การข้ามฝั่งจากแผ่นดินใหญ่มาฮ่องกงว่ายากเย็นแล้ว มันกลับแสนเข็ญยิ่งกว่าเมื่อต้องเดินทางในช่วงปี 1938 ที่บ้านเมืองกำลังถูกแทรกแซงด้วยสงครามกับประเทศญี่ปุ่น ไม่ต้องถามเลยว่าประสบการณ์การหอบหิ้วกระเป๋าขึ้นเรือโดยลำพังของหวังว่านไฉวัยสิบหกปีผู้มีใบหน้าก้ำกึ่งทางสัญชาติ มันออกมาได้น่าดูชมขนาดไหน
แต่ใช่ว่าสถานการณ์ทางฝั่งบ้านเกิดจะดีนัก ย่านเริงรมย์ในเซี่ยงไฮ้ต่างปิดตัวกันหมด เป็นเหตุให้ ‘แม่’ ต้องไล่หนุ่มน้อยข้ามฝั่งมาก่อน เพราะอย่างน้อยในถิ่นฐานฮ่องกงก็ยังพอมีญาติหลงเหลืออยู่ แม้จะไม่เคยติดต่อกันมานานก็ตาม
ปากเดียว…มันย่อมกินอิ่มกว่าสองปากที่อยู่ด้วยกันแล้วแย่งกันกิน
แถมจะจับเสี่ยเงินหนาในยุคนี้ การบอกว่ามีลูกติดก็เหมือนเป็นภาระ ว่านไฉไม่โกรธแม่นักหรอก ตัวเองก็ใช่จะอยากทิ้งชีวิตอยู่ข้างถนนกลางคืนเส้นนั้น การแบกหน้ามาฮ่องกงจึงถือว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อันสดใสทีเดียว
แต่…จะสดใสได้นานรึเปล่านะ?
“ตายไปตั้งหลายปีแล้ว!”
“…”
เจ้าหนุ่มตาโตนิ่งแข็งค้างอยู่หน้าร้านน้ำชาขึ้นชื่อของฝั่งฮ่องกง ขณะที่นายน้อยชุดเขียวผู้แจ้งข่าวร้ายได้อย่างเจ็บจุกกำลังปราดมองเขาหัวจรดเท้า ทั้งยังพรั่นเสียงลมจนอ่านปากออกมาได้ความว่า
ยุ่น
“ลูกของลูกสาวตาหวังงั้นเหรอ? ” หลี่ซ่งเหยียนหรี่ตาลง “พ่อนอนป่วยอยู่นาน เขียนจดหมายไปแจ้งก็หลายฉบับไม่เคยคิดจะเหลียวแล เวลานี้กลับจะหอบกระเป๋ามาพึ่งใบบุญ
ไม่มีซะล่ะ…คนไม่เอาญาติไม่คบมิตรพวกฉันไม่เลี้ยงไว้หรอก”
จะว่าไปมันก็จริงตามที่เจ้าบ้านกล่าวนั่นแหละ ว่านไฉก็กระดากอยู่จากท่าทีห่างเหินของแม่ แต่ที่หัวคิ้วกำลังผูกเข้าหากันตอนนี้ มันเพราะสีหน้าและท่าทางที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อเขามากกว่า
“ให้มันน้อยหน่อยนะคุณชาย ตาหวังตายแล้วมันยังไง?
พวกคุณเป็นนายจ้างเขาหลังจากที่ลาโลก ทรัพย์สมบัติอะไรของตาผมถูกพวกคุณฮุบไว้เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ยังจะว่าผมมาให้ชุบเลี้ยง ผมต่างหากล่ะที่มาทวงของของบ้านผมคืน”
ว่านไฉกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน ทั้งยังแบมือมาตรงหน้าอย่างไร้ยางอาย
“ว่าไงนะ!? ” หลี่คนพี่ตบโต๊ะคำนวณจนเสียงปึงปังดังไปถึงห้องข้างใน
“ค่ารักษาตาหวังแต่ละครั้งยันงานศพ บ้านฉันออกให้หมด เงินค่าแรงทั้งปีรวมกันยังไม่พอจ่ายด้วยซ้ำ ยังจะว่าพวกฉันฮุบเงินอีกเหรอ!”
