ผู้คนมีเหตุผลในการเรียกปีศาจเสมอ ด้วยความรัก ความโลภ หรือกระทั่งความแค้น ชายผู้หนึ่งโดดเดี่ยวอยู่ในห้องของตนโศกเศร้าและโกรธเคืองต่อคนที่ทำให้เขาเจ็บป่วยตลอดสามปีที่ผ่านมา มาถึงจุดหนึ่ง เขาไม่สามารถอดทนกับความคิดที่ว่า ศัตรูนั้นใช้ชีวิตตามปกติขณะที่มันทิ้งบาดแผลในจิตใจ ช่างไม่ยุติธรรม และเขาก็พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อฆ่าศัตรูผู้นั้น ชายหนุ่มวาดสัญลักษณ์ประจำตัวปีศาจเอาไว้บนพื้นไม้ มีแค่แสงเทียนที่ให้ความสว่าง เปลวไฟเริงระบำที่ปลายเชือกเพื่อบูชาต่อสัตว์ร้ายในนรก ชายผู้นั้นเอื้อนเอ่ยคาถาอัญเชิญด้วยทุกห้วงเสียงแห่งความคับแค้น ทันใดนั้น เทียนได้ดับลงโดยไร้ซึ่งสายลมมาสัมผัส ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในห้วงสงัดอันน่าสะพรึงกลัว สัญลักษณ์เรืองแสงขึ้นพร้อมกับควันและความร้อนจนชายหนุ่มต้องยกมือออก
มัน ปรากฏตัวในคืนพิโรธ ห่าฝนกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับโลกมนุษย์กำลังตื่นตระหนกต่อการมาของปีศาจผู้ร่วงหล่นสู่นรกและดื่มความชั่วช้าสามานย์เป็นไวน์ปรากฏตัวขึ้น ควันทมิฬม้วนตัวเป็นเกลียวสูงจรดกำแพงท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่จากพายุ สายฟ้าที่ผ่าลงมาทำให้ห้องสว่างวาบเป็นระยะ ค่อย ๆ เปิดเผยตัวตนของปีศาจซึ่งถูกเรียกมา เล็บของมันยาวแหลมดั่งเข็ม ชี้ตรงมาที่ผู้อัญเชิญราวกับหมายจะเกี่ยวเอาวิญญาณสู่ขุมนรก ด้วยความสูงเกือบสามเมตรทำให้ศีรษะกับหลังของมันงอลงด้วยเพดานที่สูงไม่พอ ดวงตาวาวโรจน์และลุกไหม้ราวกับสามารถแผดเผากายเนื้อให้ลุกติดไฟได้เพียงแค่จ้องมอง
“นายของข้า ไยร่างของท่านจึงสั่นคลอนเช่นนั้น”
เบริธโน้มใบหน้าเข้ามา แสงจากหน้าต่างฉายบนใบหน้าเสี้ยวหนึ่งปรากฏให้เห็นใบหน้าคมคายร้ายกาจ เบริธชอบข่มขวัญผู้คนให้หวาดกลัว ทดสอบว่าพวกมันเหมาะสมที่เขาจะรับคำสั่งหรือไม่ เห็นได้ชัดว่านายคนใหม่นี้ไร้ซึ่งคุณสมบัติ อ่อนแอเสียจนน่าขัน ไม่มีทางที่ชายผู้นี้จะเป็นนักเวทกล้าแกร่ง ทว่าเป็นเพียงปุถุชนผู้ขลาดเขลา ควบคุมได้ง่าย เขาจึงคิดเอาว่าจะหลอกให้กลัวมากกว่านี้อีกสักหน่อย เบริธก้าวเข้าหา ร่างของเขาหดลงจนมีสัดส่วนแบบมนุษย์ ทุกการเคลื่อนไหวนั้นดูคุกคามไม่น่าไว้วางใจ เรือนผมสีแดงปรกลงข้างสองแก้มขณะที่เขาคร่อมอยู่เหนือผู้อัญเชิญ ชายผู้นั้นถอยจนชนเข้ากับเก้าอี้ด้านหลัง แล้วดึงผ้าห่มที่พาดอยู่มาคลุมหัวเอาไว้โดยซ่อนใบหน้าครึ่งหนึ่งเอาไว้อย่างไร้หนทางจะต่อกร
“ก่อนที่เราจะไปถึงเป้าหมายนั้น เจ้าอยากลิ้มรสไวน์หวานล้ำ สัมผัสกับทรัพย์มากล้นเหนือจินตนาการ” มุมปากเบริธชี้ขึ้นเป็นรอยยิ้ม “หรือจะเป็นการเสพสังวาสอันสุขล้นอันไร้สิ้นสุดดีล่ะ?”
ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึกดั่งบทเพลง มนตร์สะกดภายในสุ้มเสียงปีศาจนั้นยากเกินจะต้านทาน คุณถูกดึงลงสู่วังวนของความลุ่มหลงชั่วขณะ ลืมสิ้นทั้งเรื่องอดีต ปัจจุบัน อนาคต ชายหนุ่มเผลอเคลิ้มฝันไปกับสิ่งที่ได้ยิน ลิ้นลิ้มรสถึงไวน์ชั้นเยี่ยมที่ดองจากองุ่นลูกฉ่ำงอมพลางฝันถึงเม็ดเงินซึ่งโปรยปรายลงมาจากฟ้า แต่เมื่อมาถึงเรื่องเสพสังวาส สติเขาก็กลับมา
“อ๊ะ!” อีกฝ่ายร้องเมื่อโดนกดลงกับพื้นอย่างง่ายดาย ไม่แม้แต่จะดิ้นหนีหรือกรีดร้อง ความกลัวแช่แข็งร่างกายชายหนุ่ม ดึงรั้งเส้นเอ็นทุกส่วนจนเป็นอัมพาตขยับไปไหนไม่ได้ เบริธโน้มใบหน้าเข้าใกล้ จับจ้องในดวงตาคู่นั้นอย่างแข็งกร้าว กระซิบถ้อยคำเหนือริมฝีปากผู้อัญเชิญ
“เจ้ายังไม่มีประสบการณ์สินะ”
พวงแก้มของผู้อัญเชิญแดงก่ำทว่าไม่มีคำตอบใดหลุดออกมา เบริธอยากจะกระตุ้นให้สมองของผู้อัญเชิญเริ่มทำงาน เขาสอดมือเข้าไปใต้อาภรณ์ รูดชายเสื้อขึ้นจนเห็นหน้าท้องแบนราบและเค้าของซี่โครงที่อยู่เหนือขึ้นไป เล็บคมจรดบนเส้นตรงซึ่งเป็นแกนซี่โครงพลางลากลงมาอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง รีดลมหายใจผู้อัญเชิญออกจากปอด เมื่อเล็บกรีดลงมาจนถึงตำแหน่งของสะดือ เบริธก็กดเล็บจิกลง ทำทีว่าเขาประสงค์ที่จะกลืนกินผู้อัญเชิญเสียตอนนี้ด้วยการผ่าหน้าท้องออกมาเพื่อชื่นชมอวัยวะอันเย้ายวน เบริธแลบลิ้นยาวดั่งอสรพิษออกมา โลมเลียบนใบหน้าร่างข้างใต้เพื่อลิ้มรสและดมกลิ่นชินนาม่อนอ่อน ๆ อย่างเชื่องช้า ช่างน่าประทับใจเลยทีเดียว การอาบน้ำประทินผิวเคยเป็นเรื่องของชนชั้นสูงซึ่งประโคมเครื่องหอมกับกลีบดอกไม้ในอ่าง พวกสามัญชนเคยมีกลิ่นของขี้เลนติดตัวเสมอ แต่ไม่ใช่กับชายผู้นี้แน่ เบริธประทับจูบบนลำคอก่อนจะเลียสำทับเพื่อทุเลาความเจ็บพลางซุกไซ้ซอกคอเนียนลื่น เขาได้ยินเสียงร้องท้วงจากใต้ร่าง มันดังพอกับเสียงหายใจหนัก ๆ ที่เริ่มจะเงียบลง เงียบลง…
พฤติกรรมของเบริธนั้นเกินขีดจำกัดความกลัวจนส่งผลให้ผู้อัญเชิญหอบผ้าห่มหนีเข้าไปอยู่ในห้องนอน เขาไม่ทันได้มองหน้าชัด ๆ แต่เห็นว่าผู้อัญเชิญย้อมผมเป็นสีเขียวอ่อนและผูกมันเป็นเปียสั้น ๆ เหมือนกับ… ถั่วลันเตา
เบริธกลั้นหัวเราะ ข้าต้องรับคำสั่งจากเจ้าถั่วลันเตานี่เหรอ
“ออกไปนะ” ผู้อัญเชิญกล่าว เป็นการไล่ที่ไร้พลังที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา
“เจ้ารู้อยู่แก่ใจ ความโกรธแค้นที่เจ้าส่งมาปลุกให้ข้ามาสู่ที่แห่งนี้ เจ้าถั่วลันเตา”
“ฉันชื่อเกล”
เกล ร้องท้วงอยู่หลังประตู เบริธคิดว่าหมอนั่นกำลังทึ้งหัวตัวเองแล้วพร่ำบอกตัวเองว่าไม่จริง นี่เป็นแค่ฝัน ทั้งที่สัญลักษณ์เบริธยังส่งกลิ่นไหม้กรุ่น ๆ ใต้พรม
“ฉัน… ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”
“โอ้ ไม่ได้หรอก เจ้าผูกมัดข้าแล้ว”
“ฉันไม่ได้… ฉันไม่อยากให้…”
พวกมนุษย์เป็นแบบนี้ไปเสียหมด ปฏิเสธต่อความคิดส่วนลึกของตนเสมอ ข้าไม่ได้ต้องการแบบนั้น!, ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้!, ข้าไม่ได้อยากให้คนเหล่านั้นตาย!, ข้าไม่อยากจะรู้แล้ว, ทำไมข้าต้องรับรู้ด้วย, ข้าผิดไปแล้วได้โปรดยกเลิกทุกสิ่งเถิด, ข้าไม่อยากทำร้ายใครอีกแล้ว! – ทั้งที่ตนเป็นผู้เริ่มทุกสิ่งแท้ ๆ เบริธเป็นแค่เครื่องที่เปิดเผยความสามานย์ในสำนึกให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็เท่านั้น แม่ม่ายนางหนึ่งถามถึงสามีซึ่งไปรับใช้ชาติและหายไปในสงคราม หลังจากรับรู้ว่าสามีเสียชีวิต หล่อนก็ผูกคอแล้วเบริธก็รับวิญญาณหล่อนไป เศรษฐีผู้ละโมบร้องขอทองมากพอจะถมทั้งทะเลทราย ใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด เขาโดนลอบฆ่าจากลูกชาย แล้วลูกชายก็ถูกฆ่าโดยญาติ กระทั่งตระกูลนั้นก็ฆ่ากันเองจนสิ้นนามสกุล เบริธรับวิญญาณเหล่านั้นไปทั้งหมด เขาเคยได้ข้อเสนอเรื่องความรัก ส่วนใหญ่ต้องการให้อีกฝ่ายตกอยู่ในมนตร์สะกดและหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ ชายผู้นั้นใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาที่ไม่ต่างจากหุ่นกระบอก หล่อนสับสนกับความรู้สึกที่ขัดแย้งกันดั่งหนามทิ่มแทง ไม่นานนักหล่อนก็ทนไม่ไหวและจบชีวิตตัวเอง
มันก็แค่งานอีกงานหนึ่ง
“แม้จะลังเลก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ วิญญาณเจ้าเป็นของข้า”
เบริธไม่มีทางเลือกให้แก่เกล ทุกอย่างจะเป็นไปตามคำขอแรกอยู่ที่ว่าเขาอยากจะบดขยี้วิญญาณดวงนี้ให้แหลกสลายถึงขั้นไหน ผลไม้หวานฉ่ำจำเป็นต้องสุกงอมก่อนจะเด็ดจากนั้น ช้าไปเนื้อจะเละ เร็วไปเนื้อจะฝาด เบริธอดทนรอไม่ไหวว่าเกลจะมีรสชาติเช่นไรเมื่อตกสู่นรก
“จริงสิ… เบริ-”
เบริธดึงประตูให้เปิดออกกะทันหันจนเกลหงายหลัง ผ้าห่มนั่นหล่นลงกับพื้นขณะที่ร่างนั้นถูกประคองหิ้วปีกเอาไว้ เจ้านี่หัวใสกว่าที่ข้าคิด พยายามเอ่ยนามเพื่อให้ข้ากลับนรกแต่สำนึกได้เชื่องช้าเหลือเกิน เบริธยกมือปิดปากเกลเอาไว้ เพิ่มแรงทีละนิดไปที่นิ้วซึ่งกดลงบนผิวเป็นการเตือนให้เงียบเสียง
“เรามาตกลงกันนะเจ้าตัวน้อย ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดีระหว่างที่เจ้าตัดสินใจ และข้าหวังว่ามิตรไมตรีที่ข้าหยิบยื่นให้จะมากพอให้เจ้าไว้ใจข้า” เขากระซิบประโยคหลังซึ่งอาบยาพิษ “หวังว่าเจ้าจะไม่หักหลังข้านะ เจ้ารู้ดีกว่าใครว่ามันเจ็บปวดขนาดไหน”
เบริธพึ่งจะก้มลงมองใบหน้านั้นชัด ๆ และในวินาทีที่สบตากัน หัวใจของเขากระตุกอย่างรุนแรงจนรูม่านตาเบิกกว้าง ชื่อของใครบางคนแจ่มชัดในความคิด
มาร์?
