ปักใจกลางจันทร์

ตอนที่ 1

ปักษธรมีเวลาได้เตรียมใจเพียงสี่วันเท่านั้นก่อนที่พรจันทร์ผู้เป็นแม่จะจากไป มีเวลาได้ปล่อยให้น้ำตาไหลขณะรอรับร่างเธอที่หน้าห้องดับจิต และต้องสลัดความเศร้าเสียใจทิ้งไปในตอนที่พาร่างเธอเคลื่อนย้ายไปยังวัดที่ติดต่อไว้แล้วเพื่อทำพิธีทางศาสนา

เขาลืมไปเสียสนิทว่าตนเองจะหลับอย่างเต็มอิ่มได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้แม่นอนหลับใหลตลอดกาลอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมที่ในอีกสองวันข้างหน้าจะต้องจากลากันจริง ๆ แล้ว ขณะเดียวกันเขากลับรู้สึกว่าตนเองตื่นตัวในภาระหน้าที่อันหนักหนาได้ดีเกินไป ตอนนี้ถึงต้องเฝ้าฟังเสียงของแขกเหรื่อในงานบางส่วนที่จับกลุ่มกระซิบกระซาบกันถึงผู้ล่วงลับได้อย่างหน้าตาเฉย

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการนินทาซึ่งหน้านั้น…นั่งเดียวดายอยู่ท้ายแถวด้วยสีหน้าที่ใครดูก็รู้ว่าเสียใจกับการจากไปของแม่เขามากแค่ไหน

“ไม่เห็นเคยได้ยินว่าคุณจันทร์เขามีแฟนเด็กนะคะ แต่ก็คงใช่แหละค่ะ ดูสิ ลูกชายเธอไม่ไปต้อนรับเลยนะ ถึงได้นั่งหน้าสลดอยู่มุมนู้นน่ะค่ะ”

พูดเป็นตุเป็นตะ…ปักษธรทอดลมหายใจยาว ไม่รู้ว่าคนพูดตั้งใจให้เขาได้ยินหรือไม่ แต่เสียงที่ดังขึ้นฝ่าบทสวดจนมากระทบถึงหูเขาได้ ก็คงดังมากพอจะให้คนรอบข้างได้ยินด้วยแน่

“ถ้าไม่ติดว่าพระสวดอยู่ น้าจะลุกขึ้นไปไล่ด่าให้หน้าม้านเลย คนอะไร นินทาเจ้าภาพได้หน้าไม่อายจริง ๆ”

วรัทยา เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของแม่บ่นด้วยเสียงที่คงดังไปถึงฝ่ายนั้นด้วยเหมือนกัน เจ้าตัวถึงชะงักไป ปักษธรได้แต่ส่ายหน้าเนือยไม่คิดสนใจ กว่าจะรู้ตัวว่าคนพูดหายไปจากงานก็ตอนที่พระสวดเสร็จแล้วนั่นละ

ชายหนุ่มหยัดยืนที่ทางเข้าศาลา ส่งแขกทุกคนที่ทยอยเดินทางกลับ ปล่อยให้วรัทยาเดินไปพูดคุยกับมัคนายกเกี่ยวกับพิธีการในวันฌาปนกิจ จนทั้งศาลาเงียบเสียงลงแล้ว ปักษธรถึงถอนหายใจยาว ปลดกระดุมเม็ดบนให้คลายความอึดอัดพลางเดินไปยังหน้าโลงศพซึ่งถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ไม่มีพวงหรีดหรือกระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นความตั้งใจของเขาที่อยากสานความต้องการของแม่อย่างที่เคยพูดคุยกัน

‘สมัยนี้แล้วนะธร แม่ว่าพวงหรีดได้มาก็ใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ เปลืองทรัพยากรจะตาย ถ้าเป็นงานของแม่ ธรเลือกต้นไม้มาวางแทนแล้วกัน บอกแขกด้วยก็ดี รอบตัวแม่จะได้มีแต่ความชุ่มฉ่ำ เข้าใจไหมไอ้ตัวดื้อ’

‘…อายุเพิ่งจะเท่านี้ มาคุยอะไรเรื่องงานศพล่ะครับแม่’

‘เราไม่รู้หรอกว่าจะใช้ชีวิตได้อีกกี่ปี บอกกันตั้งแต่ตอนนี้ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่ ทำไมล่ะ กลัวเหงาล่ะสิเราน่ะ’

ปักษธรยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าบทสนทนานี้ของเราสองแม่ลูกจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้ ชายหนุ่มทอดมองสบตาแม่ผ่านรูปถ่ายฝีมือเขา แม่ยังดูสวยสะพรั่งทั้ง ๆ ที่อายุห้าสิบสอง ในรูปเธอแต่งหน้าสะสวย ชุดกระโปรงสีครีมปักลายสไตล์โบฮีเมียนเป็นชุดโปรด พื้นหลังคือสวนดอกไม้เล็ก ๆ ด้านหลังบ้านนี่เอง

และก็ใช่ แม่เลือกรูปนี้เอาไว้เพื่อใช้เป็นรูปตั้งหน้างานศพของเธอ

ทุกอย่างถูกเตรียมการไว้หมดแล้ว เพียงแต่เป็นการตระเตรียมที่ไม่ได้เตรียมใจว่าจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ ไม่มีเวลาให้เผื่อใจที่จะต้องยอมรับการสูญเสีย…แต่ปักษธรก็ยังทำได้ เพียงแค่ในตอนนี้

“ธร” วรัทยาแตะแขนเขาเบา ๆ เมื่อละสายตาจากแม่มามอง เธอถึงเอ่ยบอก “มีแขกอยากคุยด้วยน่ะ”

ปักษธรนิ่งไปเล็กน้อย เขาคิดว่าส่งแขกกลับบ้านหมดแล้ว แต่เมื่อนึกได้ว่ายังมีอีกคนที่ไม่ได้เอ่ยคำขอบคุณและบอกลา อีกฝ่ายก็กำลังก้าวเท้ามาทางเขาพอดี

ชายหนุ่มร่างสูงดูแข็งแรงภายใต้ชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็กดำทั้งตัว ใบหน้าค่อนไปทางคมคายอย่างไทย หางคิ้วขวามีรอยบาก ผิวแม้ไม่เข้มหากก็ไม่ได้ขาวจัด นัยน์ตาคู่เรียวที่เมื่อปักษธรสบด้วยแวบแรกยังเกิดอาการไหววูบในอก เพราะมันยังคงเต็มไปด้วยความเสียใจไม่ลดทอน ริมฝีปากรูปหยักบางยกยิ้มให้เขา เป็นยิ้มที่ไม่แน่ใจนักว่าอยากปลอบประโลมหรือเศร้าหมองไปด้วยกันแน่

เขาไม่เคยเห็นอีกฝ่ายมาก่อนในชีวิตของแม่ ไม่เคยได้รู้จักหรือพูดคุย ดังนั้นตอนที่อีกฝ่ายเดินเข้ามาในศาลา ไม่ว่าจะเพราะใบหน้าที่คงเรียกได้ว่าดูดีอยู่มาก หรือจะเพราะสีหน้าที่ชัดเจนว่าเสียใจ นางสาวพรจันทร์ซึ่งอยู่เป็นโสดมาตลอดชีวิตของลูกชายถึงได้ถูกจับโยงกับคนคนนี้ได้อย่างที่คนคิดคงไม่ได้ใช้เวลามากนัก ถึงได้พ่นคำพูดหน้าไม่อายออกมาได้โดยไม่รักษาใจเจ้าภาพงานอย่างเขา

“ผมเสียใจด้วยนะครับ”

นั่นเป็นคำแรกที่เขาได้ยินจากเสียงทุ้มติดปลายห้าวของอีกฝ่าย ปักษธรพิจารณาแล้วว่าอีกฝ่ายคงอายุมากกว่าจึงยกมือไหว้ เอ่ยปากตามมารยาท “ขอบคุณครับ ขอบคุณที่มาร่วมงานนะครับ”

ได้ยินอย่างนั้น อีกฝ่ายจึงนิ่งไปอึดใจ สายตามีร่องรอยของความสับสน ไม่มั่นใจ แต่เมื่อเหลียวไปมองรูปของแม่ ชายหนุ่มก็กลับมามองปักษธรอีกครั้ง

“ผมชื่อธุวานนท์ครับ รู้จักกับคุณแม่ของคุณ”

ปักษธรพยักหน้า ไม่เพียงแต่หน้าตาเท่านั้น หากแต่ชื่อของอีกฝ่ายเขาก็ไม่เคยได้ยิน วูบหนึ่งความคิดถึงได้ซวนเซ หวั่นใจอย่างไรชอบกลว่าจะมีเรื่องน่าปวดหัวตามมาในไม่ช้า

“ครับ คุณธุวานนท์”

