มันเป็นเวลาเที่ยงตรงวันหนึ่ง
ชายหนุ่มนอนคุดคู้ใต้ผ้าห่ม ในห้องนอนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ ซึ่งถูกกินพื้นที่โดยเตียงขนาดใหญ่ กลิ่นอับชื้นชวนให้ความรู้สึกคุ้นเคย ไม่ต่างจากหลายปีก่อน บนซอกชั้นวางของถูกเติมเต็มด้วย หนังสือวรรณกรรมบ้าง หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นบ้าง คละกันไป อย่างไม่เป็นระเบียบนัก แต่ไม่เกะกะสายตา นาฬิกาปลุกแอนะล็อกฝุ่นจับ โมเดลสัตว์ประหลาดตัวเล็กตัวน้อย ที่เคยคลั่งไคล้ บางอย่างเป็นขวดน้ำหอมสำหรับผู้หญิง และกล่องใส่เครื่องประดับของแม่ที่เคยมาอาศัยนอน ระหว่างลูกชายไปเรียนมหาวิทยาลัย ณ กรุงเทพฯ ถัดมาเป็นตู้เสื้อผ้าติดผนังขนาดเล็ก ที่ด้ามจับของตู้มีไม้แขวนเสื้อหลากสี แขวนทับอยู่กับเสื้อฮู้ดสีทึบตัวโปรดและกระเป๋าลากสำหรับเดินทางขนาดใหญ่ ซึ่งถูกจัดชิดริมหน้าต่าง
เมธาวินทร์ อนึงเอก เป็นชื่อตามบัตรประชาชน
ส่วนชื่อเล่นที่คนใกล้ตัว และครอบครัวเรียก คือ ‘ภูเมฆ’
หากถามที่มาที่ไปของชื่อ คงไม่พ้นบิดาบังเกิดเกล้าเป็นคนตั้งให้ ภูเมฆเป็นลูกชายคนเดียว เกิดในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจนัก พ่อของภูเมฆไปส่งแม่ ซึ่งเจ็บท้องคลอดเวลาตีห้า หลังจากนั้นพ่อจึงรีบขับรถไปที่ทำงานเคลียร์เอกสาร และแจ้งลาหยุด ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก กว่าจะถึงโรงพยาบาลก็พลาดชั่วโมงสำคัญ ภูเมฆไปอยู่ห้องทารกแรกเกิดก่อนแล้ว แม่ของภูเมฆบอกว่า เธอไม่ชอบวันที่มีเมฆ เมฆครึ้มคือสัญญาณของพายุกำลังจะเข้า บ้านเกิดของภูเมฆหากเป็นฤดูฝน มันไม่เคยแห้งแล้ง สมัยภูเมฆเป็นเด็กวัยกระเตาะ ปีหนึ่งจะมีน้ำท่วมเข้าบ้านสักหนสองหน เห็นจะได้ แต่พ่อของภูเมฆเคยกล่าวว่า พ่อชอบเมฆ หากท้องฟ้าไม่มีก้อนเมฆ ก็คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ไม่มีฝนตก ปราศจากแดดออก แผ่นดินจะมีชีวิตได้อย่างไร
เสียงโทรศัพท์เรียกภูเมฆให้ลืมตาขึ้นมาประจันหน้ากับแสงสีฟ้า ในห้องซึ่งเขาดับไฟ ปิดผ้าม่านจนมืดสนิท
หน้าจอโชว์คำว่า ‘แม่’ ภูเมฆจึงกดรับ
“ทำอะไรอยู่ เมฆ?”