“เมตตาก็ส่วนเมตตาสิ” เจ้าหนุ่มเซี่ยงไฮ้แคะขี้มูก “แต่ค่าแรงคนงานมันก็ต้องจ่าย ทำการค้ายังไงสับสนทางบัญชีหมด จะเอาเปรียบคนงานกับลูกหลานตาดำ ๆ เหรอ!? ”
เจอแบบนี้ซ่งเหยียนก็ได้แต่อ้าปากค้าง โทสะตีขึ้นจนควันออกหูไปหมดแล้ว กับไอ้คนที่หอบกระเป๋ามาชี้หน้าพูดกลับดำเป็นขาวจนวุ่นวายไปทั้งหน้าร้าน ใครจะไปเถียงมันชนะ?
รู้ตัวอีกที ซ่งเหยียนก็ฉวยไม้กวาดแถวนั้นไล่กวดจนว่านไฉลืมสิ้นซึ่งสัมภาระ วิ่งเผ่นแนบออกไปจากโรงน้ำชาบ้านหลี่
“ไปเลยไอ้เด็กผี! มาเรือเที่ยวไหนก็ตีเรือกลับแผ่นดินใหญ่เที่ยวนั้นไปเลย
อย่าให้เจอนะฉันจะจับโยนลงทะเลกับมือนี่ คอยดู!!”
น้อยครั้งจะเห็นคุณชายใหญ่ไล่ตะเพิดใครออกจากร้าน ภาพของหลี่ซ่งเหยียนที่ชูกำปั้นสาปส่งเงาที่วิ่งหายลับเหลี่ยมโค้งจึงเป็นภาพที่หาชมยากนัก จนสามารถดึงให้คุณชายรองตามออกมาดูเหตุการณ์ได้
“มันเรื่องอะไรกันเหรอพี่เหยียน? ”
หลี่จี้จงได้ยินเสียงโต้คารมจนไม่มีสมาธิเล่นดนตรีรับแขก พอโผล่หน้าพ้นมู่ลี่ไม้ไผ่ออกมาอีกทีก็พบเพียงกระเป๋าสานใบจ้อยที่ถูกทิ้งวางอยู่หน้าอาคารแล้ว
“สัมภาระใครรึ?? ”
“ของไอ้เด็กยุ่น หลานตาหวัง” ซ่งเหยียนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์นักก่อนจะถือวิสาสะยกกระเป๋านั้นเข้ามาในร้าน
“วิ่งหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้มัน นี่ก็จะยึดไว้ ถือว่าจ่ายหนี้ค่ารักษาที่ค้างอยู่”
ได้ยินแบบนั้นหลี่คนน้องก็หน้านิ่ว เบี่ยงตัวไปขวางพี่ชายไว้ทันที
“พูดอะไรแบบนั้น เขามาตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง พี่จะใจร้ายปล่อยให้หากินข้างถนนรึไง? ”
“เฮอะ!” ซ่งเหยียนพ่นลมหนักจนเหมือนจะพาให้อายุสั้นลงเป็นสิบปีได้
“กับไอ้เด็กที่ตัวบอกว่าไร้ที่พึ่ง แต่ต่อปากต่อคำได้ปานนี้ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเอาตัวรอดในฮ่องกงได้สักกี่น้ำ”
ว่าแล้วพี่ใหญ่ก็เดินตัดผ่านหน้า ริบสัมภาระของว่านไฉเข้าบ้านอย่างหน้าตาเฉย ถึงอย่างนั้นก็ทำให้จี้จงยิ้มอ่อนออกมา
เพราะถึงปากบอกว่ารอดูหายนะยังไง…แต่ซ่งเหยียนก็เก็บของอีกฝ่ายเข้าที่พักให้เรียบร้อยแล้วอย่างนี้
เรื่องปากร้ายใจดี ในเมืองนี้จะมีใครเกินพี่ใหญ่หลี่อีกเล่า?
