กามเทพคัดสรร

ตอนที่ 1

เสียงดนตรีในห้องซ้อมเต้นที่มีกระจกเงาติดรอบด้านหยุดลง ชายหนุ่มทั้งห้าคนต่างหอบหายใจหนักๆ และมีเหงื่อซึมตามกรอบหน้าที่จัดว่าดีกว่ามาตรฐานชายไทย โดยเฉพาะชายหนุ่มผมสีน้ำตาลอ่อนที่ส่งยิ้มให้กับตัวเองในกระจกมีชื่อว่า หมิง เมธาสิทธิ์

“เก่งมาก วันนี้พอแค่นี้แหละ”

ชายหนุ่มอายุ 22 ปีลดมือลงแล้วปรบมือให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมที่ฝึกซ้อมมาอย่างหนักทั้งวัน ก่อนจะวางมือตบไหล่ของชายหนุ่มตัวสูงโปร่งอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกันและเดินไปยังคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับเปิดเพลงซ้อมเต้นบริเวณมุมห้องซ้อม

สมาชิกทั้งห้าคนต่างแยกย้ายไปยังคว้าเอาขวดน้ำของตัวเองมาดื่มดับกระหาย พวกเขาเป็นเด็กฝึกที่เตรียมจะเดบิวต์เป็นบอยแบนด์ชื่อวงว่าเรนโคตส์ (RainCoats) จากค่ายไลออน (Lion) ที่เป็นค่ายเพลงเล็กๆ ค่ายเพลงนี้มีเพียงศิลปินเดี่ยวชายที่ร้องเพลงบัลลาดและได้รับความนิยมค่อนข้างสูงเป็นรายได้หลักของค่าย จากนั้นค่ายไลออนก็เริ่มสนใจจะทำบอยแบนด์บ้างจึงเปิดออดิชัน คัดสรรชายหนุ่มมากความสามารถจนได้พวกเขาทั้งห้าคนมาเป็นทีมเดบิวต์

“หมิงจะไปดูดวงด้วยกันไหม?” เต้ วิชัยที่เป็นนักเต้นมากฝีมือประจำทีมเดบิวต์ถามขึ้น เขามีอายุ 21 ปีและเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ก็จริง แต่เจ้าตัวกลับคลั่งไคล้เรื่องไสยศาสตร์มาก ยิ่งช่วงนี้ที่ใกล้จะเดบิวต์แล้ว เต้ก็ยิ่งเป็นกังวลและต้องการหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจมากเป็นพิเศษ

“ไปได้แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นนะ ฉันจะต้องรีบไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อต่อ” หมิงตอบ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมเดบิวต์ก็ไม่กล้าปล่อยให้เพื่อนร่วมทีมไปคนเดียว กลัวว่าเต้จะโดนหมอดูหลอกเอา ยิ่งสมัยนี้ที่มีมิจฉาชีพอยู่แทบทุกส่วน ไม่ได้พาตัวเองไปหาพวกนั้น พวกมิจฉาชีพก็ยังโทรเข้ามาหลอกได้ถึงที่บ้าน

“พี่จะไปดูดวงกันอีกแล้วเหรอ?” กอล์ฟ กฤติน อายุเพียง 19 ปีเป็นน้องเล็กประจำวงถามขึ้น ชายหนุ่มตัวเล็กมีส่วนสูงน้อยที่สุดในทีม บวกกับดวงตากลมโตและผมสีชมพูทำให้กอล์ฟเริ่มมีแฟนคลับติดตามตั้งแต่ยังไม่ได้เดบิวต์แถมกอล์ฟก็ยังเปิดช่องอัปโหลดคลิปที่ตัวเองฝึกร้องเพลง ถือว่าเป็นสมาชิกที่มีแฟนคลับมากที่สุดและเป็นความหวังของทีมเลยก็ว่าได้ แต่กอล์ฟไม่ค่อยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์เหมือนเต้จึงโต้เถียงกับอีกฝ่ายอยู่หลายครั้ง

“ใช่ เจ้านี้เป็นหมอดูไพ่ยิปซีที่แม่นมากๆ แต่เก็บค่าครูแค่ 59 บาท ไม่ต้องกังวลว่าฉันจะเสียเงินเยอะแยะ” เต้ตอบ

หมิงเหลือบมองสองคนที่มีความคิดค่อนข้างแตกต่างกันมาก แต่ครั้งนี้กอล์ฟไม่ได้พูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจของเต้ออกมาเหมือนครั้งก่อน ทำเพียงพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับบ้าน

“อย่าลืมถามหมอดูด้วยนะว่าวงเรนโคตส์ของเราจะดังไหม?”

