น้ำตาในสายฝน

ตอนที่ 1

คุณชอบเวลาที่ฝนตกไหม?

เวลาที่อากาศเย็นลงเพราะมัน

เวลาที่มีกลิ่นอายชื้นลอยมาแตะจมูก

หรือเวลาที่เสียงของมันดังก้องไปทั่วจนกลบเสียงทุกอย่าง

ครืนนนนนน

เสียงคำรามจากท้องฟ้าดังก้องไปทั่วบริเวณคลอไปกับเสียงอื้ออึงจากสายฝนพรำ แสงวูบวาบจากฟ้าแลบลอดเข้ามาทางหน้าต่างที่มีผ้าม่านผืนบางบดบังไว้ ให้เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งซุกตัวอยู่ในผ้าห่มผืนหนาภายในห้องนอนขนาดเล็กที่มีเพียงแสงไฟจากโคมไฟเล็ก ๆ ให้แสงสว่าง ใช้เสียงฝนที่ซัดสาดกลบเสียงร้องไห้ของตนเองจนเหมือนไม่มีตัวตนอยู่บนโลก ปกปิดตัวเองจากความเดือดดาลของผู้เป็นบิดาที่อยู่ด้านนอกด้วยเสียงจากสายฝน ใช้มันชะล้างความหวาดกลัวในใจ หยดฝันทำแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วก็ไม่อาจจำได้ บางทีคงตั้งแต่ตอนที่ตัวเองเด็กกว่านี้ ตั้งแต่ตอนที่คุณแม่เสียชีวิตไปเพราะโรคร้าย ความเสียใจได้เปลี่ยนคุณพ่อที่เคยแสนดีให้เริ่มติดเหล้ากับการพนันมากขึ้นจนเสียการควบคุมและต้องมาระบายโทสะกับข้าวของภายในบ้าน

“ทำไมถึงทิ้งกูไปแบบนี้ !!?”

เสียงตะคอกโวยวายดังขึ้นเป็นระลอก ปนไปกับเสียงดังที่เกิดจากการทำลายสิ่งที่อยู่ใกล้มือ ไม่ว่าอะไรก็ล้วนถูกคว้าขึ้นมาเพื่อเขวี้ยงมันลงกับพื้น พอยิ่งประกอบเสียงฟ้าร้องและแสงแปลบปลาบจากฟ้าผ่าก็ทำให้เงาที่พาดผ่านพื้นดูน่าสะพรึงราวกับปีศาจร้ายในร่างคน เป็นอย่างนี้แล้วจะไม่ให้บุตรชายหวาดกลัวจนต้องหลบซ่อนได้อย่างไร

“วันนี้ฝันอยากกินอะไรลูก เดี๋ยวพ่อซื้อกลับเข้าไปให้”

พอพ้นจากความเมาและความโกรธเคืองก็กลับมาเป็นคุณพ่อผู้แสนดีเช่นเดิม

“กูไม่ได้อยากได้ลูก ไม่ได้อยากได้มัน.. ขอแค่ธารกลับมาหาพี่…”

แต่พอถูกอบายมุขครอบงำ ก็กลายเป็นปีศาจร้ายที่ไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจและเลือกความรุนแรงเป็นการแก้ปัญหาให้กับตัวเอง

นานเข้าหยดฝันก็ไม่รู้แล้วว่านั่นเป็นเพียงอารมณ์โกรธชั่ววูบของผู้เป็นบิดาหรือเป็นสันดานที่แท้จริง ทั้งความหยาบคายและคำพูดแย่ ๆ อีกมากมายหลั่งไหลออกมาจากปากนั้น ทั้งความรุนแรงทางกายที่ถึงแม้จะลงกับสิ่งของก็ยังน่ากลัวเกินกว่าที่จะมีใครกล้าห้ามหรือพูดอะไรได้

ในความสิ้นหวังมีเพียงสายฝนเท่านั้นที่คอยอยู่เป็นเพื่อนยามเดียวดาย ช่วยเป็นที่หลบซ่อนให้พ้นจากภัยที่เรียกว่าพ่อ…จากสถานที่ที่ถูกเรียกว่าบ้าน