“ยังไงก็น่าห่วงนะ…”
หลี่จี้จงมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เริ่มตั้งเค้าเมฆฝน ไม่ทันขาดคำแสงฟ้าแลบก็แปลบลงมาจนอดสังหรณ์ใจไม่ได้ว่า หลานตาหวังผู้จากบ้านมาตัวเปล่าจะหาที่คุ้มหัวได้จากไหน เป็นดังนั้นหลี่คนน้องจึงหยิบร่มแล้วออกเดินตามหาหนุ่มน้อยผู้พเนจรตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ แม้จะไม่ทราบอย่างอื่นนอกจากรูปพรรณสัณฐานที่ออกจากปากพี่ชายเลยก็ตาม
‘เด็กยุ่น’ ช่างเน้นย้ำนัก จี้จงอดจะสะท้อนใจไม่ได้หากชีวิตคนคนหนึ่งต้องมาถูกตัดสินจากเลือดเนื้อและชาติพันธุ์ตลอดชั่วอายุ ‘เด็ก’ คนนี้จะเติบโตมาเช่นไร?
ยิ่งคิดใจก็เฝ้ารอจะเจอหน้าคนที่ตามหาเต็มที
แต่การเดินถามคนไปทั่วด้วยรูปลักษณะที่อนุมานเอาคร่าว ๆ ว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กผิวขาวแต่งตัวซอมซ่อก็เป็นข้อจำเพาะที่กว้างนัก ห้างร้านต่าง ๆ ที่สามารถชี้บอกได้มีเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะจำเจ้าหนุ่มได้จากการปฏิเสธรับคนงาน ทำให้เด็กต่างถิ่นต้องเตร็ดเตร่ไปตายเอาดาบหน้าเรื่อย ๆ
เศรษฐกิจที่ซบเซาเพราะภัยสงครามแบบนี้ ใครกันจะอยากจ้างงานเพิ่ม
คุณชายหลี่เห็นที่สุดท้ายที่อีกฝ่ายจะไปได้คงเหลือเพียงตลาดสด อันเป็นแหล่งหากินของลูกจ้างรายวัน แค่เดินทอดน่องไปยังไม่ทันถึงท้ายตลาด เสียงย่ำเท้าก็ตรงรี่เข้ามา
พร้อมเสียงตะโกนก้องจากระยะไม่ใกล้ไม่ไกล
“ขโมย! รีบจับไอ้เด็กมือไวนั่นเร็ว!”
ไม่ทันสิ้นคำ หางตาจี้จงก็แวบเห็นตัวการทำให้เกิดความดังกล่าว แต่ช้าไปเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ทำให้ไม่ทันหลบร่างที่พุ่งมาอย่างเร็ว รู้ตัวอีกทีก็ถูกชนเข้าจนอกสะเทือน
ผิดกับเจ้าหนุ่มต่างถิ่นที่แรงปะทะแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ ทำให้เป็นฝ่ายล้มกลิ้งลงกับพื้น
เวรแท้ ๆ
“จับได้แล้วไอ้ตะไล! วิ่งไวดีนัก”
ที่แท้เสียงดังลั่นตลาดนั้นเป็นของพ่อค้าปลา พวกของพ่อค้าต่างกรูกันเข้ามาจับยึดร่างของว่านไฉที่ยังนั่งมึนอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้น ทั้งนี้เจ้าหนุ่มยังไม่รู้ว่าชนเข้ากับอะไร ทำไมหนุ่มวัยรุ่นฉกรรจ์อย่างเขาถึงได้ล้มคะมำได้อย่างนี้
เมื่อกี้ชนคนหรือต้นสักวะ?
แต่ไม่ใช่เลย…ใบหน้าของผู้ที่ควรเป็นเจ้าทุกข์กลับยิ้มบางมองมายังเขา เจ้าของรอยยิ้มนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่จะเป็นคุณชายชุดขาวท่าทางสำอาง แต่กลับซ่อนรูปกำยำสูงโปร่งจนเด็กเซี่ยงไฮ้ยังอาย
“ไม่เจ็บตรงไหนนะ? ”
จี้จงเอ่ยถามร่างที่กำลังโดนเค้นคอด้วยคนของเถ้าแก่ร้านขายปลา เรียกให้เสียงพรั่นตอบกลับมาจากว่านไฉ
“ไม่เป็นไรมั้ง? ”
“หน็อยแนะไอ้เด็กยุ่น ขโมยของยังไม่พอ ยังไปทำชุดคุณชายหลี่เลอะน้ำคูครำในตลาด งานนี้นอนคุกกินข้าวแดงแน่เอ็ง!”
ตามจริงคุณชายรองก็ไม่ได้ถูกทำให้หม่นหมองแต่อย่างใด หากแต่ยังสงสัยถึงวีรกรรม ‘ขโมยของ’ ที่แว่วยินมาตั้งแต่ท้ายตลาด พลันนั้นสายตาจี้จงก็ทอดมองลงไปที่พื้น พาให้พบกับหลักฐานชิ้นใหญ่
“ปลาหิมะตัวเบ้อเริ่มเลย”
คุณชายหลี่หยิบชิ้นปลาขึ้นมาปัดเช็ดทำความสะอาด กลับยิ่งทำให้เจ้าหนุ่มเซี่ยงไฮ้ออกอาการฮึดฮัดไปใหญ่
“ขโมยอะไรกันเล่า นั่นมันค่าแรงของฉันต่างหาก–”
พูดไม่ทันขาดคำ เจ้าพ่อค้าก็ตะบันหน้าเด็กต่างถิ่นจนจำต้องเงียบเสียงไป
“ค่าแรงเตี่ยลื้อสิ! คิดว่าราคาปลามันเท่าไหร่กัน แรงงานอย่างลื้อทำงานทั้งเดือนยังซื้อได้แค่ก้างกับหัว อย่ามาพูดจาเลอะเทอะ”
ภาพความรุนแรงที่เห็นนั้น จี้จงไม่ชอบใจเอาเสียเลย
“ตกลงกันไว้ยังไงเหรอ? ดูท่าทางเขาก็ไม่เหมือนพูดโกหก”
ที่แน่ ๆ สถานการณ์ตอนนี้ ว่านไฉที่เป็นคนต่างถิ่นถือว่าตกเป็นรองอย่างมาก ดูจากสีหน้าแล้วเจ้าหนุ่มเองก็รู้ตัวว่าพูดไปสามไพ่เบี้ย ได้แต่คิดว่าก้าวขาไหนลงจากเรือมาเมื่อกี้ถึงได้พาให้ซวยติด ๆ กันตั้งแต่เยื้องย่างขึ้นฝั่งฮ่องกง
ช่างน่าเอ็นดู…แม้จะเป็นหายนะของเจ้าหนุ่มแต่จี้จงกลับอดยิ้มขำไม่ได้
“ไหน ๆ ชิ้นปลาก็ตกพื้นจนเสียราคาหมดแล้ว ฉันขอซื้อต่อก็แล้วกันนะ แต่มีเงื่อนไขว่าขอฟังความด้านน้องชายคนนี้ก่อน ถ้ามันเป็นจริงตามที่เถ้าแก่ว่าฉันจะซื้อในราคาเต็ม ไม่ให้เถ้าแก่ต้องขาดทุน
แต่ถ้าไม่ใช่…มันก็ดูจะรังแกกันเกินไปหน่อย”
ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยเฝ้าแต่จับสายพิณ ยามนี้กลับกรีดกรายไปตามเกล็ดปลาที่บอบช้ำ ทำเอาพ่อค้าเสียวสันหลังวาบเพราะอิทธิพลร้านน้ำชาชื่อดังก็ไม่ถือว่าน้อยหน้าใครในถนนสายนี้ หากทำให้คุณชายหลี่ไม่พอใจก็หาความเจริญได้ยาก
ถึงอย่างนั้นจะไปกลัวอะไร?
