ซินแสบ้า จะแก้แบบบ้านผม!

ตอนที่ 1

ในช่วงชีวิตหนึ่งของสถาปนิกทุกคนน่ะ

มันก็น่าจะมีบ้างแหละ ที่ต้องปะทะคารมกับ ‘ซินแส’

แต่บางที ถ้ามันจะจบเพียงแค่การ ‘ปะทะคารม’ ได้ล่ะก็…..

ชีวิตของผมก็คงจะไม่ต้องวุ่นวายมากขนาดนี้อะนะ

ติ้ด… ติ้ด… ติ้ด…

เสียงริงโทนโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกสติที่กำลังจดจ่อกับโปรแกรม 3D ภายในคอมให้หันไปสนใจยังสมาร์ตโฟนของตนเองอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาสีดำสนิทของชายหนุ่มกวาดตามองดูเบอร์ที่โชว์ขึ้นมาบนหน้าจอก่อนจะถอนหายใจออกมายาวเหยียดและผละตัวออกห่างจากโต๊ะคอมด้วยกริยาเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด

เบอร์โทรนั่นเป็นเบอร์ที่เขาไม่อยากจะรับสายมากที่สุดในช่วงเวลานี้ และอันที่จริงแล้วเขาก็อยากจะปล่อยให้มันดังต่อไปแบบนั้นจนดับไปเองเสียเหลือเกิน ทว่าก็รู้ตัวดีว่าทำแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ จึงใช้เวลาทำใจอยู่ชั่วอึดใจใหญ่ๆ ก่อนจะยื่นมือไปหยิบมือถือของตนขึ้นมาแล้วกดรับสายอย่างเสียไม่ได้

“ครับ แมกซ์พูดครับ” ชายหนุ่มกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ไปแบบหน่ายๆ เหมือนรู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องได้ยินสิ่งใดต่อไป

“แมกกกกซ์ หลานรักกกก!! มีปัญหาอีกแล้วอะ มาที่ไซต์งานหน่อยจะได้มั้ยยย ขอร้องละน้าาา”

เจ้าของเสียงคือชายสูงวัยที่ส่งเสียงร้อนรนแบบพอประมาณ แต่ถึงจะร้อนอย่างไร ก็ไม่ร้อนไปกว่าอารมณ์ของชายหนุ่มหลังจากได้ยินคำพูดนั้นหรอก

ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกขานว่า ‘แมกซ์’ หัวเราะแห้งๆเล็กน้อย พร้อมกับตอบคู่สนทนากลับไปด้วยสีหน้าปลาตายสุดๆ

“อ่า….ลุงชัยครับ… ผมบอกแล้วไงครับว่าผมเป็นแค่สถาปนิก… ผมออกแบบได้ แต่จะให้ผมไปเปลี่ยนนู่นนี่นั่นตลอดแบบนั้นไม่ได้นะครับ… “

แมกซ์พูดอย่างสุดแสนจะเอือมระอา ปกติแล้วเขาจะไม่พูดอะไรแบบนี้กับลูกค้าหรอกนะ แต่บังเอิญว่าลูกค้าคนนั้นดันเป็นลุงแท้ๆของเขา ซึ่งมันก็คงจะไม่แปลกอะไรที่จะรับงานให้คนในครอบครัวตัวเองหรอก หากไม่ใช่เพราะว่าไอ้ ‘งาน’ ที่ว่าเนี่ย มันไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียทีเนี่ยสิ

ลุงชัย หรือลุงพิชัย สุริยวงศ์เป็นมหาเศรษฐีธุรกิจอาหารแช่แข็งยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของไทย แน่นอนอยู่แล้วว่าตามประสาเศรษฐีทั่วไป พวกเขามักจะสร้างบ้านใหม่เพิ่มอีกหลายๆหลัง ในหลายๆพื้นที่แล้วแต่ความรู้สึกว่าอยากจะได้ขึ้นมาตอนไหน

และครั้งนี้เองก็เช่นกัน….