คุณจะชอบเวลาที่ฝนตกไหม ? ถ้าหากว่ามันช่วยนำพาสิ่งมหัศจรรย์มาให้คุณได้

ในวันหนึ่งที่หยดฝันกอดตัวเองอยู่ในห้องที่มืดสลัวเพราะไร้แสงที่เพียงพอกำลังจะเริ่มโหมความโศกเศร้าให้รุนแรงขึ้นเพราะฝนกำลังจะตกลงมาเพื่อช่วยกลบเสียงร้องไห้ แต่พอเม็ดฝนเริ่มเทสาดลงมา เขากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่เสียงของตนเอง เกิดความสับสนและตื่นกลัวจนเกือบจะคิดไปว่าหูหนวกเข้าแล้วหรือเปล่า ในหัวก็กลับนึกถึงเรื่องราวประหลาดที่ราวกับหลุดออกมาจากนวนิยายรักประโลมโลกที่ถูกเล่าขานกันจนเป็นกระแสอยู่เรื่อย ๆ

เรื่องที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งพบว่ามีบางสิ่งแปลกไปเกิดขึ้นกับตัวเองยามที่ฝนโปรย เสียงอื่นถูกกลบไปจากการได้ยินของคนกลุ่มนั้นจนหมดสิ้นเหมือนคนหูหนวกชั่วขณะ คงไว้เพียงเสียงจากโซลเมต (Soulmate) จนสิ่งนี้ถูกเรียกว่า พรจากสายฝน แต่ก็มีเพียงคนส่วนน้อยที่ได้รับความพิเศษนี้

เพราะความไม่แน่ใจหยดฝันจึงได้รอจนกว่าฝนจะหยุดเพื่อดูว่าจะยังกลับมาได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้เหมือนเดิมไหม

ช่างน่าอัศจรรย์ที่ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ และดูเหมือนคุณพ่อผู้แสนดีก็ยังคงไม่รับรู้อะไรเช่นเคย

เขายังสามารถใช้เสียงดังอื้ออึงยามฝนโปรยในการบดบังความโศกเศร้าได้อยู่

แต่เมื่อถึงเวลาที่ฝนโปรยลงมาอีกครั้งเขาก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ได้ เพราะมันคือหนทางเดียวที่จะทำให้เขาทรมานน้อยที่สุดและไม่จำเป็นต้องกลั้นก้อนสะอื้นจนเจ็บอก มีหลายครั้งที่เขาเอ่ยขอโทษออกไปทั้งน้ำตา ขอโทษแก่คนที่อาจจะได้ยินเสียงของเขาจากอีกฝากฝั่งของท้องฟ้า

ทว่าเขาไม่เคยได้รับการตอบรับใด ๆ จากโซลเมตเลย

ถึงจะเป็นแบบนั้นเขาก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองเพราะอย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต้องได้ยินเสียงอาละวาดของคุณพ่อในระหว่างที่ฝนตก แต่ถ้าหากเป็นไปได้ หยดฝันก็อยากจะได้ยินเสียงของใครอีกคนในสายฝนคนนั้น เพียงแค่รับรู้ถึงได้บ้างแม้เล็กน้อยก็คงดี

แต่มีสิ่งหนึ่งที่หยดฝันไม่เคยรู้มาก่อน

ถึงแม้จะไม่มีเสียงใดส่งมาถึง แต่ความรู้สึกของเขาได้ถูกส่งผ่านสายฝนไปหาคนคนหนึ่งมานานแล้ว..