ยังไงปากคำคนบ้านเดียวกันก็มีน้ำหนักกว่าลมปากไอ้หนุ่มต่างเมืองอยู่แล้ว
“คุณชายดูเข้าเถอะ…กระผมรึอุตส่าห์เห็นแก่เพื่อนมนุษย์ ไอ้เด็กยุ่นนี่ปากบอกว่าหนีภัยสงครามมาหางาน แต่ขนลังปลาไม่กี่เที่ยวก็เริ่มเกี่ยงงอนจะขอค่าแรงแล้ว มีอย่างที่ไหนงานยังไม่เสร็จก็จะเอาค่าจ้าง ยังไม่ทันจะอบรมมันก็ฉวยพุงปลาวิ่งป่าราบ ทำให้พวกผมต้องตามจับนี่แหละ”
ทุกคนในที่นั้นต่างยืนยันกันเป็นเสียงเดียว ผิดกับจำเลยที่สะบัดหน้าออกมาจากมือคนพาลที่คอยห้ามปากเพื่อปกป้องตัวเองบ้าง
“ไม่ขอค่าจ้างตอนนั้นจะให้ขอตอนไหน? ก็ที่ขนขึ้นสามล้อไปมันสินค้าเที่ยวกลับทั้งนั้น เถ้าแก่จะชิ่งแล้วแบบนี้ฉันไม่ทวงค่าจ้าง จะให้รอขออีกทีที่ตลาดพรุ่งนี้ฉันไม่ต้องนอนใต้แผงยันเช้าเหรอ”
หลุดมาให้การได้ว่านไฉก็ใส่ยับ จนพวกคนงานต่างรุมตะครุบจับแทบไม่ทัน
“แล้วไหงถึงได้ขโมยปลาเขามาเล่า? ”
จี้จงเอ่ยถามเองทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหนุ่มเซี่ยงไฮ้ได้พูดโดยไม่ถูกขัด ว่านไฉได้ทีก็ค้อนขวับไปทางเถ้าแก่ร้านปลา
“บอกไปตั้งนานแล้วว่าไม่ได้ขโมย เถ้าแก่นั่นแหละที่พูดเองกับปาก จะกลับคำรึไง?
ที่ว่า…’ยุ่นอย่างแกคงจะชอบปลาดิบ งั้นก็อย่าเอาเลยเงิน เอาเป็นปลาไปแล้วกัน’ ตอนพูดก็เหยียดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บอกว่าให้แล้วฉันก็เอาสิ ไม่ได้บอกด้วยว่าตัวไหน ทำงานมาทั้งเย็นข้าวสักเม็ดก็ไม่ตกถึงท้อง ฉันก็คว้าตัวนี้แหละถึงจะสมค่าแรง”
“หน็อยแน่ไอ้เด็กเวร!” เมื่อโดนย้อนคำเข้าเถ้าแก่ก็เลือดขึ้นหน้า “ปากไม่แตกคงไม่หยุดพล่ามใช่ไหม? ”
ฝ่ามือพ่อค้าปลาเงื้อขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ถ้าฟาดลงใส่ลูกจ้างใหม่คงได้เห็นเลือดกบปากซิบ ๆ
ว่านไฉหรี่ตารอรับชะตากรรมอยู่แล้ว หากแต่เงาของหนุ่มชุดขาวก็พาดลงมาขวางห้ามการลงไม้ลงมือเสียก่อน
“นี่เงินค่าปลาครับเถ้าแก่” จี้จงยิ้มใสพลางยื่นธนบัตรที่นับดูแล้วน้อยกว่าค่าปลาหิมะไปหลายส่วน จนเถ้าแก่ทำหน้ายู่เกือบจะทักท้วงแล้ว ถ้านายน้อยแห่งโรงน้ำชาไม่พูดต่อขึ้นมาเสียก่อน
“เป็นเรื่องที่สนุกมากครับ ไม่นึกว่าแค่ซื้อปลาจะพาให้ตื่นเต้นขนาดนี้ สักวันผมอาจจะได้ใช้เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าให้ลูกค้าที่ร้านฟังก็ได้”
รอยยิ้มบัณฑิตเวลานี้กลับเชือดเฉือนได้ไม่ต่างจากมีดแล่ปลา ถึงกับทำให้เจ้าพ่อค้าหน้าซีดหากว่าเรื่องนี้แพร่งพรายไปในวงกว้าง คงกระทบชื่อเสียงทางการค้าไปไม่น้อย
“คนค้าขายเหมือนกัน เห็นแก่ที่ร้านผมซื้อขายกับเถ้าแก่หลี่อยู่ประจำ เรื่องวันนี้ให้มันแล้วกันไปเถอะนะครับคุณชาย”
