สถานที่พักในอุทยานป่ากรีนวู้ดไม่มีที่ใดอบอุ่นเท่าโฮมสเตย์ของคุณยายอลิสัน ในแอปพลิเคชันรีวิวต่างการันตีที่แห่งนี้ไว้ด้วยระดับ 5 ดาว ทำให้นักท่องเที่ยวเชื่อถือได้เลยว่าประสบการณ์ตั้งแคมป์ของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความประทับใจจนยากจะลืม
คุณต้องการอะไรบ้าง?
อาหารป่าสูตรเด็ด…เรามีให้
การผจญภัยน่าตื่นเต้น…รออยู่เต็มค่ายพัก
หรือแม้กระทั่ง…
เรื่องสยองขวัญที่เป็นตำนานท้องถิ่น
“เชิญทางนี้ เร่เข้ามา คุณหนู ๆ ทั้งหลายที่รักการผจญภัยและความตื่นเต้น อย่าให้บ้านไม้แสนสวยและเตาผิงอบอุ่นหลอกเอาได้ ที่แห่งนี้ซ่อนความลับเอาไว้มากมายเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการออก
ตามมาทางนี้…แล้วฉันจะพาพวกเธอไปดู!”
เสียงเจื้อยแจ้วของเจ้าหนุ่มหน้าตกกระนามแจสเปอร์ กระตุ้นความสนใจเหล่าเด็ก ๆ จนวิ่งตามหลังเขาไปราวกับลูกเป็ด การแบ่งเบาภาระนี้ทำให้แขกผู้ปกครองเป็นปลื้มอย่างมากเสมือนการพักผ่อนของพวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ทุกคนเหนื่อยล้ากับการเดินทาง เกินกว่าจะใส่ใจว่าเรื่องเล่าจากปากเจ้าเด็กแสบจะทำให้ลูก ๆ ของพวกเขาขวัญผวาขึ้นมาในตอนกลางดึก
ให้มันเป็นเรื่องของอนาคต วิถีอเมริกันชน…มีความสุขอยู่กับปัจจุบันก็พอแล้ว
ซึ่งหนุ่มน้อยหลานของคุณยายอลิสันผู้นี้ก็ดูจะรู้งานดี จึงมาช่วยสร้างสีสันให้กับโฮมสเตย์ทุก ๆ ช่วงปิดเทอม แจสเปอร์สาบานว่าสิ่งที่เขาทำล้วนมาจากใจ ไม่ได้หวังมรดกจากคุณยายเลยจริง ๆ นะ–
“เห็นรอยขีดเป็นแถบที่เสาต้นนั้นไหม? ”
ขณะที่เดินพาลูก ๆ ของแขกทัวร์รอบที่พัก เจ้าหนุ่มก็ทำตัวเป็นมัคคุเทศก์แนะนำอย่างออกรส ชี้ชวนให้ดูตำหนิบนเสาแต่ละต้น เพราะทุกอย่างล้วนเป็นตำนาน
“เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยฉันยังเด็กนะ แม้จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ตาม แต่พนักงานที่นี่ต่างรู้ดีว่ากลางป่าแบบนี้สามารถมีสัตว์หลุดเข้ามาได้ทุกเมื่อ
ไม่เว้นแม้แต่…สัตว์ร้าย”
ไม่เพียงกดเสียงให้ต่ำ เจ้าหนุ่มแกนนำยังวาดแขนขึ้นไปจนชี้ยังรอยถากบนขื่อที่สูง พาให้สายตาเด็กน้อยมองตามกันอย่างลุ้นระทึกแม้จะมองมันแทบไม่เห็นก็ตาม
“นั่นน่ะ รอยกระสุนปืนของคนที่นี่ที่พยายามสาดใส่มัน แต่เจ้าตัวร้ายนั่นกลับหลบหลีกไปได้ ทำให้ยังเหลือรอยลูกปืนแฉลบให้เห็น คิดดูนะ…ตัวอะไรกันที่ทำให้พรานต้องเล็งเป้าสูงถึงขนาดนั้น? ”
เป็นปริศนาที่ชวนขบคิด เหล่านักสืบตัวจิ๋วคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ…
“ถ้าไม่มีใครปราบมันได้สำเร็จ แล้วเจ้าตัวร้ายที่ว่านั่น ม…มันยังมีชีวิตอยู่งั้นเหรอ? ”
ข้อสงสัยนี้เปลี่ยนบรรยากาศในวงไปเป็นเงียบกริบ
ลางไม่ดีซะแล้ว
“โอ้ ไม่นะ เจ้าเด็กนั่นต้องเล่า ‘เรื่องนั้น’ อีกแน่”
ป้าแม่บ้านที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ถึงกับหน้าซีด ที่เห็นแววว่าเจ้าหนุ่มจะเปิดประเด็นชวนหวั่นวิตกขึ้นมา ปลายนิ้วของเธอวาดที่กลางอกเป็นรูปไม้กางเขนเตรียมพร้อมสวดภาวนาแล้ว
แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้น
“เรื่องนี้ฉันเล่าไม่ได้” แจสเปอร์กระแอมไอออกมา ทำให้พวกเด็ก ๆ โห่ใส่เขากันยกใหญ่
“ถ้าพูดไปจะทำให้โฮมสเตย์ของคุณยายดูไม่ดี ฉันไม่อยากรีวิวของที่นี่เหลือแค่ดาว 3 ดวงเพราะเรื่องที่ผ่านไปตั้งแต่ปีมะโว้หรอกนะ”
ยั่วให้อยาก แต่งดปากคำไว้ เป็นแบบนี้ดูเหมือนเรื่องร้ายจะไม่เกิด
แต่ทว่า…
“เขาเล่าแน่”
พนักงานต้อนรับหน้าเคาน์เตอร์เอนหน้ามาบอกป้าแม่บ้านที่เพิ่งผ่อนลมหายใจไปได้ไม่ถึงสิบวินาที
“ว่าไงนะ?? ”
“เล่าแน่นอน” หนุ่มพนักงานพยักหน้ายืนยัน
“เพราะเด็กพวกนั้นเลือกจองห้องพักตรงสุดทางเดิน”
“โธ่เวรเอ๊ย~” ได้ยินแล้วคุณป้าก็ถอนใจ ทุกอย่างสายเกินแก้แล้ว
“ต้องได้มีเด็กร้องไห้จ้า ไม่ยอมลุกมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนแน่ ๆ “
…………………………..
………………..
………
“เดี๋ยว พวกเธออย่าเข้าห้องคนอื่นซี้ซั้วสิ”
หัวหน้าคณะทัวร์เบรกตัวโก่งเมื่อลูกทัวร์ตัวจิ๋วสองคนเลี้ยวเข้าไปในห้องวิวสวยตรงสุดทางเดิน แจสเปอร์ยังคงแปลกใจอยู่ว่าทำไมประตูที่ปิดไว้อย่างดีถึงไม่ได้ล็อก ทั้งที่มันเป็นห้องของเขาที่จองไว้ทุกปีชัด ๆ
“พวกเรานอนห้องนี้”
“พูดใหม่อีกทีซิ? ” หัวคิ้วมัคคุเทศก์ยู่เข้าหากัน “ฉันว่ามันต้องมีอะไรผิดพลาด”
มากไปกว่าที่ซุกหัวนอนของตนถูกแย่ง การที่เด็กสองคนจะนอนในห้องใหญ่วิวติดหน้าต่างเช่นนี้มันก็ดูจะเกินความจำเป็นไปหน่อย
“พ่อกับพี่สาวจากที่ทำงานจองห้องนี้ไว้” เด็กหญิงพูด เด็กชายก็เสริม
“แต่แม่ฝากพวกเราให้มาในทริปนี้ด้วย”
“พวกเราจะนอนห้องเดียวกับพ่อแต่พ่อไม่ยอม”
“เลยยกห้องนี้ให้เราแล้วแยกไปนอนกับพี่สาว”
“แลกกับที่เราห้ามบอกเรื่องนี้กับแม่”
สองพยานรักหันมายิ้มแก่กันเมื่อนึกถึงพ่อบังเกิดเกล้ากับพี่สาวที่พวกตนไม่รู้จัก
“พวกเขาต้องสนิทกันมากแน่ ๆ เลย~”
ทั้งสองกล่าวด้วยเสียงใสแต่กลับทำให้แจสเปอร์ยิ้มอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ก็คงสนิทมากมั้ง?
แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะมายึดห้องพักประจำของเขาไปอยู่ดี เมื่อนั้น…รอยยิ้มที่เคลือบฉาบไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ก็เผยบนใบหน้าหนุ่มน้อยแวบหนึ่ง
“จำเรื่องเจ้าตัวร้ายที่เล่าให้ฟังเมื่อกี้ได้ไหม?
ฉันว่าฉันอาจจะต้องเล่าให้จบ ฐานที่พวกเธอเป็นผู้ตกอยู่ในความเสี่ยงนะ”
พวกเด็ก ๆ มองหน้ากันอย่างฉงน แน่นอนว่าพวกเขาตื่นเต้นที่จะได้ฟังเรื่องราวต่อ แต่ส่วนที่บอกว่าตกอยู่ในความเสี่ยงนั่นก็ช่างน่าสงสัย
แจสเปอร์ถือวิสาสะก้าวเข้าไปในห้อง นั่งลงที่เตียงนุ่มข้างหน้าต่างเสมือนเป็นห้องตัวเอง แต่ในที่นั้นเขากลับเลิกม่านที่บดบังหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ออก เผยให้เห็นวิวป่าเขาในเวลาย่ำค่ำ สร้างความตื่นตาให้กับเด็กน้อยเจ้าของห้องพักเป็นอย่างมาก
“สวยจังเลย เห็นข้างนอกหมดเลย”
“พวกเราได้นอนห้องนี้ล่ะ ดีจัง ๆ ”
คุณหนู ๆ ต่างโดดเด้งดีใจที่ได้ห้องสวย นอนกลิ้งเกลือกไปบนผืนเตียงแสดงความเป็นเจ้าของเต็มที่
“นี่แหละที่ฉันเป็นห่วง” เจ้าหนุ่มหน้ากระกล่าวแทรกขึ้น
“ก็เพราะเห็นทั้งหมดถึงได้น่ากลัว เราเห็นทุกอย่างจากภายในห้องแคบ ๆ นี้ได้ทั้งหมด
แล้วไม่คิดบ้างเหรอ? …ว่าสิ่งที่อยู่ในป่ากว้างข้างนอกมันก็เห็นเราเหมือนกัน”
“เอ๋?? ”
อาการดี๊ด๊าเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนเป็นมาคุเมื่อมัคคุเทศก์ตีสีหน้าเคร่งขรึม สองเจ้าของห้องกลับมานั่งจ๋องรอฟังเรื่องราวต่อจากที่ค้าง พลางมองไปรอบ ๆ อย่างงุนงงว่าห้องแสนสวยนี้มีความผิดปกติอะไร
ขอโทษนะคุณยาย…แต่ยายปล่อยห้องผมก่อน
“เรื่องที่ว่าสัตว์ร้ายหนีรอดไปน่ะ ที่จริงแล้วไม่มีใครตามรอยมันได้พบ ราวกับว่าจู่ ๆ มันก็เดินหายเข้าไปในป่าได้อย่างนั้น
แต่นั่นแหละที่ทำให้ผู้คนชะล่าใจ…ในขณะที่พวกเรายังสังสรรค์กันอยู่ในบ้าน กระจกบานใหญ่สะท้อนให้เห็นความสุขสันต์และเสียงหัวเราะ ความหละหลวมไร้การเตรียมตัวเผยให้เห็นนอกหน้าต่างทั้งหมด ไม่มีใครระแวดระวัง ไม่เฉลียวใจว่าดวงตากลมใหญ่มันยังคงจับจ้องพวกเราจากในเงามืดของป่านั้น
และฉันเป็นคนเดียวที่เห็นมัน…”
พรึ่บ!
“เหวอ!!”