“นั่งเล่นอยู่ห้องครับ…” ชายหนุ่มพยายามทำเสียงปกติ แต่เสียงของเขางัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะให้แม่รู้ทัน
“จะนอนไปถึงไหน ไม่ลงมากินข้าวหรือยังไง” แม่พูดเสียงดังโผงผางแบบปกติอยู่ปลายสาย
“เดี๋ยวลงไปกินครับ” ภูเมฆตอบเหนื่อยหน่าย รู้สึกตาแห้ง เมื่อคืนหลับไม่สนิท “แล้วแม่อยู่ไหนเนี่ย”
แม่ตอบภูเมฆว่าหล่อนกำลังคุยเรื่องสัญญาเช่าห้องกับลูกค้า กว่าจะกลับก็คงเพลาเย็น แม่ของภูเมฆเคยขายเสื้อผ้าแฟชั่นมาก่อน และมาทำธุรกิจอะพาร์ตเมนต์ให้เช่าในภายหลัง แม้มีอยู่ไม่กี่สิบห้อง แต่มันเพียงพอที่จะเลี้ยงชีพให้ครอบครัว ส่วนพ่อของภูเมฆเคยทำงานประจำ อาชีพเป็นเซลขายของเกี่ยวกับเครื่องยนต์ แต่ลาออกมานานแล้ว จนกระทั่งพ่อได้หน้าที่รับซื้อขายพลอยในตลาด พ่อจะอยู่บ้านทุกครั้งที่ว่างงาน ปลูกต้นไม้และเลี้ยงปลากัดไปตามประสา
แม่วางสายไป โดยทิ้งท้ายว่าเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ภูเมฆรู้แก่ใจ เขาอายุ 25 แล้วปีนี้ ตกงาน ลาออกจากบริษัทเกมแห่งหนึ่ง ที่ทำงานไม่ถึงปีเสียด้วยซ้ำ เขาไม่อยากจะคิดวกวนเกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านมา ไม่ว่าจะทั้งเรื่องเพื่อนร่วมงาน วัฒนธรรมและแรงกดดัน ที่อาจจะรับมาจากส่วนลึกของประเทศแดนปลาดิบ เสียงตะคอกของรุ่นพี่ ที่ฟังเหมือนหลุดออกมาจากซีรีส์ และเขาก็ทำได้เพียงบอกว่า ‘ขอโทษครับ ผมจะนำกลับไปแก้ไขใหม่’ วนเวียนอยู่ในภาพจำ ภูเมฆไม่อยากจะโทษว่าใครคือต้นเหตุ เขาอาจผิดเอง ที่ทำงานผิดพลาด ไม่เข้าใจเนื้อหา หรือโชคร้าย ที่เข้ามาทำงานผิดจังหวะ ตอนที่ภายในออฟฟิศกำลังเดือดดาลกับกองงานมหาศาล จึงไม่มีใครสนใจว่าเขาจะต้องเริ่มงานอย่างไร หรือรุ่นพี่นั้นจะตั้งใจตรวจงานให้ภูเมฆแก้ไขซ้ำ ๆ เพื่อให้เขาเสียเครดิต และนำไปสร้างผลงานต่อเองหรือไม่
ภูเมฆไม่ต้องการคิดถึงเรื่องราวเหล่านั้น
มากพอ ๆ กับที่เขาไม่อยากคิดถึง ‘วิทย์’
เหตุการณ์ของภูเมฆเลิกรากับวิทย์ในฐานะแฟนหนุ่ม ช่างต่อเนื่อง หลังภูเมฆออกจากบริษัทนรกนั่น ราวกับถูกพระเจ้าจับวางเรียงกัน อย่างไรอย่างนั้น
ภูเมฆปิดหน้าจอมือถือ ที่ปัดไปมาอย่างไร้เป้าหมาย เขานอนตะแคงไปทางกำแพง เสยเส้นผมซึ่งปรกหน้า ผมสีดำสนิทของเขายาวเลยบ่ามาระยะหนึ่งแล้ว แอร์ในห้องยังคงเปิดอย่างเย็นฉ่ำ ตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งตอนนี้ มันทำให้เริ่มรู้สึกหนาว นิ้วเรียวกระชับผ้าห่มคลุมตัว เขาใช้มือแตะหน้าท้องตนเองใต้เสื้อยืด ตัวของเขาอุ่น นั่นมันทำให้ภูเมฆผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาเกือบลืมครั้งสุดท้ายที่สัมผัสตัวเอง หากไม่นับการตื่นขึ้นและพบอาการเปียกชื้นในร่มผ้า ที่มาทดแทนการห่างเหินความใคร่ ตามปกติของธรรมชาติ