“ผมเป็นคนที่คุณจันทร์อุปถัมภ์ตั้งแต่ยังเด็ก…ตั้งแต่อยู่ในสถานสงเคราะห์ครับ”

คิ้วเรียวสวยขมวดฉับ เขามองจ้องตาคู่เรียวราวกับพยายามตั้งสติ จู่ ๆ ธุวานนท์ก็เอ่ยบอกที่มาที่ไปของตัวเองให้เขาที่ไม่ทันระวังตัวแทบเซล้ม ใจที่กำลังหมองเศร้าพลันวูบตกหล่นหาย และเมื่อพบว่าตาคู่นั้นมั่นคงไม่หวั่นไหว ปักษธรถึงได้นิ่งงัน พยายามขบคิดทบทวนถ้อยคำนั้นในใจเงียบ ๆ พลางมองอีกฝ่ายไม่วางตา

“ผมคงทำให้คุณธรตกใจ ขอโทษนะครับ”

รู้ชื่อเขา…ที่จริงถ้าใครรู้จักแม่ก็คงไม่แปลก ที่แปลกคือธุวานนท์คือคนแปลกหน้าสำหรับเขา เขาที่รู้จักแทบจะทุกคนในชีวิตของแม่

“ผม…ไม่แน่ใจว่าคุณต้องการอะไร” เมื่อเรียบเรียงความคิดในหัวได้แล้ว เสียงที่เปล่งออกไปจึงฟังดูนิ่งและเย็นกว่าตอนแรกระดับหนึ่ง “คุณกำลังบอกผมว่าแม่แอบเลี้ยงดูคุณเหรอครับ”

น่าแปลกที่ธุวานนท์ดูมีภาพลักษณ์ภูมิฐานอย่างที่ไม่น่าจะต้องให้ใครเลี้ยง ปักษธรพิจารณาอีกฝ่ายนิ่งเงียบ ขณะที่ธุวานนท์หรี่เรียวตาลงเล็กน้อย บอกกล่าวอย่างใจเย็น

“น้าจันทร์อุปถัมภ์ผมตั้งแต่ผมยังเด็กครับ เธอช่วยเรื่องการศึกษาตั้งแต่เข้าโรงเรียนจนถึงจบมหา’ลัย ไม่ใช่การเลี้ยงดูในแบบที่คุณธรอาจเข้าใจ”

แล้วเขาเข้าใจว่ายังไงล่ะ ปักษธรยกแขนกอดอก มีแวบไหนหรือเปล่าที่เขาเผลอคิดว่าแม่แอบเลี้ยงดูผู้ชายที่ยังดูเด็กกว่าคราวลูกในเชิงชู้สาว ไม่ เขาไม่คิด แต่สิ่งที่ได้ยินก็ยังน่าตกใจเกินกว่าที่เขาจะมองอีกฝ่ายในแง่ดีได้ เป็นความคิดอันน่าสับสนซึ่งกำลังตีกันวุ่นวายอยู่ในหัว

มาชะงักก็ตอนที่ธุวานนท์บอก “เธออุปถัมภ์ผมเหมือนเป็นลูกคนหนึ่งน่ะครับ”

“ผมเป็นลูกชายคนเดียว”

“ผมหมายถึง…” ธุวานนท์ทิ้งจังหวะด้วยการทอดลมหายใจยาว “ถ้าจะเปรียบการอุปถัมภ์ของเธอ ไม่ได้หมายถึงว่าผมเป็นลูกอีกคนจริง ๆ”

ปักษธรเหลียวสายตาไปทางวรัทยาที่กำลังเดินมาหา ก่อนกลับมามองธุวานนท์อีกครั้งแล้วถาม “คุณอายุเท่าไหร่”

“ยี่สิบเก้าครับ”

มากกว่าเขาสองปี หมายความว่าถ้าแม่อุปถัมภ์ธุวานนท์จริง เท่ากับแม่ดูแลอีกฝ่ายไปพร้อม ๆ กับที่เลี้ยงเขาด้วยกำลังของเธอคนเดียวน่ะหรือ

ตั้งแต่ลืมตาเกิดมา ปักษธรก็มีแม่เพียงคนเดียวเท่านั้น ตอนยังเด็กเธอจะบอกเขาด้วยเหตุผลว่าพ่อตายไปตั้งแต่ก่อนเขาจะเกิด แต่เมื่อโตขึ้น มีวุฒิภาวะและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้เอง ปักษธรถึงได้รู้ว่าที่จริงพ่อไม่ยอมรับในตัวเขา กลับเป็นแม่ที่อยากโอบอุ้มเขาไว้ด้วยรักทั้งหมดที่มี ต่อให้พ่อทิ้งแม่ไปไม่ยอมรับผิดชอบก็ตาม

การเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นเรื่องยากและลำบากมาก แล้วแม่จะหาภาระเพิ่มทำไมนะ…

“มีอะไรกันหรือเปล่า”

วรัทยารู้สึกได้ถึงความเครียดขึงของหลานที่ราวกับเป็นลูกของเธอคนหนึ่ง เธอแตะแขนปักษธรเบา ๆ ยกยิ้มใจดีเมื่อแขกของงานขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเว้นระยะห่างให้เธอกับหลาน

ปักษธรยังคงมองใบหน้าเข้มคมของธุวานนท์ พยายามค้นหาบางอย่างทั้ง ๆ ที่รู้แก่ใจว่าในระยะเวลาอันสั้นคงไม่ทำให้เห็นได้ ที่สุดชายหนุ่มก็เบือนหน้าหันมองวรัทยาแล้วถาม

“ต้องปิดประตูศาลาแล้วเหรอครับ”

“จ้ะ ได้เวลาแล้วละ”

ชายหนุ่มพยักหน้า มองธุวานนท์ให้ได้รู้ว่าถึงเวลาต้องแยกจากกันแล้ว อีกฝ่ายพอได้ยินก็เข้าใจ ปล่อยให้ปักษธรกับวรัทยาเดินไปจุดธูปบอกลาแม่ จนเสร็จแล้วเดินออกมานอกศาลา กำลังจะเดินผ่านเสียงทุ้มติดห้าวก็ดังขึ้นให้เท้าชะงัก

“พรุ่งนี้ผมมาอีกได้ไหมครับ”

ปักษธรหันมอง การขออนุญาตเกิดขึ้นจากความตั้งใจจริง ดังนั้นจึงไม่เห็นเหตุผลที่จะปฏิเสธ “มาเถอะครับ มาถึงวันสุดท้ายเลยก็ได้”

เขาเห็นรอยยิ้มที่เหมือนจะแทนคำขอบคุณของอีกฝ่าย แต่ปักษธรยังคงหน้านิ่ง เขาเพียงผงกศีรษะเล็กน้อยเชิงบอกลา ก่อนก้าวเท้าไปยังลานจอดพร้อมกับวรัทยาโดยไม่พูดอะไรอีก

ทิ้งไว้ให้ธุวานนท์ยังยืนอยู่ที่เดิม ทอดมองเข้าไปในศาลา มองโลงศพสีขาวสลักลวดลายสวยงามอยู่อย่างนั้น กระทั่งประตูของศาลาปิดลง

“สถานสงเคราะห์เหรอ…เอ ถ้าจำไม่ผิดจันทร์ลาออกตอนที่ใกล้คลอดธรนะ แล้วอีกสามสี่ปีน้าถึงออกจากที่นั่นด้วย”

ปักษธรเพ่งสายตามองถนนเบื้องหน้า ขณะเดียวกันก็ขบคิดถึงสิ่งที่วรัทยาเพิ่งบอก พอมาคิดดูแล้ว เขาเคยได้ยินแม่พูดถึงที่ทำงานเก่าแต่ไม่บ่อยนัก ต้องเค้นอยู่พักหนึ่งถึงระลึกได้ว่าคือสถานสงเคราะห์เด็กที่อยู่อีกจังหวัดหนึ่งซึ่งเป็นจังหวัดบ้านเกิดของแม่

เขาไม่เคยใส่ใจกับเรื่องนี้เลย และอาจมองข้ามไปแล้วด้วยซ้ำถ้าไม่ฉุกใจว่าเมื่อวานวรัทยาส่งข่าวแจ้งเรื่องแม่ไปยังสถานสงเคราะห์แห่งหนึ่ง

ตอนนั้นเขานึกว่ามีคนเคยรู้จักของแม่อยู่ที่นั่น ซึ่งก็ไม่ผิดนักหรอก…

“จริง ๆ วันนี้ก็มีคนจากสถานสงเคราะห์นั้นมาไหว้แม่ด้วยนะ แต่มาตอนกลางวัน ธรอยู่รึเปล่านะ”

ปักษธรส่ายหน้า “น่าจะมาตอนผมออกไปเอาสแนคบ็อกซ์มั้งครับ”