พวกคุณหนูร้องเสียงหลงเมื่อจู่ ๆ ความสว่างภายในห้องก็ดับวูบ เด็กทั้งสองผวากอดกันกลม ซึ่งแท้จริงแล้วการที่แสงสว่างหายไปมันเป็นเพียงเพราะแจสเปอร์ปิดโคมไฟสร้างบรรยากาศเท่านั้นเอง
ภายในห้องมืดมิด ผิดกับป่าด้านนอกที่ตอนนี้กลับส่องสว่างด้วยแสงจันทร์
“ตัวฉันเองก็เคยพักอยู่ในห้องนี้ ตอนปิดเทอมช่วงวัยเดียวกับพวกเธอ ฉันเป็นคนนึงที่หลงใหลวิวป่าเขานอกหน้าต่างบานนี้ แต่รู้อะไรไหม?
คืนนั้นที่ฉันตัดสินใจเปิดม่านทิ้งเอาไว้ มันเป็นคืนที่ทำให้ฉันขวัญผวาได้ตลอดเมื่อนึกถึง”
ดวงตากลมของผู้เล่ากลอกไปมาดูหลุกหลิก ส่งให้ผู้ฟังทั้งสองหวาดระแวงรอบข้างตามไปด้วย
“มันเป็นวันเทศกาล ทุกคนพักผ่อนหลังจากปาร์ตี้จบ มีแต่ฉันที่นอนไม่หลับในตอนกลางคืนเพราะดื่มโกโก้มากไปหน่อย เวลาที่ไฟทุกดวงในบ้านดับลง ฉันกลับรู้สึกถึงสายตาของอะไรบางอย่างกำลังเพ่งมองมายังฉัน”
ขวับ!
“!? ”
แจสเปอร์พลันเด้งตัวขึ้น หันขวับไปมองนอกหน้าต่าง จนเด็กทั้งสองสะดุ้งโหยงมองตามเขาไป
“ไม่มีอะไรเลย…ผืนป่าสงบนิ่งไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว ทั้งที่ฉันรับรู้ได้อยู่ชัด ๆ ว่ามีดวงตาวาววับคู่หนึ่งจ้องมองออกมาจากในพุ่มไม้ เป็นไปได้ยังไง?
แล้วฉันก็รู้สึก…ที่ปลายหางตามีเงาตะคุ่มดำทะมึนยืนมองฉันจากนอกหน้าต่าง เงาที่มีดวงตาสีอำพัน ประกอบอยู่บนร่างที่ปรกหนาไปด้วยขนสะท้อนแสงจันทร์เป็นสีเงินยวง
นั่นแหละมัน….ฉันรู้ได้ทันทีว่านั่นคือเจ้าตัวร้ายที่พวกผู้ใหญ่ปล่อยให้หนีรอดไปได้”
“ตัวอะไรเหรอ–”
“ชู่~”
คำถามยังไม่ทันออกจากปาก แจสเปอร์ก็ยกนิ้วจุ๊ปากห้ามเอาไว้
เพราะคำตอบใดก็ไม่ชัดเจนเท่าการยืนยันจากธรรมชาติ
โบร๋วววว…
เสียงกังวานดังลั่นป่าพาให้คนในห้องขนลุกซู่ พวกเด็ก ๆ หน้าซีดถามออกมาด้วยเสียงตะกุกตะกัก
“ม…หมาป่าเหรอ? ”
เจ้าเด็กหน้ากระเหยียดยิ้มเย็น “ที่นี่เราไม่พูดกันเรื่องหมาป่า…
ถึงทุกคนจะรู้กันดีว่ามีพวกมันซุ่มอยู่มากมาย พวกเขาจะทำเป็นไม่รู้ ต่อให้บอกไป ก็จะไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครอยากเกี่ยวข้องกับเหยื่อของหมาป่า และยิ่งไม่อยากรู้จักคนที่เคยเห็นมันแน่ ๆ
เพราะแบบนั้น ฉันที่เคยเห็นมันกับตามาแล้วถึงได้ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่ฉันเล่า”
สีหน้าของแจสเปอร์สลดลงภายใต้ความมืด มือทาบกระจกสายตามองออกไปยังผืนป่าด้านนอกนั้น
“บางทีมันอาจจะไม่มีอะไร อย่างที่คุณยายอลิสันพยายามจะบอกฉัน
แจสเปอร์…มันก็แค่ค้างคาวตัวใหญ่ หลานแค่ฝันร้ายไปเอง
…ฉันฝันไปเองจริงเหรอ?
ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงไม่มีภาพฝันร้ายติดตาไปจนหลับทุกคืน”
หน้าผากของหลานยายคนดีค่อย ๆ เอนแนบไปหาบานกระจกใส
“หรือถ้าไม่ใช่ความฝัน นั่นอาจหมายความว่า…เจ้าหมาป่ายังคงหมายตาที่จะล่าฉันอยู่ก็ได้–”
โครม!
“ว้าก!!”
เด็กทั้งสองร้องเสียงหลง เพราะทันทีที่หัวของแจสเปอร์สัมผัสกระจก เงาดำขนาดใหญ่ก็พุ่งเข้ามาปะทะที่หน้าต่างจนทาบเงาหัวเจ้าหนุ่มปากดีไปจนมิด ร่างแจสเปอร์ดิ้นพะงาบอยู่ติดหน้าต่าง ร้องโหยหวนราวกับศีรษะตนกำลังถูกขบเคี้ยวใต้คมเขี้ยวสัตว์ร้าย
“แง~ ไม่เอาแล้ว พ่อจ๋า”
เด็กผู้ชายร้องไห้จ้า ไม่กล้าหันมาดูภาพของแจสเปอร์ที่สองมือตะกุยกรีดกระจกเอาชีวิตรอด
“พ่ออยู่ไหน หนูจะไปหาพ่อ!!”
ไม่เหลือแล้วซึ่งความหวงห้องวิวสวย ถ้ามันจะกลายเป็นฉากของหนังสยองขวัญไปอย่างนี้ เหล่าคุณหนูเผ่นกันป่าราบ กรีดร้องจนกลบเสียงเอฟเฟ็กต์ระดับตุ๊กตาทองของแจสเปอร์ อีหรอบนี้คงไม่ต้องถามแล้วว่ากรรมสิทธิ์ของที่หลับที่นอนจะกลับคืนมาสู่ใคร
“อะไรกันเล่า แค่ค้างคาวเอง”
เจ้าหนุ่มขี้แกล้งหัวเราะสะใจที่แผนร้ายของตนสำเร็จ ที่หลังกระจกใสนั้นเมื่อมองจากภายในห้องมืดสลัวมันก็ยากจะเห็นรายละเอียด พวกเด็ก ๆ ตามเล่ห์กลของแจสเปอร์ไม่ทัน ไม่รู้เลยว่าพี่ชายมัคคุเทศก์คนนี้จะแอบติดแม่เหล็กซ่อนไว้ใต้หมวกไหมพรมสวมหัว เมื่อแจสเปอร์พิงศีรษะไปในตำแหน่งที่วางไว้ แม่เหล็กอีกอันที่ติดไปกับตุ๊กตาค้างคาวยางตัวใหญ่มันก็จะถูกดึงมาติดกระจกออกเป็นภาพชวนขวัญผวาอย่างที่เห็น
แจสเปอร์เล่นกลนี้ทุกปี และมันได้ผลทุกครั้งเลย
“ให้ตายเถอะ เมื่อไหร่ตาหนูนี่จะปล่อยวางซะมั่ง”
ป้าแม่บ้านส่ายหน้า ทั้งนี้รู้ชะตาแล้วว่าตนคงต้องทำหน้าที่ยกเตียงเสริมไปยังห้องผู้ปกครองของเด็กทั้งสองที่ถูกแกล้ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเป็นส่วนตัวที่หวังไว้จะล่มไม่เป็นท่า เรื่องนั้นหาได้อยู่ในความสนใจเจ้าตัวแสบ แจสเปอร์ผิวปากฮัมเพลงไปพร้อมกับขนกระเป๋าสัมภาระตนย้ายเข้าห้อง
นี่สิถึงจะเป็นรางวัลของการเป็นผู้สร้างสีสันให้ที่นี่เสมอมา ความทุ่มเทของเขาควรได้รับการตอบแทนเป็นห้องพักดี ๆ
แต่ทว่า…
“…”
“!? ”
ยังไม่ทันที่แจสเปอร์จะค้นของออกจากกระเป๋า เขากลับพบกับสายตาใครบางคนมองลอดช่องประตูเข้ามาอย่างละลาบละล้วง ร่างสูงในเสื้อสเวตเตอร์ตามเทศกาลเผยออกมาไม่ชัดนัก แต่ไอ้หมอนั่นมันก็จ้องเขาเขม็งชนิดที่ไม่รู้ตัวคงไม่ได้
“มองอะไรของมัน? ”
ในเมื่ออีกฝ่ายแผ่รังสีอยากมีเรื่องขนาดนั้น วัยรุ่นเลือดร้อนก็พร้อมบวก แจสเปอร์กระชากบานประตูเปิดทันที แต่กลับทำให้ตัวเองผงะที่เงาของอีกฝ่ายพาดมาถึงเขาได้จนมิดหัว
6 ฟุตได้เลยมั้งเนี่ย?
“…”
ยิ่งได้มองบุคคลต้องสงสัยอย่างเต็มตา ขนแขนของแจสเปอร์ก็ลุกตั้งขึ้นมาอย่างประหลาด ดวงตาลุกวาวที่จ้องหาเรื่องเขาตั้งแต่ช่องว่างของประตู มันยิ่งพองโตจนชวนให้กดดันเมื่อได้มองเห็นใกล้ ๆ
ไอ้หมอนี่เป็นใครวะ? พี่ชายของเด็กพวกนั้นเหรอ?
แต่ไม่เหมือนกันสักนิด ทั้งสีหน้าท่าทางที่ต่างไปจากบุคคลประเภทสัตว์กินพืช ดูยังไงก็ไม่สายตระกูลเดียวกันแน่ ๆ ไอ้หมอนี่ดูเป็นอันธพาลตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาจ้องหาเรื่องยังมองเขาไม่ลดละมาตั้งแต่เมื่อครู่ คงมีเพียงสเวตเตอร์แดงอย่างหรูเหมือนคุณชายบ้านรวยที่ดูแล้วไม่เข้ากับหน้าอย่างแรง
“ผม…พักที่ห้องนี้”
หนุ่มแปลกหน้ากล่าวเสียงแข็ง ทำตาขวางจ้องเหมือนจะสั่งให้หลีกทาง
รู้จักเจ้าถิ่นน้อยไปแล้วไอ้น้อง
“ฝันไปเถอะ…”
แม้จะเป็นรองเรื่องส่วนสูง แต่เพื่อรักษาอาณาเขตของห้องนอนประจำเอาไว้ ต่อให้เป็นเจ้าสัตว์ร้ายในเรื่องเล่ามาเองพ่อก็จะตบให้คว่ำ มือของแจสเปอร์ดันอกอีกฝ่ายกันไม่ให้ก้าวขาเข้ามาในเขตของเขามากไปกว่านี้
แต่เดี๋ยวก่อน…ยิ่งได้เห็นไอ้สเวตเตอร์สุดเห่ยนี่ในระยะประชิด ลวดลายมันก็เริ่มจะคุ้นตาขึ้นเรื่อย ๆ
แน่ล่ะ นี่มันเสื้อของคุณยายที่ให้เป็นของขวัญปีที่แล้วแต่เขาไม่เอานี่หว่า!
