหมออีกคนนะ เขาเพิ่งย้ายมาหลังจากที่คุณออกไป” เจริญบอก
“ครับ ให้ผมเป็นลูกน้องของคุณหมอคนนั้นก็ได้ ถือว่าผมเป็นน้องใหม่ ตอนนี้ผมกำลังหางานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง คงต้องตั้งใจทำงานให้ผ่านโปร” รัทธ์ตอบ
นายแพทย์ใหญ่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ เขารู้สาเหตุที่ทำให้รัทธ์ต้องออกจากสถาบันนิติเวชวิทยาซึ่งเป็นงานที่ชายหนุ่มรักมาก ไม่คิดว่าคำสัญญาที่ผู้ชายคนนั้นเคยพูดเอาไส้จะเป็นเพียงลมปาก
“มันไม่มีอะไรแน่นอนหรอกครับ” รัทธ์ตอบพร้อมรอยยิ้มเศร้าๆ
“ไม่ว่าที่อื่นจะเป็นยังไง? เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร? ที่นี่ก็ยังคงมีแต่ความตายให้คุณ” เจริญพูดสโลแกนประจำสถาบันนิติเวชวิทยาแล้วส่งยิ้มให้กับรัทธ์ เขาพูดเหมือนครั้งแรกที่ได้เจอกับลูกศิษย์ เจริญเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหาชายหนุ่มที่เป็นเหมือนลูกชายอีกคน
อ้อมกอดแสนอบอุ่น และสัมผัสหนักๆ ที่แผ่นหลังพร้อมคำปลอบใจของคนที่เป็นอาจารย์ทำให้รัทธ์น้ำตาซึม แต่เขาก็พยายามกลั้นเอาไว้
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ”