ข่าวการพระราชทานอภัยโทษต่อผู้ต้องขังจำนวนสี่หมื่นคน ได้มีการประกาศสู่สื่อมวลชนเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
ยามได้ยินข่าว สิ่งแรกที่ภรัณยูทำคือตรวจสอบกับคนภายในที่เขารู้จักในทันที และเมื่อได้รู้ว่ามันคือหนึ่งในสี่หมื่นคนที่จะได้ออกมาอยู่ในโลกภายนอกอีกหน ภรัณยูรู้สึกเหมือนหัวใจเขาถูกเคลือบไว้ด้วยน้ำแข็ง มันเย็นจัด กัดกินจนกลายเป็นบาดแผล ซ้ำตรงรอยเดิมที่ไม่เคยสมานหายไป ตอกย้ำว่าเรื่องราวในอดีตเมื่อสิบห้าปีก่อนคือฝันร้ายที่ยังฝังแน่นอยู่ในใจ ไม่มีวันเลือนไปจากความทรงจำ
มัน…กนธี ฆาตกรที่ก่อเหตุฆาตกรรม คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึงสี่ศพ ครอบครัวปัญจชัยวิสิฐ ครอบครัวของภรัณยู
ทว่าด้วยน้ำแข็งที่เกาะแน่นที่ใจอย่างนั้น ทำให้สายตาที่ทอดมองไปยังบุคคลเบื้องหน้าในเวลานี้เยียบเย็น มันแฝงไว้ด้วยความเฉียบคม หากแต่ก็คล้ายจะเป็นไฟที่พร้อมจะทำให้ผู้ที่ถูกจับจ้องมอดไหม้เป็นผง กลายเป็นฝุ่นดินให้เขาเหยียบย่ำซ้ำเติม
ชายที่เพิ่งเดินออกมาจากกรอบประตูของสถานที่จองจำอิสรภาพยังดูมีชีวิตชีวา ไม่คล้ายคนที่ถูกกักขังนานนับสิบห้าปี ใบหน้ายังดูสดใส ร่างกายไม่ได้ผ่ายผอมอย่างที่ภรัณยูอยากเห็น อีกฝ่ายยังคงแข็งแรงเหมือนในคืนนั้นที่ใช้กำลังของตนรัดคอเขาจนแทบขาดอากาศหายใจ แรงมือที่กำกระชับด้ามมีด จ้วงแทงเข้าใส่ร่างเขาจนเลือดแทบหมดตัว
คนที่ทำให้ภรัณยูได้ใช้ชีวิตโดยมีเปอร์เซ็นต์รอดต่ำกว่าห้าสิบอยู่ร่วมเดือน…
เพียงภาพในอดีตแล่นเข้ามาในความคิด ภรัณยูถึงกับปวดขมับจนคลื่นไส้ แต่คนที่ในวินาทีหนึ่งหันมามองแล้วสบตากัน ก็ยังทำให้ทุกความรู้สึกนั้นถูกตีกลับไปยังทางเดิม ให้ภรัณยูกลับมาเป็นคนที่ตัดสินใจมายืนรอดูฆาตกรที่ฆ่าครอบครัวเขาอย่างไม่กริ่งเกรง
กนธีเห็นเขาแล้ว และภรัณยูเห็นว่าอีกฝ่ายขยับมุมปากขึ้นเล็กน้อย มันจำเขาได้ ทิศทางของฝีเท้าเปลี่ยนมาทางที่เขายืน ตาคู่นั้นยังสบกับเขานิ่ง พร้อม ๆ กับที่ระยะห่างแคบลงเรื่อย ๆ จนที่สุดกนธีก็อยู่ตรงหน้า ใกล้กันเพียงคืบเท่านั้นเอง
ภรัณยูไม่หลบตาแม้เพียงนิด ไม่มีปฏิกิริยาใดนอกไปจากความสงบแม้กนธีจะหัวเราะในคอเบา ๆ ขณะโน้มหน้าเข้าหากัน เอ่ยปากราวกับยินดีเหลือเกิน
“กูล่ะดีใจจริง ๆ ที่มี…เหยื่อ…มารอต้อนรับกู”
ชายหนุ่มขยับมุมปาก ไม่เอ่ยคำใด ก่อนต้องชะงักเมื่อกนธีไม่ได้สนใจความเงียบงันของเขา ยังคงเอ่ยปากเหมือนสิ่งนี้คืออิสระแรกที่มันได้รับและต้องการที่จะทำ
“หาตัวคนจ้างวานกูได้หรือยังล่ะ”
หัวคิ้วภรัณยูขยับเล็กน้อย ส่งเสียงลอดลำคอ “หมายความว่ายังไง”
“หือ…” กนธีพิจารณาสีหน้าเหยื่อของตนด้วยความสนใจ เอ่ยคำด้วยเสียงกระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน “มึงคงไม่คิดว่ากูจะเข้าไปในบ้านมึงได้ง่าย ๆ แบบที่ไม่มีใครคอยช่วยหรอกใช่ไหม”
ห้วงเวลานั้นเองที่ภรัณยูเหมือนศีรษะถูกตีด้วยของแข็ง มันไม่ได้ทำให้เขาเจ็บร้าวในวินาทีแรก แต่เป็นความรู้สึกอันตื้อตันหนักหน่วง เลือดไม่ได้รับการระบายผ่านบาดแผล แต่กลับว่ายเวียนคั่งแน่นอยู่ในสมอง
“มึงหมายความว่ายังไง…”
ภรัณยูกดเสียงต่ำ ยั้งมือไม่ให้ยกขึ้นกระชากคอเสื้อคนตรงหน้า เขายังคงท่าทีนิ่งสงบไม่เหมือนเนื้อเสียงที่สั่นเล็กน้อย มือติดจะกร้านกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ และปฏิกิริยานั้นเองที่ทำให้กนธีโพล่งหัวเราะออกมาอย่างพอใจ ยกมือขึ้นตบเบา ๆ บนบ่ากว้างพลางยกอีกมือใช้นิ้วชี้เคาะขมับตนเองแทนคำตอบ
ชายหนุ่มขบกราม ยึดปกคอเสื้อของกนธีแล้วผลักให้เจ้าตัวเซถอย กำหมัดแน่นแต่ไม่ยกขึ้นง้างอย่างอดกลั้น แม้กิริยาอย่างนั้นจะทำให้กนธีแปลกใจไม่น้อย แต่ความน่าขบขันก็ยังทำให้มันหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนยกมือขึ้นโบกเป็นการร่ำลาแล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าถอยหลังห่างกันไป
ภรัณยูไม่ได้เดินตามกนธีออกจากธรณีประตูของเรือนจำไป เขาเพียงแต่มองแผ่นหลังที่กำลังเลี้ยวหายไปหลังกำแพงสูง เห็นทุกวินาทีที่กนธีหันกลับมามองกันพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนอีกฝ่ายจะลับตาเขาไปในที่สุด
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ได้แต่ขับกล่อมตนเองถึงการมายืนอยู่ตรงนี้ในวันนี้ ไม่เพียงแต่อยากเห็นสภาพอันน่าเวทนาของฆาตกร แต่เขายังอยากได้ยินบางอย่างจากปากของกนธี…และนั่นเป็นที่น่าพอใจสำหรับเขาแล้ว
ภรัณยูเชื่อว่าที่กนธีพูดเป็นความจริง ไม่โป้ปดแม้สักพยางค์ ทำให้สิ่งที่เขาคิดมาตลอดสิบห้าปีดูจะมีเค้าลางมากยิ่งขึ้น
และเขาตัดสินใจได้แล้ว…เขาจะไม่ปล่อยให้ความคับข้องใจหายไปพร้อมคดีที่ถูกปิดลง
ทุกอย่างจะต้องถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยตัวเขาเอง
“เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่ยังมีสภาพดีอยู่แหละค่ะคุณ แต่บางอย่างก็คงเสียหายบ้างตามกาลเวลา ยังไงคุณลองดูรอบ ๆ ก่อนได้เลยนะคะ ป้าจะเข้าไปทำความสะอาดส่วนของห้องนอนคุณให้ค่ะ”
ภรัณยูขยับยิ้มบางแม้จะมีแมสก์ปิดบังไว้เมื่อแม่บ้านที่รับจ้างให้มาดูแลทำความสะอาดบ้านปัญจชัยวิสิฐตลอดห้าปีหลังมานี้บอกกล่าวต่อกัน ไม่ได้แปลกใจที่เธอรู้ตำแหน่งห้องของเขา เพราะห้องนอนห้องอื่น ๆ ถูกปิดตายและไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไป จะด้วยเพราะเคยเป็นพื้นที่ก่อเหตุก็ด้วย และเพราะเขาเองที่ไม่ต้องการให้ใครเข้าไปย่างกรายในห้องของครอบครัว
ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบบ้าน ถึงเขาจะให้คนเข้ามาคอยดูแล ทว่าตลอดระยะเวลาสิบห้าปีหลังเกิดเหตุ ภรัณยูที่ย้ายตัวไปอยู่กับยายที่ต่างจังหวัดกลับไม่เคยเข้ามาที่นี่อีกเลย เพราะอย่างนั้นแล้วยามก้าวเท้าไม่ว่าจะในมุมไหนของบ้าน บรรยากาศเก่า ๆ ในวันวารถึงได้โอบล้อมหัวใจเขาอย่างอิ่มเอม เปี่ยมสุข ก่อนค่อย ๆ กลายเป็นการบีบรัดให้ใจแตกละเอียดซ้ำซาก
ภาพเหตุการณ์ยังฝังแน่นในใจ รอยเลือดของทุกคนก็ด้วยเหมือนกัน
“คุณจะกลับมาอยู่ที่นี่ถาวรเลยหรือเปล่าคะ”
เสียงของแม่บ้านดังขึ้นให้ชายหนุ่มที่อยู่ในภวังค์กลับคืนสู่ปัจจุบัน ภรัณยูไม่ได้ตอบรับในทันที แต่กลับมองไปรอบบ้านอีกหนอย่างครุ่นคิดแล้วตอบ “ผมกำลังตัดสินใจครับ”
“ถ้าคุณกลับมา…ขอโทษเถอะค่ะ คุณจะยังจ้างป้าอยู่ไหม”
ภรัณยูยิ้มได้กับคำถามนั้น เขามองเธอ เห็นความหวังอยู่ในแววตาที่สบกันแล้วเหมือนจะตัดสินใจได้ “อาจจะไม่ได้จ้างแบบเป็นรอบเดือน แต่เปลี่ยนเป็นรายสัปดาห์ แบบนั้นจะสะดวกไหมครับ”
“ถ้าคุณจะเปลี่ยนเป็นแบบนั้นจริง ๆ ป้าจะจัดวันให้ค่ะ”
“งั้นผมขอดูอีกสักหน่อยนะครับ ถ้าได้วันที่แน่ใจเมื่อไหร่ เดี๋ยวผมจะติดต่อคุณป้าอีกที”
“ตอนนี้ก็ให้เป็นตามเดิมก่อนใช่ไหมคะ”
ตามเดิมที่เธอหมายถึง คือการเข้ามาทำความสะอาดและดูแลตรวจตรารอบบ้านเพียงเดือนละหนึ่งครั้ง ภรัณยูจึงตอบรับเธอเบา ๆ ก่อนออกมายืนอยู่ข้างบ้านในส่วนของเทอร์เรซที่เชื่อมกับห้องกินข้าว เลื่อนประตูกระจกออกกว้างเพื่อให้ลมยามบ่ายพัดโชยเข้ามาด้านใน ให้อากาศได้ถ่ายเทมากขึ้น
ตอนนั้นเองที่เขาเห็นรถคันหนึ่งขับผ่านหน้าบ้านไปแล้วจอดเทียบที่ประตูรั้วของบ้านข้างกัน
ภรัณยูยืนนิ่ง ไม่ได้ขยับตัวออกไปเพื่อให้อีกฝ่ายมองเห็น แต่กลับเป็นฝ่ายนั้นเสียอีกที่ลงจากรถแล้วเดินตรงมายังบ้านเขา รูปร่างสมส่วนผอมเพรียวของชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนกับกางเกงขาสามส่วนดูสบาย ๆ ผมตัดสั้นดำขลับ ดูรับกับรูปหน้าคมคายตามฉบับบุรุษเพศ เพียงแต่เรียวตาคู่นั้นที่แม้จะมองแวบแรกแล้วให้ความรู้สึกเย่อหยิ่ง แต่ยามได้สบมองกัน ภรัณยูกลับเหมือนเห็นประกายฉ่ำวาว ดูหวานขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
วินาทีหนึ่ง ภรัณยูเหมือนถูกกระชากให้เข้าสู่ภวังค์ปริศนา ก่อนความไม่แน่ใจจะถมทับแทนที่ด้วยคำถามที่ว่า…เขาคนนั้นคือใคร
ฝ่ายนั้นเมื่อได้สบตากันวินาทีหนึ่ง ก็ตัดสินใจก้าวผ่านประตูรั้วเข้ามาด้วยท่าทางคุ้นเคย ยกยิ้มขึ้นน้อย ๆ ขณะส่งคำถามมาให้กัน “ลูกชายป้ามลเหรอครับ”
ป้ามล…อ้อ แม่บ้านที่เขาจ้างไว้น่ะหรือ
ภรัณยูไม่ทันตอบ อีกฝ่ายกลับหมุนตัวเดินไปทางหน้าบ้าน แล้วร้องเรียกแม่บ้านของเขาด้วยคำที่เหมือนจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว ให้ภรัณยูที่ถูกเข้าใจผิดยกแขนขึ้นกอดอก เอนตัวพิงกรอบประตูพลางมองดูความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอย่างพิจารณา
“ป้ามลครับ วันนี้ป้ามลมาทำความสะอาดที่นี่เหรอครับ”
เพียงอึดใจ แม่บ้านของเขาก็เดินลงมาจากชั้นสอง อุทานอย่างตกใจแกมยินดี “ตายจริง น้องพีช อยู่ ๆ ตะโกนขึ้นไป ป้าตกใจหมดเลยค่ะ!”
พีช…ภรัณยูมองคนที่หัวเราะอย่างขบขัน ความสดใสอย่างนั้นเหมือนเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกฝังกลบอยู่ในความทรงจำของเขา ดังนั้นแทนที่จะยืนดูอยู่เฉย ๆ ภรัณยูจึงตัดสินใจเดินเข้าไปเพื่ออยู่ในวงสนทนานั้น
“นี่ไงคะ คุณเจ้าของบ้านค่ะ คุณพีชได้เจอกันรึยัง เห็นบ่นว่าคิดถึงอยู่บ่อย ๆ นี่นา”
คนฟังถึงกับนิ่งงัน เหมือนหลุดไปในภวังค์ตนเองอยู่ครู่หนึ่งถึงสะบัดหน้าเงยขึ้นมองเขาที่มองเจ้าตัวอยู่นิ่ง ๆ และในวินาทีที่ได้สบตากันด้วยระยะใกล้เพียงเท่านี้ แค่อึดใจ คนที่ดูจะตัวเล็กกว่าเขาอยู่ส่วนหนึ่งก็ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสีชมพูจางแย้มยิ้มด้วยความยินดี
“พี่ธาม…”
รู้จักเขาหรือ…ภรัณยูพยายามนึกคิด ความทรงจำที่เลือนรางในสิบห้าปีก่อนเป็นเหมือนสนิมที่เขาไม่อยากไปสะกิดมันเท่าไรนัก ทว่าแค่คิดว่าจะพยายาม ภาพของเด็กชายคนหนึ่งที่แสนร่าเริง ทำตัวติดหนึบกับเขาจนถึงชั้นประถม ใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูน่ารักสดใสก็กระจ่างขึ้นในความทรงจำ
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงนี้คือจิตบุณย์ เพื่อนบ้านที่เคยสนิทกันในอดีต…ไม่ผิดแน่
ภรัณยูทอดลมหายใจยาวภายใต้แมสก์สีขาว ตัดสินใจถอดมันออกเพื่อเปิดเผยใบหน้าให้อีกฝ่ายได้เห็น และเพียงแค่จิตบุณย์เห็นรูปหน้าเขาเต็มสายตา ลูกแก้วกลมใสก็เหมือนจะเป็นประกายวาววามเหมือนที่ภรัณยูเคยเห็นในอดีต
“พี่ธามกลับมาเมื่อไหร่ครับ” ชายหนุ่มถามภรัณยูได้ลื่นไหลราวกับยังเป็นคนคุ้นเคยสนิทใจกัน นิ่งไปนิดเมื่อภรัณยูไม่ตอบอะไร มีแต่ยิ้มน้อย ๆ ส่งให้กันเท่านั้น “พี่ธามน่าจะจำผมไม่ได้”
กลายเป็นแม่บ้านที่หัวเราะขึ้นมา เอ่ยเย้าชายหนุ่ม “ก็น้องพีชบอกไม่ได้เจอคุณเขามากี่ปีแล้วล่ะคะ จำได้สิแปลก”
จิตบุณย์ฟังแล้วหัวเราะบ้าง หันกลับมามองคนที่ยังยืนเงียบแล้วเอ่ย “ผมยังจำพี่ธามได้เลย”
“…ขอโทษแล้วกันที่เมื่อกี้พี่จำพีชไม่ได้”
“ตอนนี้จำได้รึยังครับ”
ภรัณยูพยักหน้า ให้อีกฝ่ายยิ้มกว้างมากขึ้น ดูเหมือนว่าสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปสำหรับจิตบุณย์จะเป็นความสดใสร่าเริงที่ราวกับเป็นพระอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้าอย่างนี้ มันทำให้คนมองยกยิ้มขึ้นมาบ้าง แม้จะไม่ใช่ยิ้มกว้างอย่างยินดีเหมือนที่จิตบุณย์เป็นก็ตาม
ปฏิกิริยาที่ยังเคร่งขรึมทำให้เพื่อนบ้านของเขานิ่งไปเล็กน้อย ก่อนลดรอยยิ้มลงแล้วเอ่ยถาม “พี่ธามจะกลับมาอยู่ที่นี่เหรอครับ”
“พี่ยังไม่แน่ใจ”
ทว่าสิ่งหนึ่งที่จิตบุณย์แน่ใจ คือความสัมพันธ์ของเราสองคนได้กลายเป็นเพียงอดีตไปแล้ว จากท่าทางของภรัณยูที่ไม่เหลือความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่มีสายตาที่อบอุ่นและคอยห่วงใยเขาอย่างพี่ชายคนสนิท กระนั้นจิตบุณย์ก็ยังเข้าใจ…เข้าใจอย่างที่ทำใจไว้แล้วว่าหากวันหนึ่งได้กลับมาเจอกัน ทุกอย่างจะไม่มีอะไรที่เหมือนเดิม
“งั้น…ผมไม่รบกวนแล้วนะครับ”
จิตบุณย์ตัดสินใจทิ้งระยะห่างอย่างที่ภรัณยูสร้างไว้ นัยหนึ่งก็เพื่อให้คนที่ห่างหายจากกันไปสิบห้าปีได้ใช้เวลาปรับตัว ถึงตอนนั้นเขาจะยังเด็ก แต่จิตบุณย์ก็รู้ดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าเศร้าสลดขนาดไหน ช่วงแรกที่ภรัณยูยังรักษาตัวในโรงพยาบาล ตอนนั้นชายหนุ่มแทบไม่เอ่ยปากกับใครเลยด้วยซ้ำ กระทั่งวันที่ต้องจากลากัน ภรัณยูยังไม่มีแม้คำลาให้แก่กัน
คนที่เคยอบอุ่นและรู้สึกว่าเป็นที่พึ่งได้ กลับกลายเป็นคนที่เก็บตัวเงียบไม่เข้าสังคมอย่างนั้น…
“คุณคะ ป้าทำความสะอาดห้องนอนไว้ให้คุณแล้วนะคะ มีตรงไหนที่อยากให้ป้าจัดการอีกไหมคะ”
ภรัณยูไม่ได้ตอบรับจิตบุณย์ แต่กลับขยับตัวมีท่าทีขึ้นมาเมื่อแม่บ้านเอ่ยถาม เขาหันมองเธอก่อนตอบ “ไม่มีแล้วครับ ขอบคุณมากนะครับ”
“ค่ะ งั้นป้าจะได้ขอตัวกลับเลย…ถ้าคุณตัดสินใจได้แล้วอย่าลืมบอกป้าด้วยนะคะ ป้าพร้อมจะล็อกวันให้บ้านคุณค่ะ”
ชายหนุ่มยกยิ้มอย่างขอบคุณ มองเธอเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาดในห้องเก็บอุปกรณ์ข้างบ้าน จนเธอเดินออกจากบ้านเขาขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไปจนลับตาแล้ว…คนที่บอกว่าจะไม่อยู่รบกวนกันแล้วก็ยังยืนอยู่
ภรัณยูขยับยิ้มน้อย ๆ ถามอย่างอดไม่ได้ “ไหนว่าจะกลับบ้านแล้วไง”
จิตบุณย์เลิกคิ้ว “ผมเหรอครับ”
“อืม”
“อ๋อ…” ชายหนุ่มหัวเราะ ขำตัวเองที่พูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่ง และคิดว่าควรได้เวลาที่จะไม่รบกวนภรัณยูจริง ๆ แล้วนั่นละถึงได้ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ก็ยังไม่ได้จะไปจริง ๆ อยู่ดี เพราะ “สรุปพี่ธามจะกลับมาอยู่ที่นี่ไหมครับ”
ภรัณยูส่ายหน้า “พี่ไม่แน่ใจ คงต้องคิดอีกที”
“ผมอยากให้พี่ธามกลับมา” จิตบุณย์เอ่ยยิ้ม ๆ “ถ้ามีโอกาส เดี๋ยวเจอกันอีกนะครับ”
ภรัณยูไม่ได้ตอบรับคำใด เขาเพียงแต่ยืนมองอีกฝ่ายหมุนตัวเดินออกจากบ้านไป และเมื่อทุกอย่างกลับมาอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง ชายหนุ่มถึงได้หวนกลับมาสู่การขบคิดที่วางทิ้งไว้เมื่อมีใครอื่น
สิ่งที่กนธีพูดยังวนเวียนอยู่ในหัว ภรัณยูแน่ใจว่ามันจะยังตามหลอกหลอนเขาจนกว่าเขาจะหาความจริงให้ได้ ความจริงที่กนธีเก็บซ่อนไว้
แต่เขาจะเริ่มจากอะไรล่ะ…
ภรัณยูถอนใจยาว จากที่คิดจะค้างที่นี่สักคืน ก็กลับล็อกบ้านให้แน่นหนาแล้วขับรถกลับมายังโรงแรมที่เปิดห้องไว้ ระหว่างนั้นก็เริ่มวางแผนโดยให้สมองจดจำ เขาควรเริ่มจากตรงไหน ควรทำอะไร จะเปิดเผยถึงการสืบค้นนี้ได้มากแค่ไหน และกับใคร
จิตบุณย์…อยู่ ๆ ภาพของชายหนุ่มก็ฉายวาบขึ้นมาในความคิด แต่กลับถูกทำลายทันทีในวินาทีถัดมา
“ครับยาย” ภรัณยูจำต้องวางเรื่องหนักสมองไว้ในตอนที่ยายของเขาต่อสายเข้ามา ชายหนุ่มปรับเสียงให้ทุ้มเข้มเป็นปกติ ไม่ให้อีกฝ่ายจับต้องความรู้สึกที่กำลังประดังเข้าใส่ได้
“อยู่ไหนแล้วลูก ธุระเรียบร้อยดีไหม”
คำถามที่ยังห่วงใยกันเสมอทำให้ภรัณยูยิ้มได้ แม้จะรู้สึกผิดที่ต้องโกหกเธอเพื่อเดินทางเข้ามาในกรุงเทพ ทิ้งเธอให้อยู่บ้านเพียงลำพังก็ตาม “เรียบร้อยดีแล้วครับ พรุ่งนี้ผมน่าจะกลับ”
“เหรอ อยากกินอะไรล่ะ ยายจะได้ทำไว้ให้”
“อะไรก็ได้ครับ”
“อะไรก็ได้อีกแล้วเด็กคนนี้นี่…โอเค ธามกลับมาเร็ว ๆ ก็พอนะ”
ภรัณยูนิ่งไปเล็กน้อย ไม่ช้าก็เร็ว อย่างไรยายต้องรู้ในสิ่งที่เขาจะทำ ดังนั้นก่อนจะวางสาย ชายหนุ่มถึงเอ่ยปากให้ยายเงียบไปเล็กน้อย “ยาย วันนี้ผมแวะไปดูบ้านมานะครับ”
“…แล้วเป็นยังไงบ้าง บ้านยังน่าอยู่ดีไหม”
“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับสั้น ๆ ครุ่นคิดอีกอึดใจถึงถามเหมือนต้องการความคิดเห็น “ยาย ผมจะกลับไปอยู่ที่บ้านดีไหม”
ทว่ายายเขาน่ะรู้จักเขาดียิ่งกว่าใคร ดังนั้นเมื่อได้ยินคำถาม หญิงชราถึงเงียบไปอีกครู่ ถ้อยคำที่ตอบกลับมาหลังจากนั้นก็ไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการเลยสักนิด
“ยายเคารพการตัดสินใจของธาม”
เพราะยายรู้ว่าเขามีคำตอบให้ตัวเองอยู่แล้ว
เขาจะกลับไปอยู่ที่บ้านหลังนั้น บ้านที่เคยเป็นความสุขและกลายเป็นความสูญเสีย บ้านที่เป็นทุกอย่างในชีวิตอันมืดมิดเขา
ภรัณยูจะกลับไป จะตามหาสิ่งที่กนธีทิ้งเอาไว้…และเขาจะต้องหาให้เจอ
To be continued.