ตอนเช้าเป็นเวลาที่สดชื่น แต่อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาแสนมีชีวิตชีวาของเหล่าบุคคลนอนน้อยกันเป็นกิจวัตรนัก โดยเฉพาะกับนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ปี 1 ที่มีวิชาเรียนเยอะและแน่นเต็มทุกวันแต่ก็ยังไม่วายหาเรื่องให้ตัวเองได้พักผ่อนน้อย ไม่ว่าจะเป็นการดองงาน เล่นเกม ไปจนถึงดูซีรีส์โต้รุ่งถึงเช้า

แน่ะ สะดุ้งกันเป็นแถบเลยสิ ผมรู้นะ

ถึงแม้บางวันจะเรียนวิชาเดียวแต่ก็กินเวลาไปทั้งวัน เพื่อนบางส่วนที่มาถึงมหาวิทยาลัยแล้วบางส่วนก็ฟุบหลับ บางส่วนก็เอางานของวิชาอื่นที่เรียนในวันก่อนหน้าขึ้นมาทำ ถึงแม้จะเป็นการเปิดเรียนช่วงสัปดาห์ที่สอง แต่อาจารย์ก็ไม่ปรานีกันเลย แย่งกันสั่งงานเหมือนกลัวเด็กว่าง

โอดครวญไปก็ไม่ได้อะไร… ทำตัวเองกันทั้งนั้น

โชคดีแค่ไหนที่ผมเป็นคนไม่ชอบดองงาน เลยไม่ต้องเผชิญการอดหลับอดนอนทำงานในช่วงสัปดาห์แรก ๆ แต่ในอนาคตก็ไม่อาจรู้ได้ วันนี้เป็นวันที่จะได้รับงานจากวิชา Painting หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วอาจารย์ยอมปล่อยแยกย้ายโดยที่ยังไม่ได้สั่งงานอะไร เลยพอจะได้หายใจหายคอกันหน่อย

เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์จากแอนิเมที่ชื่นชอบดังขึ้นทำให้รู้ได้ในทันทีเลยว่าใครโทรมา เพราะผมตั้งมันเอาไว้สำหรับเพื่อนคนนี้โดยเฉพาะเลยยังไงล่ะ

[ฝัน… ตื่นยัง]

ยัง… ยังไม่รู้ตัวอีก คนที่ควรตั้งคำถามนี้มันควรเป็นผมไม่ใช่เหรอ ?

“ตื่นจนอยู่ม.แล้วเพื่อนแก้ว รีบลุกไปล้างหน้าเลย ห้ามนอนต่อนะ”

คนตื่นก่อนจนได้มานั่งกินข้าวเหนียวหมูปิ้งรออยู่ที่ใต้ตึกคณะรีบดักทางเพื่อนเอาไว้ก่อน แก้วตาเป็นเพื่อนที่ผมพึ่งรู้จักตอนทำกิจกรรมเฟรชชี่ ถึงจะรู้จักกันได้ไม่นานแต่ความชอบและนิสัยนับว่าเข้ากันได้ดีจนงง เมื่อแน่ใจว่าเพื่อนจะไม่นอนต่อแล้วก็วางใจ วางสายเพื่อหาโอกาสงีบสักหน่อยก่อนที่จะถึงเวลาเข้าเรียน

ตื่นมาอีกทีก็กลายเป็นตัวผมเองที่เป็นฝ่ายง่วง ขึ้นมานั่งหาวหวอดอยู่บนห้องเรียนระหว่างรออาจารย์ที่สอนมาครบทุกท่าน จนไม่วายโดนอาจารย์แซวไป 1 สเต็ป อยากมุดคอนกรีตหนีแต่ก็ทำไม่ได้ ทีอาจารย์มาสายจนนักศึกษาตาดำ ๆ อย่างผมต้องนั่งรอผมยังไม่แซวเลย… ว่าไปนั่น

หลังจากนั่งฟังอาจารย์พูดและอธิบายถึงรายละเอียดของวิชานี้ได้ราว 2 ชั่วโมงก็ได้ความว่า วิชาวาดเส้นและวิชา Painting เป็นวิชาที่อาจารย์ตกลงกันไว้ว่าจะให้การบ้านแบบบูรณาการ ที่เป็นการเอาองค์ความรู้จากทั้งสองวิชามาทำเป็นงานส่งเพื่อลดการบ้านให้นักศึกษา โดยชิ้นงานที่อาจารย์ทั้งสองวิชาตกลงกันไว้คือการทำงานภายใต้หัวข้อ Portrait ที่นักศึกษาทุกคนต้องไปหาแบบที่เป็นบุคคลมา 1 คน จับคู่และวาดแบบคนนั้นไปจนกว่าจะจบเทอม เพื่อให้นักศึกษาได้ทำความเข้าใจกับแบบ ทั้งแครักเตอร์ บรรยากาศ และรวมไปถึงองค์ประกอบพื้นฐานอื่น ๆ