“อ้อ จริงด้วย” วรัทยาเอ่ยอย่างนึกได้ “ส่วนใหญ่ที่รู้จักกันมีแต่คนมีอายุแล้วน่ะ เดินทางข้ามจังหวัดกันเองเลยลำบากหน่อย เลยมาไหว้แม่เราได้แค่ตอนกลางวัน…แล้วสรุปยังไงนะ ทำไมถึงถามน้าเรื่องนี้”

“น้ารุ้งรู้จักเด็กที่อยู่ที่นั่นบ้างไหมครับ”

“โห ถ้าพูดถึงตอนนี้น้าก็ลืมไปหมดแล้วแหละ”

“ธุวานนท์”

วรัทยาหันมองชายหนุ่ม งุนงงอยู่ครู่ ก่อนจู่ ๆ ดวงตาจะเบิกโตขึ้นด้วยความตกใจ “ธรไปรู้จักเจ้าเด็กทิวได้ยังไง”

เห็นท่าทีของหญิงวัยกลางคนแล้วปักษธรนึกสงสัย “น้ารุ้งรู้จักด้วยเหรอครับ”

“สมัยเจ้าเด็กทิวยังเด็กนะ” วรัทยาพยายามเค้นความจำ ปล่อยให้หลานชายขับรถอย่างเงียบ ๆ อีกพักถึงเอ่ยต่อ “ที่น้าจำชื่อได้ก็เพราะเป็นชื่อที่แม่ธรตั้งให้นั่นแหละ ถ้าจำไม่ผิดเจ้าเด็กทิวถูกเอามาฝากไว้ตั้งแต่เกิดได้ไม่กี่เดือนเอง ฝากแล้วฝากเลย ไม่มีมารับกลับ ติดต่อคนฝากก็ไม่ได้ แจ้งความตำรวจเอาไว้ก็ไม่มีความคืบหน้า สมัยนั้นจะหามูลนิธิช่วยเหลือแบบกระจกเงาก็ยากน่ะ เลยได้กลายเป็นเด็กประจำที่สถานสงเคราะห์ไปเลย”

คนคนหนึ่งเกิดมาโชคร้ายขนาดนั้นได้ยังไงกัน…ปักษธรได้แต่ทอดหายใจ พอจะปะติดปะต่อเรื่องได้บ้างแล้ว ทว่าก็ยังเป็นสิ่งที่สันนิษฐานในใจเท่านั้น

ชายหนุ่มเหลียวมองวรัทยาเพียงแวบหนึ่ง รับรู้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในอารมณ์ใดมากไปกว่าความสงบ พิจารณาแล้วว่าการเอ่ยปากบอกเล่าจะไม่ทำให้อารมณ์เธอแปรปรวนจนความดันขึ้นแน่ถึงตัดสินใจบอกออกไป

“เขาบอกว่าแม่รับอุปถัมภ์เขาตั้งแต่ยังเด็กนะครับ”

“อุปถัมภ์เหรอ ยังไงนะ”

“ก็…ช่วยเรื่องการศึกษาตั้งแต่เด็กจนจบมหา’ลัยเลยครับ”

หญิงวัยกลางคนนิ่งไป เธอไม่ตกใจที่ได้ยิน แต่เหมือนกำลังประมวลความทรงจำอดีตเก่าก่อนเสียมากกว่า แต่แล้วก็กลับชะงัก หันขวับมองปักษธรด้วยแววตางุนงง

“ธรไปรู้จักเจ้าเด็กทิวตอนไหนนะ” เธอถาม ปักษธรกลับไม่ตอบ เขาแค่หันมามองสบตาเธอวินาทีหนึ่ง ให้เธอร้องขึ้นด้วยความตกใจ “ผู้ชายหล่อ ๆ สูง ๆ คนนั้นน่ะเหรอ คนที่ยืนคุยกับเรา ที่ถูกนินทาว่าเป็นแฟนเด็กแม่เราน่ะนะ!”

ปักษธรยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แววตาไม่ได้ขบขันทว่าก็ไม่ได้ขุ่นเคืองอะไร อันที่จริงเพราะเขารู้ดีว่าขี้ปากชาวบ้านอย่างนั้นไม่สามารถกะเทาะใจเขาให้แตกสลายได้ มันแค่แวะมาสะกิดให้ระคายแล้วก็จะหายไป ไม่เหมือนธุวานนท์ที่เขายังไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่

“เขาบอกผมเองเลยว่าแม่ส่งเสียเขาเหมือนลูกคนหนึ่ง…คงได้ยินที่ถูกนินทาเหมือนกันมั้งครับ”

วรัทยานิ่งไป จนปักษธรเลี้ยวเข้าซอยบ้านของเธอถึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก “น้าก็จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ที่แน่ ๆ จันทร์ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้น้าฟังเลยนะ แต่ยังไงเดี๋ยวน้าลองถามจากคนในนั้นอีกทีแล้วกัน ธรก็อย่าเพิ่งคิดมากล่ะเข้าใจไหม”

บ้านที่ไม่เคยเงียบเหงาเพราะแม่ชอบเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้ยามเขายังไม่กลับบ้าน วันนี้กลายเป็นความเงียบงันที่ชักชวนให้สะท้อนในอกจนอึดอัดไปหมด

ปักษธรใช้เวลาอาบน้ำไม่นาน ก่อนจะเดินสำรวจตรวจตรารอบบ้านเป็นปกติ ทุกตารางนิ้วยังมีภาพความทรงจำของแม่ติดแน่นชัดเจน แต่ตอนนี้เขากลับแค่เดินผ่านเหมือนใช้ชีวิตได้เป็นปกติโดยไม่มีเธอ ไม่มีความเศร้าเสียใจกับการจากไปแม้เพียงนิด

ชายหนุ่มรู้ดีว่าไม่ใช่ ใจเขาโศกเกินกว่าจะประมวลแรงกระแทกของมันได้ด้วยซ้ำ แต่เพราะคำที่คนมักเอ่ยกันว่า ‘งานศพมักทำให้เราลืมความเสียใจ’ คงเป็นเรื่องจริง ยิ่งต้องจัดการทุกอย่างคนเดียวแทบทั้งหมดอย่างนี้ เขาลืมแล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองรู้สึกอะไรได้บ้าง

ไฟห้องนอนแม่สว่างขึ้น กลิ่นอายของเธอยังคงเด่นชัดจนดวงตาที่เคยสงบพลันวูบไหว ปักษธรเดินมาทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างช้า ๆ แล้วถอนหายใจยืดยาวอย่างต้องการจะปลดปล่อยความหนักอึ้งในใจให้ลดทอนลงไปบ้าง

ปักษธรมองไปยังตู้หนังสือของแม่ เป็นตู้แบบมีกระจกกั้นฝุ่นอย่างดี ชั้นล่างสุดเป็นช่องใหญ่และปิดทึบสำหรับเก็บของ แม่บอกเขาว่าเป็นช่องที่เก็บรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เขาเองก็เพิ่งเปิดหยิบเอาเอกสารของแม่เมื่อวันก่อน ทว่ากลับไม่ได้คิดสนใจอะไรนอกจากสิ่งที่ต้องการ

ตอนนี้เขามองมันอย่างชั่งใจ ถ้าธุวานนท์พูดจริง…แม่จะมีข้อมูลของธุวานนท์หรือเปล่า เขาควรหาความจริงตอนนี้เลยดีไหม

ขณะคิด วรัทยาก็คล้ายจะช่วยเขาได้มาก เพราะเสียงแจ้งเตือนจากแชตของเธอดังขึ้นพอดีในตอนที่เขากำลังวุ่นวายกับการจัดการความคิดตนเอง

‘เรื่องเจ้าเด็กทิวเหมือนจะจริงนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เราคุยกันอีกที พักผ่อนนะธร’

ปักษธรหัวเราะหึ ตลอดยี่สิบเจ็ดปีของการใช้ชีวิต เขาเข้าใจมาโดยตลอดว่าระหว่างเขากับแม่ เราไม่มีความลับต่อกัน นึกไม่ถึงว่าความลับที่แม่เก็บซ่อนมาได้เนิ่นนานจะปรากฏขึ้นในวันที่เธอจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

แล้วเขาควรทำยังไงต่อ…ธุวานนท์ต้องการจะทำอะไร

ปักษธรทิ้งลมหายใจ ตัดสินใจที่จะวางเรื่องของคนแปลกหน้าคนนั้นเอาไว้ก่อน งานของแม่ยังมีอีกสองวัน หลังวันงานเขายังต้องจัดการอะไรอีกมาก จนกว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นเรียบร้อย ธุวานนท์จะยังเป็นแค่คนแปลกหน้าสำหรับเขาก่อน

แม้สังหรณ์จะบอกกับเขาว่าอีกไม่นาน…คำว่าคนแปลกหน้าจะถูกแทนที่ด้วยคำเรียกอื่นก็ตาม

To be continued.

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ในแอป