ภูเมฆละกิจอย่างว่า มาสักหนึ่งเดือน… สองเดือน… หรืออาจนานกว่านั้น? เขาไม่อาจจำ
เขาเลื่อนนิ้วไล่เลี่ยไปยังเนินอกราบเรียบนั่น ลูบไล้ไปที่ยอดและเขี่ยมันไปมา ทำให้รู้สึกวูบวาบ ภูเมฆส่งเสียงครวญครางผ่านไรฟันเบา ๆ จินตนาการถึงสิ่งเร้าในอุดมคติ ผ่านสื่อลามกสักเรื่องที่เขาเคยเห็น คิดถึงรสนิยมวิปลาสที่คนทั่วไปยากจะเข้าถึง และรู้สึกถึงความแข็งขืนใต้เนื้อผ้าที่กำลังก่อตัว เขางอเข่า เลื่อนมือสอดไปจัดการมันเบื้องล่าง มือเรียวกำขึ้นลง และกดมันที่หัวเล็กน้อย ภูเมฆสะดุ้ง เขาผ่อนลมหายใจใบหน้าซุกหมอน เปลี่ยนอิริยาบถไปนอนคว่ำ เขานำแกนกายออกมานอกกางเกง เพื่อไม่ให้เกะกะ และถูไถมันเข้ากับผ้าปูที่นอน ภูเมฆพยายามโฟกัสตัวเอง ปล่อยให้ทุกอย่างมันไหลไป ผ่านไป เขากำหมอนเอาไว้แน่น ผ่อนลมหายใจ
ภูเมฆอดไม่ได้ทุกครั้งที่เขาสัมผัสตัวเอง จะมีภาพของวิทย์วิ่งผ่านเข้ามาในสมอง แหงสิ เขาไม่เคยให้ใครแตะต้องร่างกาย วิทย์เป็นคนเดียวที่เห็นทุกซอกทุกมุมของภูเมฆ ตั้งแต่ตอนนั้น จนกระทั่งตอนนี้ แต่หนนี้การนึกถึงวิทย์ทำให้เขารู้สึกหดหู่ ภูเมฆอยากให้สมองเปลี่ยนภาพจำเป็นคนอื่น แต่มันยากที่จะให้เป็นอย่างนั้น
ภูเมฆคิดไม่ออก ว่าเขาจะมีความสัมพันธ์กับใครได้อีกนอกจากวิทย์ การเลิกกับวิทย์นั้นนานพอให้เขาไม่จมอยู่กับความฟูมฟาย แต่มันไม่เคยช่วยให้เขาเคลื่อนย้ายไปไหนได้ไกล ภูเมฆยังคงคิดไม่ตกว่าตัวตนของวิทย์นั้น เข้ามาแทรกแซงอยู่ในชีวิตของเขานานแค่ไหน
เขาเห็นวิทย์มาตั้งแต่ประถม และเริ่มต้นคบกันแบบคนรัก ตอนมัธยมปลาย
มันแทบจะทั้งชีวิต
ถ้าหากเขาตายตอนอายุสามสิบหรือปีหน้า หรือพรุ่งนี้ นั่นหมายความว่าเรื่องราวของวิทย์ มันกินชีวิตไปเกินครึ่งแล้ว
หลายครั้งภูเมฆก็ต้องฉุกคิดขึ้นมาว่า เราเลิกกันแล้ว ณ เวลานี้ พวกเขาไม่ได้คุยกันนานพอ ที่จะรู้สึกเหมือนอาศัยอยู่กันคนละโลก ราวกับหนังฮีโรสักเรื่องที่วิทย์ชอบดู วันหนึ่งตัวเอกเกิดอุบัติเหตุ เป็นเหตุที่ตัวเอกก่อขึ้นเองด้วยความไร้เดียงสา หลังจากกอบกู้โลกได้ ก็ต้องแลกเปลี่ยนกับความทรงจำของทุกคนที่ผูกพัน และทุกคนก็ลืมตัวเอกเสีย ราวกับไม่เคยมีอยู่ ไม่เคยมีอะไรลึกซึ้งต่อกัน ไม่เคยมีเรื่องราวร่วมกัน
เมื่อคิดถึงจุดนั้นในระหว่างทาง ภูเมฆจึงไปไม่ถึงจุดหมายเสียที
เขาใช้เวลาสไลด์อยู่ในท่านั้นสิบกว่านาที จนรู้สึกเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อหดเกร็ง ภูเมฆซบหน้าลงกับหมอน ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวจนรับรู้ได้ เขาส่งเสียงหงุดหงิดใจในลำคอ กับเรื่องราวรบกวนหัวใจ จนส่วนนั้นเองก็อ่อนแรง ไม่สามัคคีกับเขาเสียอย่างนั้น ทั้งที่หากเป็นเมื่อก่อน เขากระทำกับตนเองเช่นนี้ ก็คงไปถึงจุดปลดปล่อยได้ไม่ยาก ในไม่กี่นาทีแท้ ๆ ภูเมฆจัดการดึงกางเกงนอนให้เข้าที่ ก่อนถอนหายใจออกมาแรง ๆ