ถึงจะเคยได้ยินมาบ้างว่าอาจารย์บางท่านของบางวิชาก็มักจะมีนิสัยชอบสั่งงานแปลก ๆ แต่นี่มันก็จะแปลกเกินไปแล้วหรือเปล่านะ ? แถมรู้สึกว่าระดับความยากของมันไม่ธรรมดาเลยด้วย

ผมยืนขมวดคิ้วอยู่หน้าห้องเรียนมาเกือบ 10 นาทีแล้วเพราะยังคิดไม่ตกว่าตนจะหาแบบมาจากไหน จะไปรบกวนใครหรือเปล่า

“ขมวดคิ้วอะไรขนาดนั้น จะเป็นโบอยู่ละ”

แก้วตาที่เห็นแบบนั้นอดใจไม่ไหวจนต้องทั้งทักทั้งเอานิ้วมาจิ้มที่หว่างคิ้วให้เพื่อนรู้ตัวและผ่อนคลายลงหน่อย ไม่กลัวหน้าเป็นตะคริวรึไง มันอะไรขนาดนั้น

“เราเครียด ไม่รู้จะหาใครมาเป็นแบบ แล้ววาดรูปนึงมันใช้เวลานะ ไม่อยากรบกวนใครเลย”

“เอ็นดูเขาเอ็นเราขาดนะหยดฝัน อีกอย่างเราก็ไม่ได้จะไปลากใครมานั่งแห้งเป็นแบบฟรี ๆ หนิ จะกังวลไปทำไม”

ไม่รู้จะพูดยังไงดี ที่แก้วตาพูดมามันก็จริง แต่ในใจของผมมันมีเสียงร้องว่าไม่อยากให้มันเป็นการเลือกแบบส่ง ๆ เพื่อทำงานให้มันจบ ๆ ไป อยากตั้งใจกับมัน ทุ่มเทกับมัน เพราะถึงจะบ่นกระปอดกระแปดกับเพื่อนว่างานนี้แปลกแค่ไหน แต่ที่จริงแล้วผมกลับสนใจมันมาก

“แก้วก็รู้ว่าเราเพื่อนน้อย”

หรือตามตรงคือนอกจากแก้วตาแล้วผมก็แทบไม่รู้จักใครเลย ขนาดคนในคณะยังรู้จักน้อย แล้วนอกคณะจะไปเหลืออะไรกันล่ะ

“โธ่ เครียดจนหน้ามู่ไปหมดละ พอ ๆ ยังไงอาจารย์ก็ให้เวลาถึงจบเทอมนี้เลยนี่”

“ก็ใช่…”

“เดี๋ยวก็หาได้ ปะ ไปหาอะไรกินแล้วกลับหอกัน”

ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ และยอมโดนแก้วตากอดคอลากไปโรงอาหารแต่โดยดี ไม่รู้ว่าทำยังไงถึงจะทันแก้วตาสักทีในเรื่องนี้ อีกฝ่ายดูชิลกับเรื่องนี้มากจนผมชักจะอิจฉา อยากผ่อนคลายให้ได้แบบนี้บ้างจัง

ผมจะสามารถหาแบบได้ทันเวลาจริง ๆ ใช่ไหมนะ…

จนแล้วจนรอด พอกลับมาถึงหอพัก เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ยังไม่สามารถคลายกังวลได้ ผมก็พึ่งขึ้นปี 1 ของการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย การแยกตัวออกมาอยู่หอคนเดียวเหงา ๆ พร้อมกับเจอสังคมใหม่ก็นับว่าเป็นเรื่องยากพอสมควรแล้ว โชคดีที่อย่างน้อยพ่อก็ไม่ได้ห้ามปรามเรื่องการออกมาอาศัยไกลบ้าน กลับกันเขายิ่งพูดว่าดีเลย ผมโตแล้ว ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวให้เป็น เดินทางไปกลับระหว่างบ้านกับมหาวิทยาลัยทุกวันไม่ไหวหรอก รถผมก็ขับไม่เป็น