เขารีบปล่อยมือแล้วกลายมาเป็นคนพูดตะกุกตะกัก “ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้ากลัว-”
เกลสลบ
เบริธใช้เวลาในคืนนั้นจ้องหน้าเจ้าถั่วลันเตา พินิจพิจารณาใบหน้าซึ่งไม่ว่าจะมองส่วนใดก็คุ้นเคยไปเสียหมด เขาหวังว่านี่จะไม่ใช่แผนเลวทรามของเจ้าชายแห่งนรกที่เกลียดเขาพอ ๆ กับแมลงสาบหรอกนะ หมอนั่นชอบหาเรื่องเบริธอยู่เรื่อย แค่ยืนหายใจใกล้ ๆ ก็ผิดแล้ว ซึ่งโชคร้ายอย่างหนึ่งของเบริธคือ เกลียดยังไงได้อย่างนั้น เขาเลยคอยตามกวนตีนจนโดนกระทืบกลับมาบ่อย ถามว่านั่นช่วยให้เบริธหยุดนิสัยเสียไหม?
ไม่อะ
หลังจากที่เกลตื่นขึ้นมาและพบว่าต้องใช้ชีวิตอยู่กับปีศาจ เขาเปลี่ยนความหวาดกลัวเป็นความเงียบ ปากนั่นปิดสนิทฉาบทับด้วยปูนอีกที แต่สถานการณ์น่าอึดอัดไล่เบริธไม่ได้เขาจึงจะเป็นต้องซื้อใจเกลด้วยทางอื่นแทน นั่นเริ่มจากการปัดกวาดเช็ดถูห้องรูหนูให้สะอาด เกลปิดม่านทุกบานด้วยกลัวว่าจะถูกสอดส่องมาจากที่ไหนสักแห่ง ม่านเหล่านั้นเลยกลายเป็นที่สะสมฝุ่น อี๊ เบริธไม่เคยยอมให้มีฝุ่นแม้แต่ริ้วเดียวในปราสาท เขาจะสั่งพวกข้ารับใช้ให้ดูแลความสะอาดเป็นอันดับหนึ่ง และด้วยเหตุนั้น เบริธถามเกลแค่ เครื่องมือทำความสะอาดอยู่ไหน เกลชี้นิ้วบอกทาง หลังจากนั้นเป็นเขาเองที่ตามล้างตามเช็ดทุกอย่างให้ ไม่มีทางที่เขาจะยอมติดอยู่ที่นี่แล้วดมฝุ่นผงไปตลอดหลายเดือนหลายปี ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด! ปอดของข้านั้นทรงคุณค่าเกินกว่าจะมาเสียหายเพราะเรื่องเล็กน้อยนี่ เกลค่อนข้างอึ้งที่เห็นพื้นเงาวับครั้งแรก เกือบจะเอ่ยคำว่าขอบคุณออกมา ต่อมา เบริธขัดห้องน้ำ เอาคราบเชื้อราออกจากซอกยาแนวทุกตารางนิ้ว เปลี่ยนยาสีฟันให้ใหม่โดยไม่ลืมที่จะบีบยาสีฟันทิ้งเอาไว้ให้ในทุก ๆ เช้า ตบท้ายด้วยการตั้งก้อนเจลปรับอากาศที่นอนนิ่งร่วมปีในตู้เก็บของ เกลมีอุปกรณ์ทำความสะอาดดี ๆ เต็มไปหมดแต่ไม่เคยหยิบออกมา เวลาคุณโศกเศร้าคุณก็ไม่มีแรงจะทำอะไรทั้งนั้น และเกลไม่อยากจ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดห้องเพราะความรู้สึกไม่ปลอดภัย เจ้าปีศาจนี่ก็ไม่ปลอดภัย แต่ป่วยการจะไล่กลับ เบริธสังหรณ์ใจว่าตัวเองพูดแรงเกินไปตอนที่ขู่ไม่ให้เกลพูดชื่อตัวเอง เขาจะขอโทษหลังจากที่เกลไว้ใจแล้ว