ดูเหมือนว่าลุงชัยจะไปถูกใจที่ดินส่วนหนึ่งที่กว้านซื้อเอาไว้แถวชานเมืองกรุงเทพเข้า เลยปลูกบ้านหลังใหม่ขึ้นที่นั่น โดยมาใช้บริการหลานอย่างเขาให้ช่วยออกแบบบ้านให้ ซึ่งจะว่าไปมันก็ดีอยู่หรอกที่ได้เงิน แต่มันจะไม่ดีก็ตรงที่ภายหลังการส่งแบบและผ่านขั้นตอนทั้งหมดเรื่อยไปจนถึงตอนก่อสร้างแล้ว เขาก็ยังคงต้องตามประกบลุงชัยเข้าไปในไซต์งานเกือบจะตลอดเวลา เพราะลุงชัยมักจะขอเปลี่ยนแบบ เพิ่มห้อง เติมนู่น เติมนี่กะทันหันจนเรียกได้ว่าโกลาหลกันไปทั้งไซต์

ที่ผ่านมาเขากับคุณอิทธิ วิศวกรประจำของลุงชัยต่างก็ปวดหัวกับบ้านหลังนี้มามากเกินพอแล้ว และตอนนี้ตัวบ้านเองก็ดำเนินการมาถึงขั้นตอนท้ายๆนั่นก็คือการลงอินทีเรียแล้วด้วย เลยคิดว่าไม่น่าจะต้องมีอะไรมาให้วุ่นวายใจอีกแท้ๆ

แต่กระนั้นเมื่อลุงชัยโทรมาแบบนี้… ก็แปลว่าต้องมี ‘อะไร’ อีกแหงเลยอย่างนั้นสินะ….

“โถ่แมกซ์ อย่าเย็นชากับลุงแบบนั้นสิ…” ลุงชัยส่งเสียงออดอ้อน ให้ตายเถอะ ทำไมถึงเป็นคนแก่ที่นิสัยเด็กแบบนี้นะ คนแบบนี้เป็นประธานบริษัทใหญ่ได้ยังไงกัน?

“รอบนี้ไม่ได้จะให้ไปแก้ห้องแล้วเสียหน่อย ลุงแค่อยากให้หลานไปตรวจแบบรอบสุดท้ายเท่านั้นเอง ไม่ได้เหรอ?”

‘รอบสุดท้าย’ เป็นคำน่ารักๆที่คนทำงานออกแบบรู้กันดีว่ามันเป็นคำโกหกที่แสนหลอกลวงยิ่งกว่าคำว่า ‘ไม่เผ็ด’ ของแม่ค้าข้าวแกงปักษ์ใต้เสียอีก…

ไม่มีทางเลยที่มันจะเป็น ‘รอบสุดท้าย’ จริงๆได้ ในเมื่อกำหนดการเดิมที่บ้านหลังนี้มันควรจะเสร็จและจบงานนั่นมันคือเมื่อราวๆ 2 ปีก่อนนู้น แต่ก็ดันลากยาวมาจนถึงตอนนี้ได้ ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่โคตรจะน่าเหนื่อยใจเป็นที่สุดแล้ว แมกซ์ส่ายหัวเบาๆและพยายามหาทางจะเลี่ยงที่จะยุ่งกับไอ้งานนี้ให้ได้มากที่สุด

“ลุงครับ…. ผมตรวจไปแล้ว เซ็นแบบไปแล้ว คุณอิทธิก็ดูแล้ว ตอนนี้มันก็ใกล้จะเสร็จแล้วไม่ใช่เหรอครับ ทำไมผมต้องไปอีกด้วยล่ะ?”

“มันก็ใช่…. แต่ยัยศุน่ะสิ บ่นว่าการสร้างมันมีปัญหาเยอะแยะเลยกลัวว่าบ้านจะมีอาถรรพ์บ้าบออะไรก็ไม่รู้ เลยไปหาซินแสมาให้ช่วยดูบ้านน่ะ…. เฮ้อ พวกผู้หญิงนี่มันงมงายกันจริงจริ๊ง”

“หา!!? ซินแส!?”