เป็นเข้ม ขจรศักดิ์ที่ร้องบอกกอล์ฟอย่างร่าเริง เด็กหนุ่มอายุ 20 ปีบริบูรณ์ มีความสามารถรอบด้านไม่ว่าจะเป็นร้อง เต้น หรืองานพิธีกรที่ตอนนี้เจ้าตัวก็เป็นพิธีกรหนุ่มประจำมหาวิทยาลัย หน้าตาคมเข้มเหมือนกับชื่อของตัวเอง แต่เมื่อเผยยิ้มแล้วกลับมีลักยิ้มข้างแก้มที่ทำให้หัวใจของคนที่ได้เห็นแทบจะละลาย

“แน่นอน เป็นคำถามเดียวที่พี่จะถามเลย” เต้พูดด้วยความมุ่งมั่น

เข้มยกนิ้วหัวแม่มือให้กับรุ่นพี่คนเก่ง เข้าใจความรู้สึกของเต้เป็นอย่างดี พวกเขาจะกลายเป็นบอยแบนด์วงแรกของค่ายไลออนก็ย่อมรู้สึกเป็นกังวลกับชื่อเสียงของตัวเอง ก็ไม่ได้หวังว่าจะดังพลุแตกกลายเป็นเบอร์หนึ่งเหมือนวงที่เดบิวต์มาจากค่ายใหญ่ๆ แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้มีแฟนคลับประมาณหนึ่งและได้ทำผลงานเพลงที่ชื่นชอบไปจนหมดสัญญา ไม่โดนดองหรือโดนฉีกสัญญาอย่างที่มีข่าวเกิดขึ้นบ่อยๆ

“อันฉีจะไปด้วยไหม?” เต้หันไปถาม อันฉี ภานุเมศ หนุ่มหน้าตี๋ที่เป็นลูกครึ่งไทย-ไต้หวัน อายุ 20 ปี

อันฉีส่ายศีรษะเล็กน้อย เขาค่อนข้างพูดน้อย มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอยู่ที่ผิวขาวละเอียดและดวงตาเสี้ยวพระจันทร์ หน้าตาแบบพิมพ์นิยม แต่ก็มีความสามารถด้านการแต่งเพลงที่ยอดเยี่ยม ซิงเกิลเดบิวต์ของพวกเขาก็ได้อันฉีเข้าไปมีส่วนร่วมกับทีมโปรดิวเซอร์แต่งเพลงด้วย

“วันนี้ม้าทำแกงเขียวหวานเป็นอาหารเย็น ต้องรีบกลับไปกิน เดี๋ยวพี่จะแย่งกินหมดก่อน” อันฉีพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและยกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายบนไหล่ ท่าทางราวกับพลทหารที่กำลังจะออกรบ

“ขอให้โชคดีนะ” หมิงอวยพร รู้ว่าอันฉีชื่นชอบอาหารไทยฝีมือของแม่มาก แต่ครอบครัวที่มีลูกชาย 4 คน ย่อมทำให้โต๊ะอาหารกลายเป็นสงครามย่อมๆ อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะอันฉีที่เป็นลูกคนเล็กสุดจึงโดนพี่ชายแย่งอาหารเป็นประจำ เจ้าตัวจึงมีนิสัยพิเศษอีกอย่างคือกินเร็วมาก

“พวกพี่ก็เหมือนกันครับ ขอให้โชคดี”

พูดจบ อันฉีก็รีบวิ่งออกจากห้องซ้อมไปอย่างรวดเร็ว หมิงมองตามเด็กหนุ่มที่กินจุที่สุดในทีมแล้วส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา ก่อนจะหันมองกลับไปยังอีก 2 คนที่กำลังสะพายกระเป๋าเป้เตรียมตัวกลับบ้าน ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าทีมจึงปิดคอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศและหลอดไฟทั้งห้องให้เรียบร้อย

“พวกเราก็ไปกันเถอะ” เต้พูด รอให้หมิงก้าวออกมาจากห้องซ้อมแล้วจึงปิดประตูห้องเอาไว้

เมื่อเห็นทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สองหนุ่มก็เดินตรงไปยังประตูด้านหน้าของบริษัทไลออน พวกเขาต่างส่งยิ้มและยกมือไหว้พนักงานในบริษัทที่เดินผ่าน แต่หมิงกลับรู้สึกถึงสายตาแปลกๆ ที่อีกฝ่ายมองมา คล้ายว่าทั้งเอ็นดูและสงสารพวกเขา