ภูเมฆเรียงลำดับกิจกรรมตัวเองในหัว ว่าเขาจะทำอะไรต่อหลังจากตื่นขึ้นมารอบที่สอง ยกตัวอย่างเช่น การซักเสื้อผ้าที่กองเท่าภูเขา และต่อด้วยการหาอะไรสักอย่างกิน อาจจะเป็นข้าวผัดกะเพราละแวกบ้านซึ่งคุ้นเคย ร้านที่เขาสั่งป้าคนขายว่า ต้องการไข่ดาวไม่สุก แต่ก็ได้ไข่ดาวสุกแล้วมาทุกที แต่ภูเมฆก็ทนกินมันไป ทั้งที่แม่มักบ่นว่า ก็แค่พูดให้แม่ค้าเปลี่ยน จะทำเป็นเกรงใจอะไรนักหนา
ตามจริงภูเมฆควรลุกขึ้นมาทำทุกสิ่งตอนนี้เลย แต่เขาขี้เกียจยิ่งกว่าสลอธ ที่จะบังคับให้ตัวเองเคลื่อนไหวไปอาบน้ำตอนนี้เสียอีก เขาอยากนอนให้เต็มที่ ให้สมกับที่อดหลับสะสมแต้มมาตั้งแต่มหาวิทยาลัย
แล้วภาพของเขาก็ตัดลง
ภูเมฆตื่นมาอีกครั้งเกือบบ่ายสาม เขาอาบน้ำแต่งตัว ด้วยเสื้อยืดกางเกงขาสามส่วน ที่ไม่พิถีพิถันมากนัก ระหว่างหอบตะกร้ารวมผ้าเน่าลงมาถึงชั้นล่าง เขาเจอเข้ากับพ่อที่กลับมาถึงบ้านพอดี พ่อเห็นเสื้อผ้ากองมหึมาในมือภูเมฆ จึงแซวว่าลูกชายจะสร้างภูเขาหรืออย่างไร ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกัน ภูเมฆรู้สึกอาย แต่พ่อขำเพราะอยากหยอกล้อมากกว่า ภูเมฆโยนเสื้อผ้าเข้าถังซัก และกดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำงาน แสงแดดเบาลงกว่าเมื่อตอนเที่ยง ภูเมฆนึกได้ ว่าตนเองไม่เคยซักผ้ายามกลางวันนานแล้ว เขาเป็นคนกลางคืน การซักผ้าตอนตีสอง มันเคยเป็นเวลาประจำสำหรับเขา
ระหว่างรอผ้าซักเสร็จ ภูเมฆทำตามลิสต์ในใจ ว่าเขาอยากจะไปกินข้าวผัดกะเพรา ซึ่งอยู่ใกล้บ้านเขา เพียงขี่จักรยานไปไม่ถึง 15 นาทีก็ถึงที่หมายแล้ว เขาสวมรองเท้าแตะมีหูหนีบ มันเป็นคู่เก่าตั้งแต่สมัยเขากลับบ้าน ช่วงปิดเทอมซัมเมอร์มหาวิทยาลัย เวลานั้นภูเมฆยังเป็นเพียงเด็กปีหนึ่ง มันมีเศษฝุ่นเกาะอยู่เต็มแผ่นรองเท้าจนรู้สึกระคายเท้า
ภูเมฆปั่นจักรยานไปตามถนนเล็ก ๆ พื้นที่แถบนี้ถูกพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เพราะอยู่ไม่ห่างจากชุมชนเก่าซึ่งอยู่ซอยถัดไป ครูประจำชั้นสมัยประถม บอกว่าชุมชนนี้เคยมีชาวญวนอพยพเข้ามายุครุ่นปู่ย่า และกลายเป็นศูนย์การค้าของจังหวัด ปัจจุบันมีร้านขายขนมและร้านกาแฟผุดขึ้นมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่พยายามตกแต่งให้คงภาพลักษณ์ความโบราณเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นบ้านไม้หลังคาสังกะสี รวมถึงรั้วเหล็กประตูบ้าน อันมีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ แต่คาเฟบางแห่งนั้นถูกตกแต่งให้โมเดิร์น ติดกระจก ดูสะอาดสะอ้าน ทั้งที่จริงสมัยก่อนภูเมฆเคยวิ่งเล่นอยู่กับวิทย์ และ ‘คะนิ้ง’ หญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของเขา ทั้งสามคนเคยไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ แต่ก่อนย่านนี้ไม่มีสิ่งไหนน่าตื่นเต้น หรือมีอะไรให้กินเที่ยวสักเท่าใดนัก นอกจากบ้านเรือนที่คนเฒ่าคนแก่อาศัยอยู่ และร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำทะเลที่เคยเงียบเหงา ปัจจุบันกลับกลายเป็นร้านที่ได้รับการรีวิวบนอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก จนมีลูกค้าไม่เคยขาด
เมื่อคิดถึงคะนิ้ง ประเดี๋ยวเสร็จธุระ ภูเมฆอยากจะโทรไปหาเธอสักหน่อย คะนิ้งเป็นเพื่อนคนเดียวในช่วงเวลานี้ ที่รับรู้ข่าวสารความเป็นไปเกี่ยวกับภูเมฆมากที่สุด ก่อนภูเมฆจะลากกระเป๋ากลับบ้านเกิดเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน บทสนทนาที่คุยกับคะนิ้งในข้อความล่าสุด หล่อนทิ้งท้ายว่าในไม่ช้าก็จะออกจากงานเช่นกัน ภูเมฆอยากรู้ว่าตอนนี้คะนิ้งยังคงทำงานอยู่เมืองหลวงต่อหรือไม่ และหวังว่าคงจะสุขสบายดี
ขณะชายหนุ่มตกอยู่ในห้วงความคิด ภูเมฆปั่นจักรยานมาจนถึงสามแยกพอดี ฉับพลันนั้นเอง จึงได้ปะทะหน้าเข้ากับมอเตอร์ไซค์สีดำคันหนึ่ง ซึ่งโผล่มาจากแยกด้านซ้าย ภูเมฆกดเบรกสุดแรง
“เฮ้ย!?” เสียงร้องดังจากผู้ชายคนหนึ่ง เจ้าของจักรยานยนต์สีดำคันนั้น เขากดเบรกมอเตอร์ไซค์ทันทีเช่นกัน ล้อจักรยานของภูเมฆกับล้อมอเตอร์ไซค์หยุดแตะกันตรงเป๊ะ แต่เล่นเอาทั้งคู่หัวใจจะวาย
ผู้ชายบนมอเตอร์ไซค์มีผมสีน้ำตาล กลุ่มผมสะท้อนแสงแดดจนมองเห็นชัดเจน เขาสบถคำหยาบคาย เพราะอารมณ์ตกใจ และดูหัวเสีย
“หัดมองทางบ้างสิคุณ” เขาพูดอย่างฉุนเฉียว จนภูเมฆรู้สึกกระวนกระวายเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา
“ขะ…ขอโทษครับ” ภูเมฆพยายามทำตัวไม่ตะกุกตะกัก อีกฝ่ายถอนหายใจ ส่งเสียง ‘ฮึ่ม’ ในลำคอเล็กน้อย แต่ท่าทางไม่อยากติดใจเอาความ จึงไม่ต่อว่าคู่กรณีเพิ่ม
ภูเมฆเงยหน้าขึ้นไปมอง อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่ม ดูอายุยังไม่พ้นเลขสองนำ อาจวัยใกล้เคียงกับภูเมฆ หน้าตาดีไม่เบา ใบหน้าเข้ารูปและดวงตากลมโต มันสะดุดตาจนภูเมฆต้องคิดแบบนั้น ผิวของเขาออกไปทางสีแทน ผมสีน้ำตาลสั้นของเขากระดกขึ้น เพราะลมที่ถูกตีเข้าหน้าระหว่างขี่มอเตอร์ไซค์ เขามิได้สวมหมวกกันน็อกตามกฎจราจร เป็นเรื่องทั่วไปของคนแถวนี้ ทั้งที่มันควรจะสวม ในนาทีถัดมา ภูเมฆแอบรู้สึกขัดเคืองขึ้นในใจ ว่าอีกฝ่ายเองก็ควรมองทางเหมือนกัน ไม่ใช่ขับรถอย่างเร็ว ในชุมชนคับแคบนี่ การจราจรอันไร้ระเบียบในชนบท ซอยเดียวมีรถวิ่งทั้งเข้าทั้งออกอยู่ถมไป
ทั้งหมดนั่นทำให้ภูเมฆหงุดหงิด
แต่กว่าภูเมฆจะเอ่ยปากตอบโต้กลับไป มันก็ช้าเกิน ชายหนุ่มผมสีน้ำตาล สตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์ของเขา และขับเลี้ยวไปอีกทางหนึ่งเสียแล้ว ทิ้งภูเมฆให้ติดอยู่กับอารมณ์ค้างคาเพียงลำพัง
มื้ออาหารแรกของวันนี้ ภูเมฆถึงร้านด้วยความรู้สึกเซ็ง เขาจอดจักรยานคันเก่ง แล้วเดินเข้าไปบริเวณร้านซึ่งเป็นพื้นที่เปิด มีเพียงหลังคาสังกะสีคอยกันฝน คนภายในร้านไม่เยอะนัก แต่มีมอเตอร์ไซค์ดิลิเวอรี โผล่มารับอาหารแทบตลอด ภูเมฆนึกในใจ ว่าคราวหลังเขาจะลองสั่งดิลิเวอรีดูบ้าง ในกรุงเทพฯ มีการใช้ดิลิเวอรี่เป็นเรื่องทั่วไป แต่ที่จังหวัดของเขาเพิ่งมีอาชีพนี้เข้ามาไม่นาน (หากไม่นับการโทรสั่งพิซซา) ถ้าเลือกได้ ภูเมฆไม่อยากเผชิญหน้ากับอันตรายบนท้องถนน อย่างเหตุการณ์เมื่อครู่อีก
“ป้าครับ เอากะเพราไข่ดาว ไม่สุก เผ็ดน้อย”
“นั่งเลยจ้ะ หนุ่ม” ป้าว่า ขณะง่วนอยู่กับกระทะไฟแรงตรงหน้า ภูเมฆจัดการตัวเองไปนั่งยังโต๊ะเก่า ๆ สักตัว ซึ่งถูกปูด้วยผ้ายางพลาสติกลายดอกไม้ มีเก้าอี้พลาสติกสีเขียวสดวางข้างกัน แล้วดันนึกขึ้นได้ เขากลัวป้าจะทำผิดอีก เหมือนเมื่อก่อนที่เคยประสบตอนยังอยู่แถวนี้
“ไข่ไม่สุก ที่หมายถึง ‘ยางมะตูม’ นะครับป้า” ภูเมฆหันหลังไปเน้นย้ำเมนู
“จ้า” ป้าตะโกนตอบกลับภูเมฆ ทั้งที่เขาก็นั่งอยู่ไม่ห่างนัก ภูเมฆจามออกมาทีหนึ่ง เพราะฉุนกลิ่นพริกซึ่งโชยเข้าจมูก ก่อนจะเดินไปหยิบแก้วสเตนเลสเพื่อตักน้ำ ร้านนี้มีป้าผัดกับข้าวอยู่คนเดียว ใครมาร้านต้องบริการตัวเองไป ไม่มีทางเลือก
ภูเมฆสงสัยเหมือนกันว่าร้านอาหารสไตล์บ้าน ๆ เขาจำเมนูที่ซับซ้อนทั้งหมดได้อย่างไร ข้าวผัดกะเพราดูผิวเผินเป็นเมนูง่าย ๆ แต่เดี๋ยวจานนั้นก็บอกเผ็ดมาก เผ็ดน้อย ไม่เผ็ด จานนี้ใส่หมูสับ จานนั้นใส่หมูกรอบ จานโน้นใส่ทะเล เมื่อก่อนเขาไม่เคยสงสัย จนกระทั่งไปอยู่เมืองใหญ่ บริเวณหอพักภูเมฆมักเจอแต่ร้านที่มีกระดาษระบุชื่อเมนู พิมพ์ไว้เสร็จสรรพ หรือพนักงานเดินมาจดให้ถึงโต๊ะ แต่ร้านอาหารในต่างจังหวัด แม้แต่ร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่งลูกค้าสั่งเส้นใหญ่ อีกคนสั่งเส้นหมี่ จะใส่ลูกชิ้น หรือใส่แค่หมู แค่พูดปากเปล่าเท่านั้น พ่อค้าแม่ขายก็จำได้หมดแล้ว มันคงเป็นพรสวรรค์
แต่คงไม่ใช่กับร้านกะเพรา ของป้าคนนี้
ข้าวผัดกะเพรามาถึงโต๊ะของภูเมฆ เขาดีใจที่เห็นไข่ดาวยางมะตูมอันแท้จริงสักที ไข่แดงแลเห็นเป็นสีส้มสด ซึ่งเจือน้ำใส ๆ อยู่ภายในก้อนกลม ๆ อย่างมีหวัง ขอบไข่ขาวทอดกรอบจนเป็นสีน้ำตาลนุ่มฟู วางบนกะเพราหมูสับสีจัดจ้าน… นั่นมันทำให้ภูเมฆกลืนน้ำลาย ด้วยความฝืดคอ
อุตส่าห์บอกว่าเผ็ดน้อย ดูสภาพสีพริกเสียก่อน แค่เห็นก็เผ็ดแล้ว…
แต่แล้วเสียงริงโทนของภูเมฆ ก็ดังขึ้น มันขัดจังหวะตัวเขาที่กำลังต่อสู้อยู่กับความเผ็ดของพริกนรก นิ้วเรียวกดรับโทรศัพท์ อีกฝ่ายเป็นคนที่ภูเมฆกำลังนึกถึงพอดี