แมกซ์แทบจะสำลักอากาศทันทีที่ได้ยินคำอันตรายลอยเข้าหู ศัตรูทางวิชาชีพที่แสนจะน่าเบื่อที่สุด และสร้างปัญหาโคตรๆในความคิดของเขา อุตส่าห์แอบโล่งใจเล็กๆว่าถึงงานนี้จะมีปัญหาบ้าบอยังไงก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ไม่มีซินแสเข้ามาเอี่ยวด้วยแท้ๆ แต่สุดท้ายก็มีซินแสเข้ามาเอี่ยวอยู่ดี และตัวการก็เป็นเพราะป้าศุภาพร ภรรยาของลุงชัยนั่นเอง

ให้ตายเถอะ! บรรลัยมันเข้าไป!

จะมามูเตลูอะไรเอาขั้นตอนสุดท้ายแบบนี้วะ!!

ไม่เรียกซินแสให้มาวินาศสันตะโรตั้งแต่แรกให้มันจบๆไปละโว้ยย!!?

“อื้ม เนี่ย วันนี้ลุงก็ต้องพาซินแสมาดูที่ไซต์เนี่ยแหละ เขาอยากจะดูแปลนบ้านด้วย เลยต้องเรียกแมกซ์มาช่วยดูช่วยตรวจด้วยนี่แหละ ยังไงวันนี้เข้ามาหน่อยละกันนะ”

“ครับๆ เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวผมเคลียร์งานตรงนี้แล้วจะรีบไป”

งานงอกขนานแท้…. แมกซ์ยกมือขึ้นขยี้เส้นผมสีทองของเขาที่แต่งทรงมาอย่างดีจนยุ่งเหยิงไปหมดแบบไม่อายสายตาใคร แค่ลำพังงานอื่นๆก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว ยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก วันนี้ทำไมถึงได้ซวยขนาดนี้เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

ชายหนุ่มจัดการเซฟงานที่ทำค้างไว้ให้เรียบร้อย รวบรวมสิ่งของที่จำเป็นลงกระเป๋า แล้วเดินออกจากออฟฟิศโดยไม่ลืมที่จะโบกมือลาให้กับชายแก่ท่าทางใจดีที่นั่งประจำอยู่ที่เก้าอี้หรูหน้าลิฟต์เหมือนเช่นทุกครั้งที่ทำมา…

ดูเหมือนว่าจะได้เวลาออกไปเผชิญโชคกับไซต์งานที่รักอีกแล้วสินะ…

เวลาผ่านไปในระยะเวลาปกติของการจราจรในประเทศกรุงเทพที่พอจะทำให้ตะคริวขึ้นที่ขาข้างที่เหยียบเบรกและคันเร่งเล็กๆพอรู้สึกน่ารักน่าเอ็นดู ในที่สุดสถาปนิกหนุ่มก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายมาจนถึงคฤหาสน์หลังใหญ่โต ณ สุดขอบของเมืองได้สำเร็จ

แมกซ์แหงนหน้ามองกำแพงบ้านที่ตั้งตระหง่านปิดทึบสูงจนมองแทบไม่เห็นข้างในตัวบ้านพลางถอนหายใจเหนื่อยๆ ไม่ว่าจะมองอีกสักกี่ครั้งมันก็ไม่เคยจะชินกับไอ้บ้านหลังนี้เสียที เพราะเอาตรงๆแล้วมันถูกปรับเปลี่ยนเสียจนแทบจำภาพลักษณ์เดิมที่ออกแบบไว้แต่แรกไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ….

แค่รั้วบ้านก็ดูสูงอย่างกับกำลังเดินเข้าคุกแล้วอย่างไรอย่างนั้น ให้ตายสิ….

ถึงจะไม่ค่อยภูมิใจกับมันมากนัก แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะเมินความน่าอัปยศในชิ้นงานของตนเองแล้วเดินเข้าไปในตัวบ้านเพื่อไปหาลุงของเขาตามที่นัดไว้ทันที

ภายในคฤหาสน์ตอนนี้ จะบอกว่าสภาพนั้นก็สามารถที่จะเข้าอยู่ได้แล้ว แม้ว่าจะยังมีคนงานและการก่อสร้างในบางจุดที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดีก็ตามที กระนั้นมันก็เรียบร้อยมากพอที่เจ้าของบ้านอย่างลุงชัยกับป้าศุจะเริ่มทยอยเอาข้าวของส่วนตัวต่างๆเข้ามาภายในนี้และเตรียมเข้าอยู่แล้ว

ก็ไม่เข้าใจว่าถ้าจะมาถึงขั้นนี้แล้ว จะยังเรียกซินแสมาทำไมกัน…

เมื่อเดินเข้าไปในตัวบ้านที่แสนจะอับและไร้ช่องทางใดให้ลมผ่านเข้ามาได้นอกจากลมของเครื่องปรับอากาศที่ติดเต็มไปหมดราวกับอยากตั้งตนเป็นศัตรูโลกร้อน ในที่สุดสถาปนิกหนุ่มก็ได้พบกับชายแก่หัวล้านที่ดูคุ้นตากับภรรยาของเขา กำลังนั่งอยู่บนโซฟาภายในห้องรับแขกขนาดกว้างที่ตกแต่งด้วยบรรดาของเก่าของโบราณมากมายในสไตล์ที่เรียกได้ว่า ‘ตามใจฉัน’ จนถึงขั้นสุด

“สวัสดีครับ ลุงชัย ป้าศุ”

แมกซ์ยกมือขึ้นไหว้คนทั้งคู่อย่างมีมารยาท ถึงแม้จะถูกกวนประสาทและเขาก็ฮึ่มแฮ่มาเยอะก็เถอะ แต่อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีมารยาทเหลืออยู่บ้างละนะ

“ไงแมกซ์ นึกว่าวันนี้จะไม่มาซะแล้วนะ ฮ่าๆ” ลุงชัยหัวเราะร่วน ก่อนจะตบโซฟาแปะๆเชื้อเชิญให้หลานชายของเขานั่งลง

“นั่งลงก่อนๆ เดี๋ยวค่อยคุยเรื่องงานกันน้า กินน้ำกินท่าก่อนลูก”

“ครับ….”

แมกซ์เดินไปนั่งยังโซฟารับแขกตัวใกล้ๆกันและพยายามสงวนท่าทีเอาไว้ แม้ว่าปกติจะเป็นกันเองมากกว่านี้ แต่ด้วยความหงุดหงิดในใจที่ต้องพยายามข่ม บวกกับเห็นบุคคลไม่คุ้นหน้าที่กำลังนั่งอยู่ยังโซฟาฝั่งตรงข้ามกับตัวเขา ก็ทำให้รู้สึกว่าจะต้องระวังอากัปกริยาพอสมควร

คนที่นั่งตรงข้ามกับเขาในขณะนี้ โดยมีเพียงแค่โต๊ะกาแฟรับแขกตัวเล็กคั่นกลาง มีลักษณะที่มองแค่แว่บแรกก็ดูรู้ได้ว่าไม่ใช่คนไทยอย่างแน่นอน ด้วยชุดสไตล์จีนที่ใส่อยู่กับตัว ร่างกายผอมเพรียวตัวเล็กดูบอบบาง บวกกับดวงตาชั้นเดียวที่มีสีฟ้าสดใส เส้นผมดำขลับมัดเป็นหางม้าเล็กๆไว้ด้านหลัง แถมยังมีประคำและเครื่องรางอะไรก็ไม่รู้ใส่ห้อยติดตัวไว้อีกต่างหาก แค่ดูแว่บแรก ก็เหมือนมียี่ห้อ ‘ซินแส’ แปะทับที่หัวแล้วอย่างไรอย่างนั้น

อ้อ… ไอ้หมอนี่เองเหรอ ตัวทำลายชีวิตฉัน?

แมกซ์หรี่ตาลง ก่อนจะหันไปมองยังลุงกับป้าของเขาเหมือนว่าอยากจะเข้าประเด็น

“ลุงครับ ป้าครับ คุณคนนั้นคือ?”