“มองเราแปลกๆ นะ” เต้กระซิบพูดข้างหูของหมิง

หมิงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ แต่ก็ไม่อยากจะยืนยันความคิดให้กับเพื่อนร่วมทีมที่คิดมาก กลัวว่าเต้จะยิ่งกังวลกับการเดบิวต์เป็นศิลปิน ก้าวเดินออกมาจากหน้าประตูบริษัทก็มองเห็นผู้จัดการประจำวงตัวใหญ่ แต่เมื่ออีกฝ่ายสบสายตากับเขา นุ้ยก็รีบหลบสายตาและเดินหลบไปอีกด้านราวกับไม่อยากจะพบหน้าของพวกเขาทันที

“เราจะนั่งรถไฟใต้ดิน หรือรถเมล์?”

หมิงหันกลับมามองเพื่อนร่วมทีมที่ก้มหน้าดูแผนที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ เขาก็รู้สึกโล่งใจที่เต้ไม่ได้เห็นท่าทางแปลกประหลาดของนุ้ย สัญชาตญาณบอกกับเขาว่าคงจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่างในบริษัท ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคงจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดบิวต์ของพวกเขา

“ช่วยคิดหน่อยสิ” เต้หันมาส่งสายตาไม่พอใจให้กับเพื่อนสนิทเล็กน้อย เขารู้ว่าเดินทางด้วยรถเมล์จะประหยัดและเดินเท้าใกล้กว่ารถไฟใต้ดิน แต่เขาก็ต้องการคำยืนยันจากหมิงอีกเสียง

หมิงรีบก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเต้และให้คำยืนยัน

“รถเมล์ก็ได้ รถเมล์น่าจะเดินใกล้กว่า”

เมื่อได้รับคำยืนยันแล้ว ชายหนุ่มหน้าตาดีทั้งสองคนก็เดินตรงไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ไม่ไกลจากบริษัทไลออน หมิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มมีเมฆมืดครึ้มลอยเข้ามาปกคลุมท้องฟ้า

“ฝนจะตกก่อนที่เราจะถึงบ้านของหมอดูไหมเนี่ย?” หมิงบ่นอุบ

เต้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าบ้าง เห็นเมฆสีดำทะมึนแล้วส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา ช่วงนี้ก็ปลายฤดูฝนแล้ว แต่ยังมีฝนตกชุกอยู่ตลอด และยังเลือกตกช่วงเย็นหลังเลิกงานเป็นประจำอีกด้วย ตัวเขาที่รู้ว่าเป็นเพราะปรากฏการณ์โดมความร้อนของพื้นที่เขตเมือง แต่ก็ยังรู้สึกอยากจะโทษพระพิรุณอยู่ดี

“สาธุ ขอให้อย่าเพิ่งตกเลย ผมอยากกลับบ้านแบบแห้งๆ ครับ” เต้พูดพร้อมยกมือขึ้นไหว้เหนือศีรษะ

หมิงหลุดหัวเราะออกมากับท่าทางของนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ แต่ก็เห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย

“ใช่ ฉันก็ไม่อยากเสื้อผ้าเปียกไปทำงานอีก”

เมื่อก้าวเข้ามาในบ้านของหมอดูที่เต้นัดเอาไว้ หมิงก็อดจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยรูปปั้นเทพจากหลากหลายความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเทพกรีก เทพฮินดู เทพจีน เทพญี่ปุ่นหรือเทพไทยต่างวางเรียงรายจัดเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ หมิงแอบคิดว่ากำลังเดินหลงเข้ามาในพิพิธภัณฑ์อะไรสักอย่าง

“เชิญนั่งจ๊ะ”

หมิงหันมาสบสายตากับหมอดูสาวอายุราว 30 ปีต้นๆ ที่มีใบหน้าอวบอิ่ม สวมชุดกระโปรงลายดอกไม้สีน้ำตาลอ่อน หมอดูสาวส่งยิ้มกว้างมาพวกเขาทั้งสองคน แววตาของเธอไม่ได้น่ากลัวเหมือนพวกร่างทรงที่เต้เคยพาเขาไปหามาก่อน แม้จะมีรูปปั้นและภาพของเทพเต็มห้องโถง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หมิงรู้สึกอึดอัดและกลิ่นหอมของกำยานยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายด้วย