เถ้าแก่ร้านปลาหันมามองว่านไฉเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเรียกคนกลับด้วยอารามเจ็บใจอยู่ลึก ๆ จี้จงค้อมศีรษะเล็กน้อยน้อมส่งอย่างสุภาพ แต่ยังยิ้มย่องที่มาตลาดวันนี้ทำให้ได้ปลาราคาถูก
เจ้าหนุ่มลูกตาหวังคนนี้บางทีอาจจะเป็นตัวนำโชคก็ได้นะ
“โธ่เอ๊ย…ไอ้เถ้าแก่นั่นได้เงิน ส่วนคุณได้ปลา แต่ฉันที่ทำงานทั้งวันแถมยังโดนซ้อม สุดท้ายได้อะไรมั่งวะเนี่ย”
ลืมไปเสียสนิทเลยว่าที่จริงแล้วมาตามใคร จี้จงหันมาอีกทีก็พบว่าเจ้าหนุ่มหลานตาหวังนั่งทึ้งหัวเจ็บใจอยู่กับพื้นร้านตลาด เป็นแบบนั้นคุณชายรองจึงย่อตัวลงแล้วยื่นปลาไปหมายจะให้อีกฝ่าย
“ปลานี่ฉันจะยกให้…” แปลกตรงมือที่ยื่นไปกลับหยุดก่อนที่ว่านไฉจะคว้า
“แต่บ้านนายก็ไม่มี ได้ปลาเนื้อดีแบบนี้จะเอาไปทำกินที่ไหนเหรอ? ”
เจ้าหนุ่มเซี่ยงไฮ้ชักมือกลับแล้วกอดอก
“ก็อย่างที่พวกมันเรียกไง คำก็ยุ่นสองคำก็ยุ่น ตีตรากันขนาดนี้ฉันก็จะกินดิบ ๆ ให้ดูมันซะเลยไง”
พอได้ยินคำตอบของว่านไฉแล้วจี้จงถึงกับส่ายหน้าขำ “ของตกพื้นไปแล้ว กินดิบ ๆ เดี๋ยวก็ท้องร่วงหรอก” คุณชายเก็บปลาลงตะกร้าก่อนจะหันมายื่นมือให้อีกฝ่ายจับเพื่อลุก
“มาอยู่ที่ร้านฉันไหม?
ถึงจะไม่มีปลาดิบให้กิน แต่รับรองว่ามีหลังคาคุ้มหัว มีข้าวให้กินอิ่มทุกมื้อนะ”
ภาพของหลี่จี้จงที่ยื่นมือมาหา พร้อมกับอีกมือที่กางร่มกันฝนบาง ๆ กลายเป็นความทรงจำที่ดีอย่างแรกของหวังว่านไฉบนเกาะฮ่องกง รู้ตัวอีกทีมือของเด็กต่างถิ่นที่ขะมุกขะมอมก็เอื้อมไปจับกับปลายนิ้วเรียวของคุณชายร้านน้ำชาแต่โดยดี
แต่เมื่อคิดได้อีกที มันมีข้อกังขาบางอย่างอยู่เหมือนกัน
“เดี๋ยวนะ โรงน้ำชา คุณชายหลี่…มันก็ร้านที่ฉันเพิ่งโดนตะเพิดออกมาไม่ใช่เหรอ?
อีตาชุดเขียวที่อยู่หน้าร้านนั่นน่ากลัวจะตาย ฉันไม่ไปหรอก”
ว่านไฉรีบชักมือกลับแทบไม่ทันเมื่อคิดถึงใบหน้ายักษ์ของหลี่ซ่งเหยียน นั่นทำให้จี้จงหลุดขำคิก
“พี่เหยียนก็พูดจาขวานผ่าซากแบบนี้แหละ ฉันเฝ้าร้านกับเขาบางทีก็ยังปวดหัว
แต่อย่างนึงในฐานะน้องชายที่ฉันรู้แน่ ๆ ละก็ พี่เหยียนน่ะรับหน้าที่คุมบัญชีร้าน เขาชอบคำว่า ‘กำไร’ มากนะ ลองถ้าบอกว่านายทำให้วันนี้เราได้ปลาหิมะมาในราคาถูกกว่าตลาดครึ่งต่อครึ่ง พี่เหยียนต้องเปิดใจยอมรับนายแน่”
ฟังจากปากนายน้อยคนเล็กอย่างนี้ ว่านไฉก็ยังหัวคิ้วผูกกันอยู่ แต่ตัวเขาเองมีทางอื่นที่ดีกว่างั้นหรือ ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย มือของหนุ่มเซี่ยงไฮ้ก็รวบจับมือคุณชายหลี่จนกระชับแน่น
“ตกลงตามนี้”
……………………………..