“อื้ม คุณชิวชิ่วน่ะจ้ะ เป็นซินแสจากฮ่องกงที่ป้าจ้างมา เนี่ย…มาจากตระกูลซง เป็นตระกูลซินแสชื่อดังสุดๆของที่นั่นเลยเชียวน้า สุดยอดไหมล่ะ?!”

ป้าศุพูดแนะนำชายตรงหน้าเขาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจอย่างถึงที่สุด โอ๊ย… แค่ซินแสในประเทศก็น่าปวดหัวพออยู่แล้ว นี่ไปหามาจากต่างประเทศเลยเหรอ? ลุงกับป้าเกลียดเขามากใช่ไหมเนี่ย!?

แล้วคนบ้าอะไรฟะ ชื่อชิวชิ่ว ตั้งเอาฮาหรือพ่อแม่ไม่รักเลยอยากไล่ไปไกลๆตั้งแต่เกิดกันแน่นะ?

“อ้อ.. ครับ… อ่า… hello My name is max I’m Khun Pichai’s architecture here, nice to meet you…”

“อุ้บ….ฮ่ะๆ….”

ทันทีที่แมกซ์หันไปทักทายและแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ ซินแสหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างไร้มารยาททันที ยิ่งชวนให้คนที่อุตส่าห์พยายามเป็นมิตรคิ้วกระตุกอย่างบอกไม่ถูก

“ไม่ต้องพูดอังกฤษก็ได้ครับคุณแมกซ์ ผมพูดภาษาไทยได้น่า” ชิวชิ่วเอ่ยด้วยสำเนียงไทยที่ชัดเจนราวกับเป็นเจ้าของภาษา ดวงตาสีฟ้าคมกริบนั้นส่อแววเยาะเย้ยปนเอ็นดูออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนคนตัวสูงกว่าอย่างแมกซ์ต้องกำหมัด…

“พอดีคุณแม่ของผมเป็นคนไทยน่ะครับ แล้วผมก็ไปๆมาๆประเทศไทยกับฮ่องกงหลายครั้งแล้ว เพราะงั้นไม่ต้องกังวลเรื่องกำแพงภาษานะครับ”

“อ่อ…ครับ งั้นก็ดีเลย จะได้คุยเรื่องงานกันได้ง่ายๆหน่อยเนอะ”

ไอ้ท่าทีวางท่านั่นมันอะไรกันฟะ….. ทั้งที่หน้าตาออกจะดูละอ่อนกว่าแท้ๆ… ไม่สบอารมณ์เลยเฟ้ย!

แมกซ์เริ่มเปิดโหมดการค้าขึ้นมาฉับพลันเมื่อเห็นกริยาที่แสนเย่อหยิ่งของอีกฝ่ายแสดงออกมาทั้งจากท่าทางที่ดูทำตัวเหนือกว่าเรื่อยไปจนถึงเรื่องภาษา ชิวชิ่วในเวลานี้กำลังนั่งไขว่ห้าง ในมือถือเอกสารที่เดาว่าน่าจะเป็นแบบแปลนไว้ชุดหนึ่ง เหมือนกับเตรียมตัวเป็นอย่างดีที่จะมาซัดหน้าสถาปนิกที่ออกแบบบ้านหลังนี้ไว้แล้ว

“ถ้าอย่างนั้นเราก็อย่าเสียเวลาเลยดีกว่าไหม? ก่อนที่คุณจะมาถึงที่นี่น่ะ ผมได้เดินดูสภาพโดยรอบของบ้านหลังนี้ แล้วก็ตรวจวัดพลังชี่ของบ้านกับพื้นที่ไว้แล้วด้วย…”

ออกมาแล้ว ‘พลังชี่’ บ้าบอ…..

แมกซ์กระพริบตาข่มใจตัวเองเล็กน้อย ก่อนจะทำใจฟังต่อ

“ครับ แล้ว….คุณชิวชิ่วมีความเห็นว่ายังไงบ้างเหรอครับ?”