เต้รีบเดินลงไปนั่งที่เบาะฝั่งตรงข้ามกับหมอดูสาวและแนะนำตัว

“สวัสดีครับ ผมชื่อ เต้ ที่นัดเอาไว้น่ะครับ”

หมิงทำเพียงส่งยิ้มกว้าง แต่ไม่ได้แนะนำตัวเหมือนเพื่อนสนิท

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ เรียกพี่ว่า สร ก็ได้นะคะ ไม่ให้เสียเวลาเนอะ เรามาเปิดไพ่กันเลยดีกว่า” สรแนะนำตัวและวางไพ่ยิปซีกองใหญ่ลงตรงหน้าเต้ ก่อนจะอธิบายเสริมว่า “วางมือที่ถนัดลงบนกองไพ่ แล้วหลับตา ตั้งอธิษฐานคิดถึงเรื่องที่ต้องการจะถามนะคะ”

นักเต้นประจำทีมรีบวางมือคว่ำลงกับกองไพ่ยิปซีและหลับตาลงตามคำแนะนำของหมอดูสาว พยายามตั้งจิตคิดถึงเรื่องเดบิวต์ของตัวเอง การทำงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเพื่อนร่วมทีม ก่อนจะลืมตาขึ้นและยกมือออกจากกองไพ่ยิปซี

“เป็นเด็กที่จิตใจดีนะคะ สนใจแต่เรื่องงานกับเพื่อนร่วมงาน” สรพูดราวกับสามารถอ่านใจของเต้ได้ ก่อนที่เธอจะคว้าเอาไพ่ยิปซีขึ้นมาสับและเปิดไพ่ใบแรกออกมาเป็นเทพแห่งความตาย

แค่เห็นรูปศพเกลื่อนบนไพ่ก็ทำเอาเต้รู้สึกใจไม่ดี เขาหันมองหมิงที่นั่งอยู่ข้างกันราวกับจะร้องไห้ออกมา

“ไพ่ Death ไม่ใช่ว่าไม่ดีเลยทีเดียว แต่ไพ่กำลังบอกให้เราเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนะคะ สิ่งที่คุณคิดหรือคาดหวังเอาไว้อาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่ต้องการ แต่หลังจากนี้แล้วทุกอย่างก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น” สรพูดปลอบใจ ก่อนจะเปิดไพ่ใบต่อไป

หน้าไพ่ปรากฏรูปของราชินีถือดาบ แค่เห็นคมดาบแวววับก็ทำให้คนขี้กังวลรู้สึกไม่สบายใจ เต้ดูดวงมาหลายครั้งก็พอจะรู้ว่าไพ่ใบนี้ก็ไม่ถือว่าดีนัก

สรส่งยิ้มปลอบใจชายหนุ่มที่แทบจะควบคุมสีหน้าของตัวเองไม่ได้

“คุณเต้น่าจะมีเรื่องให้เครียดหรือกังวลใจมากๆ จนแทบจะไม่มีสมาธิทำอะไรเลย อาจจะมีปัญหาบางอย่างให้คุณเต้ต้องจัดการและตัดสินใจ ช่วงนี้คุณเต้จะต้องใช้ความรอบคอบให้มากเป็นพิเศษนะคะ แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น รวมถึงเรื่องการเงินด้วย น่าจะมีรายจ่ายที่เข้ามาโดยไม่ตั้งตัว อย่าเพิ่งใช้เงินฟุ่มเฟือยและเตรียมเงินสำรองเอาไว้ เผื่อใจเอาไว้เยอะๆ นะคะ พยายามคาดหวังให้น้อยลง”

“หมิง… จะเกิดอะไรขึ้นรึเปล่าวะ?” เต้หันมาถามกับเพื่อนสนิท เริ่มเป็นกังวลกับการเดบิวต์ของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

หมิงเห็นไพ่ 2 ใบที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วก็เริ่มคิดว่าหมอดูสาวก็คงจะเป็นพวกหลอกลวงอีก เปิดไพ่เป็นคำทำนายแย่ๆ แล้วก็ขายวัตถุมงคลหรือเสนอให้ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ที่ต้องจ่ายเงินค่อนข้างสูง แต่เขาก็ไม่คิดจะเปิดโปงอีกฝ่าย

“ไพ่ 2 ใบนี้บ่งบอกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้นะคะ ไพ่ที่จะเปิดต่อไปจะเป็นอนาคตแล้วค่ะ” สรอธิบาย และใช้มือเรียวสวยเปิดไพ่ขึ้นมาอีกใบ

ไพ่ใบนี้ก็ยังคงเป็นไพ่อีกใบที่มีดาบยาว และยังมีเยอะถึง 10 เล่มที่เสียบทะลุร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง รอยเลือดที่ไหลออกมาจากปากแผลทำเอาเต้นึกอยากจะลุกหนีออกจากบ้านของหมอดูสาวทันที ไพ่ใบที่ 3 ของเขาก็ยังไม่ดีขึ้นเลย

“อืม…”

เห็นไพ่ใบที่ 3 แล้วสรก็ไม่รู้ว่าจะหาวิธีปลอบใจชายหนุ่มอย่างไรดี แถมไพ่ 10 ดาบก็เป็นไพ่ที่แย่ที่สุดใบหนึ่งในสำรับเลยก็ว่าได้ เธอมองเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็พอจะรู้ว่าคงจะบ่ายเบี่ยงหรือพยายามพูดปลอบใจไม่ได้

“ ไพ่ Ten of swords ค่ะ ในอนาคตก็คงจะต้องเจอกับสถานการณ์ที่ยุ่งยากต่ออีกสักระยะ จะมีปัญหาหนักเข้ามาให้จัดการ และต้องใช้ความอดทนสูงกว่าจะผ่านพ้นไปได้ เรื่องงานก็ต้องระวังจะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายนะคะ ต้องระมัดระวังคำพูดที่อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ นะคะ”

หลังจากนั้น ไพ่ทาโรต์แต่ละใบที่เปิดออกมาก็มีแต่ไพ่ที่ค่อนข้างแย่ แม้กระทั่งไพ่เทพแห่งอบายมุขที่มีรูปของซาตานหน้าตาเป็นแพะ ยืนด้วยขาสองข้าง มือขวาถือเคียวสีดำขนาดใหญ่ มือข้างซ้ายถือโซ่จูงวิญญาณของชาย-หญิงคู่หนึ่ง แค่เห็นรูปภาพทำชวนให้รู้สึกอึดอัดใจ เต้ยิ่งห่อเหี่ยวใจกับคำทำนายที่ค่อนข้างแย่กว่าหมอดูรายอื่น

จนกระทั่งมาถึงใบสุดท้ายที่ชายหนุ่มเตรียมเดบิวต์ทั้งสองคนแทบจะไม่มีอารมณ์ฟังต่อแล้ว หน้าไพ่เปิดออกมาเป็นไพ่ 7 เหรียญ เหรียญรูปดาวสีเหลืองทองทั้ง 7 อันทำเอาหัวใจได้พองโตขึ้นมาเล็กน้อยบวกกับรอยยิ้มเล็กๆ ที่ปรากฏบนสีหน้าของหมอดูสาวก็ทำให้พวกเขาได้รู้ว่าเป็นไพ่ที่ค่อนข้างดี

“แต่สรุปแล้วคุณเต้ก็จะผ่านพ้นวิกฤติไปได้ และจะประสบความสำเร็จได้ตามที่ต้องการค่ะ สิ่งที่วาดฝันไว้ก็จะเริ่มเป็นรูปร่างขึ้นมาบ้าง แต่ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สิ่งที่ต้องการสำเร็จขึ้นมาได้นะคะ บางทีการทำงานอย่างหนักก็อาจจะทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าหรือท้อแท้บ้าง ก็ให้หยุดพักชั่วคราว แล้วสู้ต่อ รับรองว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีค่ะ อย่าเพิ่งท้อแท้นะคะ” สรพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงกว่าเดิมเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกว่า “มีอะไรจะถามอีกไหมคะ?”

“คือว่า พวกผมกำลังจะเดบิวต์เป็นบอยแบนด์ อยากจะรู้ว่าวงของพวกเราจะไปได้ดีไหมครับ?” เต้ถามอย่างตรงไปตรงมา

“มิน่า หน้าตาดีกันทั้งคู่เลย” สรแซว และเปิดไพ่ที่วางอยู่ด้านบนสุดของกองไพ่ กลายเป็นไพ่คนโง่ที่สะพายย่ามเตรียมเดินทาง รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มคล้ายกับไม่ทุกข์ร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“อืม… ไพ่ก็ไม่ได้ยืนยันอะไรนะคะ แต่เป็นเส้นทางที่ค่อนข้างเสี่ยง อาจจะดังเป็นพลุแตกหรือไม่ก็ได้ค่ะ แต่พี่เห็นความตั้งใจของน้องทั้งสองคนนะคะ หวังว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น” สรพูดให้กำลังใจเด็กหนุ่ม เห็นหัวคิ้วที่ยังขมวดกันอยู่ของเต้ก็คว้าเอาไพ่อีกกองขึ้นมาวางตรงหน้าและพูดว่า “พี่เห็นว่าไพ่ของคุณเต้ออกมาไม่ค่อยดีเลย ลองเปิดไพ่ดูว่าเทพอะไรที่จะช่วยคุ้มครองและเสริมดวงของคุณเต้ไหมคะ?”