กลายเป็นว่าการแยกออกมาใช้ชีวิตเองแบบนี้เป็นข้อดีให้กับทั้งผมและพ่อ ผมไม่จำเป็นที่จะต้องหวาดระแวงกับการกระทำของคุณพ่อในทุก ๆ วัน ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนเวลาร้องไห้ และพ่อก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นว่ารักผมด้วยเช่นกัน เพียงแค่ถูกผูกกันไว้ด้วยหน้าที่ที่พึงกระทำเท่านั้น

คนเพื่อนน้อยเข้าสังคมไม่เก่งแบบผมน่ะลำบากนะเวลาที่ต้องทำอะไรแบบนี้ ผมอาจพูดจ้อเหมือนลิงเวลาอยู่กับเพื่อน แต่การจะเริ่มคุยกับใครสักคนนึงก่อนค่อนข้างเป็นเรื่องยากและใช้พลังงานเยอะกว่าที่ควร กว่าจะผ่านตรงนี้ไปได้ผมจะได้วาดรูปตอนไหนก่อนดีกว่า ระหว่างนี้อาจจะต้องหาอย่างอื่นทำไปก่อน อย่างเช่น

[โย่ว เพื่อล ๆ]

การทักทายแบบเป็นเอกลักษณ์สุด ๆ ของเพื่อนคนหนึ่งในโลกออนไลน์ทำเอาผมแทบนวดขมับเพราะมันไม่เคยซ้ำกันเลยสักครั้ง ไม่รู้ไปสรรหาคำพูดใหม่ ๆ มาจากไหนเยอะแยะ รอบนี้ก็ห่อลิ้นซะเกือบฟังไม่รู้เรื่อง

“ขอภาษาคนบ้าง”

[ฝันต้องชินได้แล้วนะ]

“ปล่อยเราไปเถอะแก้ว”

เจ้าของชื่อหัวเราะคิกคักมีความสุขไปพร้อมกับเพื่อนอีกคนที่เป็นเจ้าของเสียงทักทายสุดแปลก ผมกับเคนรู้จักกันมาก่อนเพราะเล่นเกมด้วยกันมาตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย แต่ใครจะไปรู้ว่าโลกจะกลมขนาดที่เหวี่ยงให้พวกผมมาเจอกันที่มหาวิทยาลัยเดียวกันอีก โดยที่เคนเป็นเด็กจากคณะวิทย์ฯ จากนั้นเลยกลายมาเป็นแก๊งเด็กเล่นเกม 3 คนแบบนี้ โชคดีที่แก้วตาเป็นคนที่อัธยาศัยดีและเข้าสังคมได้เก่งกว่าผมมาก ไม่นานสองคนนี้ก็เข้ากันได้ดีจนกลายเป็นผมที่ต้องมานั่งปวดหัวกับการเล่นมุกอะไรก็ไม่รู้ของพวกมัน 2 คนในทุก ๆ วัน

[วันนี้เอาไงดี]

“เกมหมาดิ”

ผมให้คำตอบเองจนเพื่อนส่งเสียงแซวยกใหญ่ หลังจากนั้นในคอลก็เต็มไปด้วยเสียงของความสนุกและความวุ่นวายไปยาว ๆ อีกราว 4 ชั่วโมง เกมแนว MOBA มันตึงนะครับ แล้วที่เล่นกันไป 4 ชั่วโมงนี่ชนะนับครั้งได้เลยนะ ไม่รู้ว่าแรงก์ขึ้นบ้างหรือเปล่า ชนะหนึ่งแพ้สองอยู่แบบนั้น เล่นทั้งวันขึ้นดาวเดียวของจริง