………………….
……
แต่ดูเหมือนสถานการณ์จะผิดจากที่จี้จงคาดไว้ เป็นเพราะคุณชายรองยังไม่รู้ซึ้งถึงวีรกรรมปากกรรไกรที่ว่านไฉทิ้งไว้ให้ผู้เป็นพี่ ส่งผลคือเจอหน้ากันอีกที หลี่ซ่งเหยียนก็ออกอาการเขม่นรับเป็นอย่างแรก
“ยังไงเล่าหลานตาหวัง กลับมาตายรังรึ? ”
ถ้อยคำเย้ยหยันตั้งแต่ทางเข้าร้านทำให้ว่านไฉเบะปาก
“ตายรังอะไร รับเป็นรังตั้งแต่เมื่อไหร่ ขายังไม่เคยจะก้าวเข้าไปเลย”
“ไอ้นี่นิ–”
ซ่งเหยียนคิ้วกระตุก พลันนั้นก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองนั่นแหละที่ขนสัมภาระอีกฝ่ายเข้าบ้านไปเอง เห็นสีหน้าพี่ชายแล้วจี้จงก็กลั้นขำแทบไม่อยู่ แต่จังหวะนี้ต้องยกของกำนัลขึ้นมาห้ามทัพเสียก่อน
“น้องชายเขาหาได้ปลาหิมะตัวโตมาขอขมาพี่ พี่เหยียนก็เห็นแก่ไมตรีรับน้องหวังอยู่ร่วมบ้านอีกสักคนเถอะ”
จี้จงถือพวงปลาตัวเขื่องมา ทำให้คำด่าจากปากซ่งเหยียนหยุดไปชะงัด เหลือไว้แต่ความสงสัยว่าไอ้หนุ่มเซี่ยงไฮ้มันไปได้ของแบบนี้มาเองจริงหรือ ยังไงก็แล้วแต่…
“อยู่ได้รึไม่ได้ต้องถามพ่อ”
มือของซ่งเหยียนยื่นไปรับปลา แสดงให้เห็นว่าเขารับน้ำใจแล้ว หากแต่เรื่องในบ้านย่อมต้องขึ้นกับการตัดสินใจของเถ้าแก่หลี่ จี้จงจึงเดินนำว่านไฉเข้าร้านไปแนะนำตัวกับบิดา เจ้าเด็กเซี่ยงไฮ้เดินตามหลังคุณชายรองต้อย ๆ ปล่อยให้พี่ใหญ่หลี่สำรวจของกำนัลที่ได้อยู่ที่หน้าร้าน
ทำไมเกล็ดปลามันลอกแปลก ๆ วะ?
ก่อนความสงสัยของคู่อริจะเพิ่มมากขึ้น ว่านไฉก็โพล่งตอบไปทันที
“พอดีฉันทำหลุดมือตกพื้นก่อนจะมาถึงน่ะ”
“ว่าไงนะ!? ”
เรื่องอะไรเอาปลาคลุกฝุ่นมาขอขมาคนอื่นเขา หลี่ซ่งเหยียนฉุนจนหน้าแดงไปหมดที่เผลอคิดว่าอีกฝ่ายจริงใจ เจ้าตัวร้ายยังไม่วายหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาทำทะเล้นใส่
“ฝากตัวด้วยน้าเหยียนเหยียน~”
เมื่อนั้นหลี่คนพี่ก็รู้ได้ทันทีว่า ความสงบสุขของโรงน้ำชาได้จบลงแล้ว
To be continued.