“ดีเลยครับ!” เต้ตอบรับแทบจะทันที

ส่วนหมิงก็ลอบถอนหายใจกับหมอดูสาวที่กำลังจะล่อลวงเพื่อนสนิทให้ซื้อของขลังอีก อดไม่ได้จะส่งสายตาตำหนิไปยังสร

“สับไพ่และบอกกับไพ่ว่า หากเทพองค์ใดอยากจะช่วยให้ชีวิตของคุณเต้ดีขึ้นก็จงปรากฏกายขึ้นมา” สรอธิบาย รับรู้ถึงความไม่พอใจจากชายหนุ่มที่มาด้วยอีกคน แต่เธอก็ไม่คิดตำหนิอีกฝ่าย เรื่องความเชื่อและศรัทธาคงจะบังคับใครไม่ได้

เต้หลับตาลงตั้งสมาธิ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วสับไพ่อย่างชำนาญ

“สับเสร็จแล้วก็หยิบไพ่ออกมาจากกอง 1 ใบ จะเป็นใบไหนก็ได้นะคะ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นใบที่อยู่บนสุด”

สิ้นเสียงของหมอดูสาว เต้ก็จัดการดึงไพ่ออกมาจากตรงกลางของกองไพ่และหงายวางลงบนโต๊ะ หน้าไพ่ปรากฏหญิงสาวหน้าตายิ้มแย้ม แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใสและถือเครื่องดนตรีประเภทหนึ่ง มองจากภาพรวมของรูปที่วาดก็รู้ว่าเป็นเทพญี่ปุ่น

“เบ็นไซเต็งถือบิวะ เป็นเทพแห่งความงาม ดนตรี ศิลปะและภูมิปัญญา เหมาะกับคุณเต้ที่กำลังจะเดบิวต์เป็นศิลปินมากๆ เลยค่ะ” สรพูด ก่อนจะหันไปหยิบเอาพวงกุญแจไม้ที่แกะสลักเป็นรูปเบ็นไซเต็งให้กับเต้ และรับเอากองไพ่กลับคืนมา เธอสบสายตาของหมิงเพียงครู่เดียวก็ยื่นกองไพ่ในมือให้กับอีกฝ่าย

“ผมไม่ดูดวงครับ มาเป็นเพื่อนเฉยๆ” หมิงรีบปฏิเสธ ค่าครูแค่ 59 บาทก็ยังรู้สึกเสียดาย เขาเอาเงินไปซื้อข้าวยังจะอิ่มท้องมากกว่า เปิดไพ่ดูดวงแล้วเจอแต่เรื่องไม่ดีอย่างเต้คงจะยิ่งเครียดมากขึ้นเป็นเท่าตัว

“ไม่คิดตังค์ค่ะ ฉันเองก็อยากจะรู้ว่าคุณมีเทพอะไรที่คอยปกปักรักษาอยู่” สรหว่านล้อม

“เอาหน่อยๆ เปิดให้ดูหน่อย ฟรีเลยนะ” เต้คะยั้นคะยออีกแรง

หมิงไม่สามารถต้านทานความอยากรู้อยากเห็นของสองคนที่จ้องมองอยู่จึงรับเอากองไพ่มาสับ 2-3 ครั้งแล้วหยิบไพ่ที่อยู่ด้านบนสุดของกองหงายลงบนโต๊ะ

หน้าไพ่ปรากฏรูปของมังกรสีน้ำเงินอมเขียวตัวใหญ่ที่แหวกท้องทะเลขึ้นมา ภาพวาดสไตล์จีนทำให้ใบหน้าของมังกรตัวนี้ดูขึงขัง รู้สึกราวกับว่าดวงตาสีเหลืองทองกำลังจ้องมองมายังเขา หมิงเงยหน้ามองสรที่แสดงสีหน้าตกใจราวกับเกิดเรื่องประหลาดขึ้น

To be continued.

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ในแอป