“พอเหอะวันนี้ ไม่ไหวแล้วว่ะ หัวจะระเบิด”

[ได้ยกมือไหว้ไอฝันกี่รอบแล้วอะวันนี้ ด่าไฟแลบเลย]

[เออ พักกินข้าวเหอะ ฝันนน วันนี้กินไร]

ผมละมือออกมาจากการนวดหัวตาก่อนจะนิ่งคิดไปเล็กน้อยจึงค่อยให้คำตอบกับแก้วตา “อยากกินข้าวไข่ข้นร้านเดิม”

[ได้ ปะ เจอกันที่ร้านไหม ?]

“ได้”

[เคนไปกินด้วยกันมั้ย]

[ขอผ่านว่ะหนุ่ม ๆ สินกำ วันนี้มีตี้พิซซา เดี๋ยวกินเผื่อนะจ๊ะ]

“ไอ้ทรยศ”

[ไม่รู้โว้ย ไว้เจอกัน ๆ กินข้าวให้อร่อย]

ว่าจบไอคนทรยศที่ได้กินพิซซากลางเดือนก็กดออกจากห้องดิสคอร์ดไปในทันที ทิ้งผมกับแก้วตาไว้สองคน “ปะ เจอกันที่ร้านเลยนะ เจอกันเพื่อน”

เวลาผ่านไปเร็วจนน่าอัศจรรย์จริง ๆ ตอนเล่นเกมกับเพื่อนยังรู้สึกว่าผ่านไปไม่กี่ตาอยู่เลย กลายเป็นหันมองนอกหน้าต่างอีกทีฟ้าก็มืดแล้ว ผมออกมาตามนัดและมาถึงก่อนเหมือนทุกทีเลยยืนรออยู่หน้าร้านเพราะว่าหอของผมไม่ได้ไกลจากโซนร้านอาหารจึงสามารถเดินมาถึงได้ในระยะเวลาไม่กี่นาที แต่ยืนรอไม่นานคนที่นัดกันไว้ก็ตามมาพร้อมกับสมาชิกอีก 1 คน

“ไงแก้ว ธัญย์”

“มานานยัง ปะ เข้าร้านเถอะ ยุงเยอะ”

ธัญย์เป็นรูมเมตของแก้วตา เป็นหนุ่มแว่นคณะรัฐศาสตร์ ตอนที่เจอครั้งแรกต้องขอยอมรับเลยว่าเกร็งอยู่เล็กน้อย เพราะอีกฝ่ายพูดน้อยเอามาก ๆ แถมหน้าก็นิ่ง แต่ผมก็ใช้สกิลเอาตัวรอดแนะนำตัวและชวนพูดคุยจนได้รู้ว่าเจ้าตัวก็แค่พูดน้อย ไม่ได้เป็นคนเย็นชาหรือไม่เป็นมิตรอะไร แถมเล่นเกมเก่ง แต่เป็นเกมประเภทกดตามจังหวะเพลงหรือ Rhythm มากกว่า และนอกจากนั้นเจ้าตัวยังทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ปกครองของแก้วตากลาย ๆ ด้วย เอเนอร์จีที่ต่างกันสุด ๆ ของสองคนนี้เป็นความเข้ากันได้ที่ลงตัวอย่างมาก เหมือนเห็นตัวละครจากแอนิเมหลุดออกมาให้เห็นในชีวิตจริงยังไงอย่างงั้น

พอหย่อนตัวลงนั่งที่โต๊ะและสั่งสิ่งที่จะกินไปแล้วผมก็มองออกไปด้านนอกที่มีคนเดินกันพลุกพล่าน ย่านร้านอาหารคึกคักที่สุดตอนช่วงเวลาหัวค่ำเพราะนักศึกษากับคนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงออกมาหาอะไรกินเพื่อเติมพลังงาน แต่ยิ่งเห็นคนเยอะ ๆ ก็ยิ่งนึกถึงโจทย์ของงานล่าสุดที่พึ่งได้รับ

“เราจะหาแบบมาจากไหนดี..”