“เมฆ…!” คะนิ้งร้องทัก และเธอได้ยินเสียงเพื่อนสนิทสั่งน้ำมูกแทรก
“แกเป็นหวัดเหรอ?” หล่อนถามซื่อตรง ส่วนภูเมฆถอนหายใจอย่างโล่งจมูก โยนทิชชูทิ้งลงถังขยะใบเล็กใต้โต๊ะ
“กินกะเพราแล้วเผ็ด” ชายหนุ่มตอบหน้าแดงก่ำ ตอนนี้เขาชักอยากจะร้องไห้จริง ๆ ซะแล้ว ช่วงนี้มีอะไรได้ดั่งใจบ้าง
“อ้าว ตอนเขามาเสิร์ฟก็ขอร้านเปลี่ยนจานสิ แปลกคน” คะนิ้งขำนิดหน่อย “แกก็เป็นซะอย่างนี้ตลอด”
“พูดง่ายเหรอ ป้าเขาอุตส่าห์ทำแล้ว ไม่อยากเปลี่ยนหรอก วุ่นวาย เสียดายด้วย” ภูเมฆว่า “กำลังนึกถึงพอดี แกโทรมายังกับรู้ใจ”
“ใช่ไหมล่ะ รู้ใจมากกว่าแฟนเก่าแกอีก”
“จริงที่สุด” ภูเมฆเห็นด้วยเต็มที่ เขาพยายามทำน้ำเสียงพึงพอใจติดตลก เหมือนกับว่าไม่เป็นไร แม้ภูเมฆกับวิทย์จะเลิกกันแล้ว คะนิ้งยังคงคุยกับเขาปกติเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน คะนิ้งสนิทกับภูเมฆก่อนวิทย์ เพราะเข้าเรียนพร้อมกัน คะแนนสอบก็ได้ไล่เลี่ยกัน เวลาเลื่อนชั้นตอนช่วงประถมปีที่ 4-6 คะนิ้งกับภูเมฆมักจะได้เลขที่ติดกันเสมอ พวกเขาเพิ่งจะมาเจอวิทย์ตอนประถมปีที่ 6 เวลาเล่นด้วยกันบางครั้งวิทย์จะเล่นรุนแรงอย่างเด็กผู้ชาย ชวนกระโดดบ้าง แกล้งชกบ้าง เล่นฟันดาบบ้าง วิทย์มักจะพูดจาตรงไปตรงมา แข็งกระด้าง หรือหยอกล้อด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่คะนิ้งมักจะไม่อยู่นิ่ง และตอบโต้กลับไปด้วยวาจาเสมอ ทั้งคู่ชอบทะเลาะกันด้วยเรื่องจุกจิก และมีภูเมฆห้ามทัพตลอด แต่ภูเมฆรู้ว่าลึก ๆ พวกเขาสนิทกันพอตัว พอภูเมฆเริ่มคบกับวิทย์สักประมาณมัธยมปลายปีที่ 6 แรกเริ่มมันดีมาก แต่ตอนหลังคะนิ้งจะกลายเป็นคนกลางสำหรับพวกเขามากกว่า
“ว่าแต่นิ้ง…แกได้คุยกับวิทย์บ้างไหม” ภูเมฆถาม พลางขยำเศษทิชชูทิ้งลงถังขยะใบเล็กใต้โต๊ะ “เรากลัวว่าเลิกกันแล้วพวกแกจะแตกกัน”
“ไม่ได้คุยนะ” คะนิ้งตอบ “ตั้งแต่พวกแกเลิกกัน ฉันก็ไม่ได้คุยกับไอ้วิทย์เลย… แต่ฉันเฉย ๆ นะ ทักมาก็ตอบ ปกติมันก็คุยแชตถามคำตอบคำอยู่แล้ว ต้องเจอหน้าถึงจะพูดเยอะหน่อย”
“แกรู้หรือเปล่าว่าถ้าไม่มีแกอยู่ ฉันก็คงไม่ได้คุยกับวิทย์หรอกนะเมฆ”
“เห็นตอนเด็กเดี๋ยวก็ตีกัน เดี๋ยวก็หายงอน ไอ้เรานึกว่านิ้งจะสนิทกันซะอีก”
“เหอะ” คะนิ้งส่งเสียง เธอแอบหัวเราะเล็กน้อย “ไม่จริงอะ”
“…แต่ฉันเข้าใจนะ การคบกันมันก็มีอะไรอีกเยอะแยะ ฉันก็ไม่อยากจะไปบ่นมาก ไม่รู้พวกแกอยู่กันยังไง” คะนิ้งว่า
“ฉันรู้ว่าแกตอนมีวิทย์อยู่ บางอย่างไอ้วิทย์ก็ดี ช่วยนำแกได้ ตอนนั้นแกดูมีความสุขนะ …แต่อย่างว่าแหละมันงี่เง่า เป็นเพื่อนก็โอเคอยู่หรอก แต่เป็นแฟนแล้วห่วย มันไม่ใช่คนเทกแคร์ใครเป็นขนาดนั้น บื้อ โง่ อีโก้ก็เยอะ”
“เพราะงั้นเลิกกันน่ะดีแล้ว แกจะได้ไม่เจ็บต่ออีก ส่วนเรื่องความเป็นเพื่อน ไปพักก่อน ค่อยว่ากันใหม่”