พูดไปพลางก็หันไปมองหน้าลุงกับป้าไปพลาง ทำไมลุงถึงได้ดูมีท่าทีไม่สบายใจทันทีที่เขาถามถึงความเห็นของซินแสแบบนั้นกันนะ? มีอะไรที่น่าปวดใจมากไปกว่าความเห็นของลุงอีกอย่างนั้นเหรอ?

จะสงสัยไปก็ใช่ที่ เพราะคำตอบมันก็ตามมาในไม่นานจากนั้น….

ชิวชิ่วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะก้มลงอ่านภายในกระดาษแปลนที่ตนเองจดๆ วงๆทำเครื่องหมายเอาไว้ แล้วพูดยาวเป็นหางว่าว

“กำแพงรั้วที่สูงจนบดบังตัวบ้านทั้งหมดทำให้เหมือนกับคุก ไม่เป็นมงคลกับตัวบ้าน หน้าต่างของบ้านทั้งหลังเป็นลักษณะปิดทึบและสร้างแบบไม่มีทางลมพิฆาตเข้าออกได้ แถมยังอับแสงจนพลังหยินเต็มบ้านไปหมด และไม่มีทางให้พลังชี่ไหลผ่านได้สะดวกเลยซักที่ ต้นไทรต้นใหญ่ปลูกไว้บังประตูหน้าบ้านถือเป็นการบังโชคบังลาภและเป็นการดึงดูดพลังร้ายเข้ามา แล้วยังมีทางเดินยาวที่มีประตูติดต่อกันเป็นทางผีผ่าน ห้องพระอยู่มุมอับบนสุดของตัวบ้าน และหันผิดทิศโดยสิ้นเชิง ส่วนที่ดินก็เป็นพื้นที่ที่รวมกันเป็นสามเหลี่ยมเป็นชายธงสร้างอะไรก็ไม่มีทางเจริญในพื้นที่ ผู้พักอาศัยจะไม่มีความสงบสุข มีปัญหารุมเร้าเข้ามาได้ง่ายๆ และอื่นๆอีกมากมาย…..”

“……..”

อึ้งสนิท… ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร….

ก็รู้อยู่หรอกว่าบ้านหลังนี้มันไม่ได้ดูดีมากนัก แต่ไอ้ที่ออกมาเป็นแบบนี้มันก็เพราะเขาทำตามคำสั่งของลุงทั้งหมดนี่นา แต่เล่นมาติยาวเป็นหางว่าวขนาดนี้ต่อหน้าเจ้าของบ้านเลยนี่… ให้ตายเหอะ…. กล้าอะไรเบอร์นี้นะ เจ้าซินแสนี่

“นี่ยังไม่รวมเรื่องของการตกแต่งภายในที่สร้างพลังลบให้จนอยู่ในโซนอันตรายอีกด้วยนะครับ….”

ชิวชิ่วพูดเสริมต่อ แล้วมองดูลุงชัยสลับกับแมกซ์ ในขณะที่ป้าศุนั้นสีหน้าซีดเผือดใจคอไม่สู้ดีซะแล้ว

“เห็นคุณชิวชิ่วบอกดิฉันว่าพลังงานไม่ดีมากๆ แต่จะมาบอกให้ฟังตอนเจ้าแมกซ์มา แต่ไม่คิดว่าจะไม่ดีขนาดนี้เลยนะคะ!!? แบบนี้ก็ต้องแก้กันอีกนานเลยสิคะกว่าจะเข้าอยู่ได้น่ะ!”

“อืม… คุณนาย อยากจะเข้าอยู่ที่นี่อย่างนั้นสินะครับ?” ดูไม่ได้ร้อนรนกับปัญหาที่ตัวเองเพิ่งก่อไปเลยสักนิด ในทางกลับกัน ชิวชิ่วกลับยื่นกระดาษแปลนที่ตนเองจดตำแหน่งนู่นนี่นั่นให้กับแมกซ์ผ่านโต๊ะไปด้วย

“ผมจัดการเขียนจุดที่คิดว่าจะแก้เอาไว้ในแปลนนี่แล้ว ยังไงที่เหลือก็คงต้องรบกวนคุณสถาปนิกช่วยจัดการงานต่อทีนะครับ คิดว่าคงต้องทุบใหม่อีกหลายจุดล่ะ ถึงจะพอใช้ชีวิตที่นี่โดย ‘ไม่ตาย’ ได้น่ะ… “

“ท…ทุบใหม่!?”