“อ้าว เจอกันแล้วเหรอ? ”
“!? ”
คำเฉลยพรั่งพรูออกมาในที่สุด เมื่อคุณยายอลิสันเจ้าของโฮมสเตย์เดินเข้ามาแตะไหล่เจ้าหนุ่มร่างยักษ์ เมื่อเห็นคุณยาย ไอ้หมอนั่นก็ผงกศีรษะให้อย่างนอบน้อม ให้ความเคารพราวกับสนิทกันมานาน
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
“คุณยายครับ แบบนี้ผมไม่ยอมนะ เอาห้องประจำของผมไปให้เด็กจองไม่พอ ตอนนี้ผมกู้สถานการณ์ได้แล้ว แต่ไอ้หมอนี่จู่ ๆ ก็มาตู่ว่าห้องนี้เป็นห้องมันเฉยเลย”
คุณยายมาทั้งทีเจ้าเด็กแสบก็ใส่ไฟซะยับ แจสเปอร์บ่นรัวเป็นปืนกลนัยหนึ่งก็รีบคืนคะแนนนิยมกลับมาที่ตัวเองก่อนจะโดนเจ้าตาขวางมันแย่งไป
แต่คนมีคดีติดตัวยังไงคุณยายก็ไม่เข้าข้างอยู่ดี
“ก็ตามนั้นล่ะ หลานรัก”
“คุณยาย~” เจ้าแสบทำตาละห้อยลากเสียงยาว
“ไหนคุณยายเคยบอกว่าผมมาเมื่อไหร่ก็พักห้องนี้เลยไงล่ะครับ”
ทำเอาหญิงชราเจ้าของโฮมสเตย์ยิ้มขำ
“ห้องนี้นอกจากเป็นห้องสำรองช่วงที่ผู้คนจองมาเยอะแล้ว เวลาอื่นก็ยกให้ลูกหลานได้เข้าพัก
ยายก็พูดชัดอยู่นะว่าเด็กในความดูแลของยายสามารถเข้าพักได้ทั้งหมด ไม่ว่าเธอหรือหลานคนไหนต่างก็มีสิทธิ์ใช้ห้องนี้”
เจอแบบนี้ก็ซึมเป็นส้วม “ไม่ยุติธรรมเลยน้า…ผมมาช่วยงานที่นี่มากกว่าใครแท้ ๆ ”
เจ้าหนุ่มหน้ากระบ่นอุบ “หลงนึกว่าตัวเองเป็นคนโปรดของคุณยายซะอีก”
แจสเปอร์ทำหน้าเบะ นิ้วเขี่ยบานประตูด้วยความน้อยใจ จนคุณยายอลิสันต้องยีผมที่หยิกฟูของหลานชายให้คลายกังวล
“ยายก็รักลูกหลานทุกคนเท่ากันนั่นแหละ เราเองก็น่าจะดีใจนะที่ได้เจอเพื่อนอีกคน
ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยไม่ใช่เหรอ ทางนี้คือ เรมี่…เป็นเด็กที่ยายรับอุปการะไว้”
ฝ่ายที่ถูกแนะนำค้อมหัวลงอีกครั้ง สำทับคำพูดของคุณยายเสมือนขอบคุณที่อีกฝ่ายให้ความช่วยเหลือมาตลอด
ขัดใจวัยรุ่นฉิบ! นอกจากตัวเองที่เป็นลูกของแม่ที่ยายเลี้ยงแล้ว แจสเปอร์ก็ไม่รู้ว่าคุณยายรับดูแลเด็กคนอื่นที่วัยไล่เลี่ยกันกับเขาอีก เรมี่คนนี้เป็นใคร ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ราวกับอีกฝ่ายเพิ่งจะหนีเข้าเมืองมาเป็นวันแรก
ต้องใช่แน่ ๆ หน้าไอ้หมอนี่มันบอกยี่ห้ออยู่แล้วว่าไว้ใจไม่ได้!
“สนิทกันเข้าไว้นะทั้งสองคน ยังไงช่วงเทศกาลนี้ก็มีห้องพักไม่พอ
พวกเธอคงต้องแชร์ห้องร่วมกันแล้วล่ะ”
“…”
คำตัดสินของยายอลิสันนั้น ต่อให้แจสเปอร์ไม่ชอบใจก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ยังไงก็ยังทำใจลำบากที่จะยื่นมือไปเชคแฮนด์สานสัมพันธ์กับคนตรงหน้า บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนจึงบังเกิดขึ้น
“แฮ่ม…”
ในเมื่อไม่มีใครริเริ่มไมตรีก่อน คุณยายจึงกระแอมไอออกมาเป็นการกึ่งบังคับ
ทำให้เจ้าหนุ่มตาขวางออกอาการยึกยักอยู่เล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือมาข้างหน้า
เดี๋ยวก่อนนะ…
แจสเปอร์จะยื่นมือไปจับก็คิดหนัก ก็ปกติของการเชคแฮนด์มันควรจะหันฝ่ามือตั้งฉากยื่นมาหาฝ่ายตรงข้าม
แต่ที่เรมี่ทำกลับยื่นมือมาหาตรง ๆ แถมดูจะงุ้มมือหน่อย ๆ
ตกลงหมอนี่จะ ‘เชคแฮนด์’ หรือ ‘ขอมือ’ กันแน่เนี่ย?
To be continued.