เบริธทำแบบนั้นไปทุกวัน ทำความสะอาด หาอาหารง่าย ๆ มาวางไว้บนโต๊ะอาหารแล้วหลีกตัวไปหลบอยู่ในมุมของตัวเอง นั่นคือมุมห้องใกล้ ๆ กับสัญลักษณ์ตัวเอง รอยไหม้ฝังลึกซึ่งโดนปิดทับเอาไว้ด้วยพรม เอาไว้หลอกหลอนผู้เช่ารายใหม่ในกรณีที่เกลย้ายไปอยู่ที่อื่น ถ้าอยากเอาออกก็มีวิธีเดียวนั่นคือลอกไม้ออกไปหมดแล้วปูพื้นเสียใหม่ หรือไม่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะ กลบ ๆ ทับ ๆ ไปก็สิ้นเรื่องแล้ว เบริธหลับบนสัญลักษณ์ของตัวเอง พื้นพรมไร้ซึ่งความสบายแถมยังทำให้หลังเจ็บ ส่วนโซฟาเล็กไปสำหรับเขา ในคืนที่เบริธนอนไม่ระวังเขาจะเผลอเหยียดขาแล้วถีบเอาของบนชั้นวางหนังสือหล่นใส่หัว ความหดหู่เข้ากัดกินหัวใจเบริธซึ่งได้แต่ตั้งคำถามว่าทำไมตัวเองต้องลำบากขนาดนี้ หาเรื่องใส่ตัวเพราะศักดิ์ศรีค้ำคอแท้ ๆ
กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ความพยายามก็สัมฤทธิ์ผล เบริธลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นว่าเกลกำลังวางคุกกี้กับนมเอาไว้ตรงหน้า
“…สะ สวัสดี?”
เบริธซาบซึ้งแทบน้ำตาไหล “ในที่สุด… เจ้าก็พูดกับข้า” เขาปาดน้ำตาแบบดราม่าติกแล้วหยิบคุกกี้ขึ้นมาเคี้ยว แสร้งทำเป็นว่านี่เป็นมื้อที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วแอบหรี่ตามองสีหน้า ตามคาด เกลรู้สึกสงสารขึ้นมาแล้ว
“คือ… เรื่องชื่อที่เราคุยกัน”
เบริธกลืนคุกกี้ลงคอ พูดทั้งที่อาหารยังไม่หมดปาก “ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าขอโทษ แต่เจ้าเข้าใจข้าใช่ไหม? ข้าแค่อยากจะช่วย…”
“เรียกว่า บู แล้วกัน”
เบริธถลึงตา “อะ ไร นะ?”
เกลหงอยลงแล้วพยายามพูดแก้ตัวแบบข้าง ๆ คู ๆ
“ก็เรียกชื่อจริงไม่ได้อะ…”
เบริธแยกเขี้ยวออกมาพร้อมเสียงขู่ฮึ่ม จะเอาแบบนี้ใช่ไหม จะลองดีกับข้าเหรอเจ้าถั่วลันเตาตัวกระจ้อย ถ้าจะมีอะไรที่เสื่อมเกียรติ์ที่สุดคงเป็นการถูกตั้งชื่อบ้า ๆ บอ ๆ เขาเป็นดยุกนะ ดยุกปีศาจที่ครองเมือง! ปีศาจลำดับที่ยี่สิบแปดผู้เป็นอัศวินกำลังโดนเจ้ามนุษย์หัวเขียวกวนโมโห เสียแรงที่ครั้งแรกเห็นเจ้าเป็นคนรัก ถึงหน้าจะเหมือนกันแต่นิสัยต่างกันลิบลับ
“ข้าไม่ยอมรับชื่อนี้!! ตั้งชื่อใหม่สิ!”