คะนิ้งพูดเป็นฉาก ๆ ถึงปากจะบอกว่าไม่สนิทกัน แต่หล่อนสาธยายราวกับรู้จักวิทย์เป็นอย่างดีทุกครั้ง เมื่อหล่อนรู้ว่าพวกเขาเลิกกัน คะนิ้งดูสลด ท่าทางของเธอรู้สึกเสียใจราวกับคนถูกบอกเลิกเองเสียอีก ในเวลาต่อมาเธอแทบจะยกหูไปด่าทอวิทย์สักยก แต่ภูเมฆเบรกไว้ทัน และขอให้คะนิ้งสัญญาไว้ว่า ถ้าหากเจอวิทย์ เธอก็จะยังคุยกับวิทย์ตามปกติ
“จะว่าไป…” คะนิ้งเข้าประเด็นที่โทรมา “ฉันใกล้จะถึงบ้านแล้วแก! ตอนนี้นั่งอยู่รถทัวร์” ประโยคต่อมาคะนิ้งดูกระดี๊กระด๊า
“คืนนี้กินอะไรกันดี”
ภูเมฆตกใจ “นึกว่านิ้งยังอยู่กรุงเทพฯ ซะอีก”
“ฉันคิดว่าจะกลับมาตั้งรกรากที่บ้านยาว ๆ แล้ว” คะนิ้งตอบ “ว่าจะเปิดร้านทำเล็บสักร้าน ใช้ชั้นล่างบ้านตัวเองทำนั่นแหละ ถ้าได้แต่งก็กินอยู่ที่นี่ไปเลย”
“แล้วแฟนโอเคงั้นเหรอ?” ภูเมฆถามต่อ เขาจำได้ว่าแฟนหนุ่มของคะนิ้งเป็นคนกรุงเทพฯ แต่กำเนิด ภูเมฆได้ยินเพียงเรื่องราวไม่เคยเห็นหน้าตาเลยสักครั้ง
“ไม่ว่ายังไง ก็ต้องโอเค!” คะนิ้งพูดฉะฉาน “พ่อแม่แฟน อยากให้เขามาอยู่กับฉันจะตาย ที่นี่ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า”
“อื้อ” ภูเมฆครางตอบ เขาไม่มีเหตุผลจะแย้งเพื่อนหญิงเพราะเป็นจริงดั่งว่า
“ว่าแต่…คืนนี้พวกเราจะไปร้านข้าวต้มในตลาดไหม ฉันคิดถึงร้านนั้นจังแฮะ” คะนิ้งวกกลับมาเรื่องของกิน
“แล้วแต่แก” ภูเมฆกล่าว “เรายังไงก็ได้ …ตอนนี้พวกเราก็ว่างเจอกันตลอดแล้วนี่”
“ฉันว่าจะพาพี่คนหนึ่งไปด้วย” คะนิ้งเอ่ยขึ้น “เมฆ แกจำพี่ ‘ตะวัน’ ได้ไหม ฉันเคยไปเที่ยวด้วยกันที่ร้านกลางคืน ที่มันมีดนตรีสด เคยลงรูปบนเฟซ”
“คนไหน?” ภูเมฆขมวดคิ้ว คะนิ้งมีเพื่อนมากมาย เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนบ้าง เขาแยกโรงเรียนกับคะนิ้งตั้งแต่ขึ้นมัธยมปลาย ส่วนมหาลัยภูเมฆเรียนเกี่ยวกับอาร์ต คะนิ้งเรียนบัญชี จะเจอกันได้ก็เพราะนัดพบกัน หรือตอนกลับบ้านเกิดเท่านั้น
“เดี๋ยวฉันส่งรูปไปให้ดู ตอนนี้พี่เขามาทำงานบัญชีอยู่ที่นี่ ร้านเฟอร์นิเชอร์ใกล้ห้างสรรพสินค้าเก่าน่ะ ฉันเลยชวนพี่ตะวัน เขาบอกว่าจะมาด้วย”
“ฉันคงไปถึงร้านข้าวต้มช้าหน่อย ถ้าแกเจอพี่ตะวัน ก็สั่งอาหารกันไปได้เลยนะ”
“โอเค” ภูเมฆตอบกลับเพื่อนหญิง “อย่าช้าล่ะ จะให้เรานั่งแกร่วอยู่กับพี่เขานาน ไม่เอาหรอกนะ”
หลังจบบทสนทนาคะนิ้งตัดสายไปแล้ว ข้อความแชตบนแอปพลิเคชันนั้นส่งเสียงแจ้งเตือนทันที มันเป็นรูปที่ภูเมฆเคยเห็นบนเฟซบุ๊ก คะนิ้งไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนหลายคน ผู้หญิงบ้างผู้ชายบ้าง ที่ร้านดนตรีสดแห่งหนึ่ง คะนิ้งระบุในแชตว่าเป็นคนซึ่งอยู่มุมขวาของภาพ คน ๆ คือ ‘พี่ตะวัน’
คนเดียวกับ… เจ้าของมอเตอร์ไซค์สีดำคันนั้น
To be continued.