“ฝันเครียดขนาดนี้ทำเอาเรารู้สึกผิดเลย”

ในฐานะของคนที่ทำตัวชิลเกินไปก็ได้

“เอางี้ไหม เดี๋ยวเราจัดการเรื่องหาแบบให้ เราทำได้ไม่ยาก”

ผมหันไปมองแก้วตาทันทีด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความหวัง

“เชื่อเรา เดี๋ยวพรุ่งนี้ลากมาให้เลย”

ลาก ?

ใช้คำว่าลาก ??

“ช่าย เพราะงั้นวันนี้ฝันกินอิ่ม ๆ แล้วนอนพักผ่อนให้สบาย พรุ่งนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแน่นอน !”

เรียบร้อย… เรียบร้อยจริงด้วย

“นี่คือ…”

ผมยืนอ้ำอึ้งอ้าปากพะงาบไม่รู้ว่าจะพูดยังไงมาราวนาทีนึงได้แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อวานที่แก้วตาบอกว่าจะหาแบบและพาตัวมาให้ในวันนี้ ไม่สิ ต้องเรียกว่า ลาก แบบขีดเส้นเน้น ๆ แต่ไม่คิดว่าคนที่ลากมาจะเป็นคนที่ผมมักจะเห็นผ่านโซเชียลบ่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเพจหนุ่มหล่อของมหาวิทยาลัยอะไรนั่น

“พี่ชื่อแทนคุณครับ เรียกพี่แทนก็ได้นะ”

“แทน…–”

กำลังจะอ้าปากพูดก็กลายเป็นพูดไม่ออกอีกรอบ เพราะเสียงนุ่มทุ้มจากปากของชายหนุ่มร่างสูงผู้ครอบครองใบหน้าหล่อเหลากับเรือนผมสีน้ำตาลแดงพร้อมรอยยิ้มสว่างจนเหมือนตาจะบอดเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนกับหยดฝันว่านี่แหละตัวจริงเสียงจริงเลย

“เดี๋ยวนะ.. แก้วตาไปพาเขามาได้ไง รู้จักกันด้วยเหรอ ?”

“ถามเป็นคนอื่นคนไกลเลย นี่อะแทนคุณ พี่ชายเราเอง”

“พี่ชาย ?”

คนงงก็ยังงงอยู่

“เราไม่เคยบอกเหรอ ?”

“ไม่”

“เอ้า”

ถ้านี่แทนคุณ… แล้วพี่อีกคนนึงที่มาด้วยกันล่ะ

ดวงตากลมเหมือนลูกกวางเลื่อนไปยังคนที่ยืนห่างออกไปไม่ไกล เจ้าของเรือนผมสีดำสนิทและส่วนสูงที่กะดูจากสายตาแล้วก็พอ ๆ กันกับพี่แทนคุณนั่นล่ะ แล้วคนที่เริ่มมามุงตรงบริเวณใต้ตึกเยอะขึ้นเรื่อย ๆ นี่มันอะไรกัน อย่างกับถูกสายตาเป็นพัน ๆ คู่จ้องอยู่เลย

“ดีน จะออกไปยืนทำอะไรตรงนั้น มานี่ดิ๊”

อย่าบอกนะว่า..

“เอ้อ แก้ว พี่ลากไอดีนมาด้วย เพราะเห็นบอกว่าอยากหาแบบให้เพื่อนด้วย จำมันได้มั้ย ดีแลนอะ”

ดีแลน.. ดีแลนที่เขาว่าเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 2 หนุ่มลูกครึ่งโคตรหล่อคนนั้นอะนะ !? คนที่เวลามีรูปลงทีไรแฟนเพจก็แทบแตกคนนั้นน่ะเหรอ ?! นี่ผมโดนลากให้มาเจอกับความวุ่นวายระดับไหนกันวะเนี่ย หมดกันชีวิตสงบสุข ! มันจบแล้วอนาคิน ข้าอยู่ที่สูงกว่า !!

To be continued.

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ในแอป