เกลใช้เวลาคิด กวาดสายตามองเบริธตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วสรุปชื่อใหม่ออกมาอย่างรวดเร็ว
“เรด”
โอ๊ย จะบ้าตาย นี่เจ้ามีสมองเป็นกล้ามเนื้อหรือยังไง นี่เป็นชื่อที่โคตรไม่สร้างสรรค์ เบริธตั้งคำถามว่าทำไมพระเจ้าจึงรักมนุษย์พวกนี้นัก พวกมันขัดคำสั่งด้วยการกินแอปเปิลไม่พอ ยังผลิตลูกหลานอันไร้ซึ่งคุณภาพทางความรู้ออกมาอีก เขาไม่แปลกใจที่มนุษย์เรียกหาปีศาจตอนสิ้นหวัง พวกมันโดนบททดสอบของชีวิตแล้วก็อยากได้ทางลัดไปที่เส้นชัยแบบไม่สนวิธีการ เราเลยมีวิญญาณอยู่ในนรกเยอะยิ่งกว่าที่สวรรค์มีเสียอีก เบริธเริ่มไม่แน่ใจว่าเกลต้องการอะไร หรือหมอนี่แค่อยากจะเรียกปีศาจมาเพื่อยียวนประสาทเล่น ๆ คนเรามันจะเหงาอะไรขนาดนั้น ไม่มีเพื่อนคบเหรอถึงลากข้ามาอยู่เป็นเพื่อน
เบริธเริ่มโวยวาย
“ไม่เอา!”
“เอ่อ… พองโก้”
“พองโก้คืออะไร”
“ชื่อหมาพันธุ์ดัลเมเชียนที่อยู่ในการ์ตูนไง”
“เจ้า… จะเอาชื่อหมามาตั้งให้ข้ารึ?”
เกลยิ้มแห้ง อารมณ์ประมาณว่านั่นสินะ ลืมคิดไปได้ไงเรา เบริธนึกอยากจะโยนหมอนี่ออกทางหน้าต่างให้หัวพุ่งหลาวลงไปจูบดินเสียให้จบ จะได้ไม่ต้องมานั่งต่อล้อต่อเถียงเป็นบ้าเป็นบอแบบนี้ แต่ถ้าทำแบบนั้นมันง่ายเกินไป ปล่อยให้พวกมันสิ้นหวังแล้วฆ่ากันเองหรือไม่ก็ฆ่าตัวตาย หากเขาปลิดชีพเกลง่าย ๆ จะทำให้ประวัติที่ผ่านมาด่างพร้อย นั่นแปลว่าเบริธสิ้นหวัง ไร้สติ หมดหนทางในการล่อลวงและอาจจะโดนลดขั้น หรือแย่กว่านั้นคือโดนดูถูกจากปีศาจตนอื่น แค่นี้เขาก็โดนเหม็นขี้หน้าทั้งนรกแล้ว
“ก็…เรียกบูเหมือนเดิมแล้วกัน”
เบริธหลับตาอย่างอดกลั้น ชูนิ้วชี้ขึ้นมาประมาณว่า รอสักครู่ แล้วดื่มน้ำอึก ๆ จนหมดแล้ว จากนั้นก็จิ้มนิ้วกลางหน้าผากเกล
“ได้ งั้นข้าจะเรียกเจ้าว่าถั่วลันเตา”
“ทำไมล่ะ”
“ผมเจ้าสีเขียว และเจ้าชอบขดตัวในผ้าห่มเหมือนฝักถั่วลันเตายังไงล่ะ”
เกลอ้าปากทำท่าจะเถียงแต่ก็ยอมแพ้ไปเพราะไม่รู้จะพูดอะไร เขาจับเปียผมพลางตัดพ้อว่า ไม่เห็นจะเหมือนสักนิด เบริธแอบรู้สึกผิดขึ้นมาพอเห็นหน้าหงอย ๆ นั่น …ไม่! มันก็แค่สีผม อย่าใจอ่อนเด็ดขาด! เกลก็แค่ทำตัวดราม่าเกินกว่าเหตุ แกไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด! แกไม่-
“ข้าไม่ได้ว่าสักหน่อย สีนี้ก็เข้ากับเจ้าดี”
ใช่ เขาใจอ่อน เชิญหัวเราะเยาะจนกว่าจะพอใจได้เลย
“จริงเหรอ ขอบคุณนะ”
เกลยิ้มออกมาน้อย ๆ ในแบบที่เบริธไม่ค่อยได้เห็น ด้วยดวงตาเศร้าสร้อยเหมือนลูกหมาโดนเตะและใบหน้าที่เหมือนกับคนที่เขาเคยรัก ทั้งหมดนั่นมากพอแล้วที่เขาจะยอมสักหน่อยจนกว่าจะถึงทีตัวเองบ้าง
เบริธพึ่งจะคิดออกตอนนี้ การได้วิญญาณของเกลคงไม่ต่างจากการได้คนรักเก่ากลับคืน หากเป็นเช่นนั้น ครั้งนี้ค่าตอบแทนคงสมน้ำสมเนื้อไม่น้อย
To be continued.