เหมือนหัวใจจะหลุดออกจากอก แมกซ์ลุกขึ้นยืนทันที พร้อมกับคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาอ่านอย่างหัวเสียสุดๆ จะบ้าเหรอ!? ทุบใหม่เนี่ยนะ?? เอาอะไรมาพูด? ห๊ะ? พูดอะไรออกม๊า!!!

“ก็ใช่น่ะสิครับ เดิมทีพื้นที่ตรงนี้ดูเหมือนจะมีพลังงานไม่ดีอยู่เต็มที่อยู่แล้ว เอาตรงๆผมก็ไม่แนะนำให้พวกคุณอาศัยอยู่ในที่ตรงนี้หรอกนะครับ”

“ไม่ดีขนาดนั้นเลยเหรอคะ/ครับ!!?”

ลุงกับป้าเริ่มสติแตกตามเจ้าซินแสนั่นไปด้วยอีก เฮ้ย! ไม่ได้แล้วนะ บ้านมันสร้างมาจนจะเสร็จอยู่แล้วนะเว้ย!

ตึง!

แมกซ์ทุบมือที่ถือกระดาษแปลนนั้นลงกับโต๊ะรับแขกเสียงดังลั่นด้วยความเหลืออด พอกันที… แค่แก้เล็ก แก้น้อยก็น่าหงุดหงิดมาพออยู่แล้ว นี่เล่นมาบอกว่าจะให้ทุบโน่น ทุบนี่เพื่อให้ ‘ไม่ตาย’ งั้นเหรอ?? จะงมงายอะไรก็ให้น้อยๆหน่อย ไอ้บ้าเอ๊ย!!

“ขอปฏิเสธครับ บ้านหลังนี้สร้างมาใกล้จะเสร็จอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีคนตายหรือเหตุการณ์อาถรรพ์อะไรเลยซะหน่อยนี่ ถึงจะมีเรื่องผีเผออะไรไร้สาระมันก็มีอยู่ทุกที่อยู่แล้ว อยู่ๆคุณจะมาพูดบ้าๆแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้!! ผมไม่อนุมัติแบบให้แก้ในครั้งนี้หรอกนะ!”

ถ้าถึงเวลาต้องไฟว้ มันก็ต้องไฟว้…

แมกซ์เดือดปุดๆ กำกระดาษแน่นขณะจ้องมองใบหน้าที่ยังคงเรียบนิ่งของนายชิวชิ่วคนนั้นไม่ละสายตา ชิวชิ่วดูไม่มีความทุกข์ร้อนอะไรใดๆเลย แม้ว่าจะทำให้เจ้าของบ้านและนายจ้างของตนสั่นกลัวอกสั่นขวัญแขวนอยู่ก็ตามที เขากลับแหงนหน้ามองไปตรงโน้นที ตรงนั้นทีของห้องรับแขก แล้วถอนหายใจเบาๆ

“จะเอางั้นก็ได้ครับ จะไม่แก้อะไรเลยก็ได้ ผมก็แค่ทำตามหน้าที่ของผมว่ามันควรทำอะไรได้บ้าง….” หนุ่มฮ่องกงผู้มีตาสีฟ้ากล่าว ก่อนจะหลุบตาลงต่ำแล้วนั่งกอดอก

“ถ้าเข้าใจแบบนั้นก็ดีครับ…. ถ้าอย่างนั้นผมจะแก้ไขแค่ส่วนที่พอจะแก้ได้—….”

“แต่ถ้าจะให้ที่ดีที่สุดน่ะ ทุบทิ้งทั้งหลังไปเลยดีกว่าครับ”

To be continued.

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ในแอป