Chapter 1
วิธานรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหริ่งหรีดดังก้องอยู่ในหู ยามได้รู้ตัวว่ากลายเป็นคนมีหนี้สินทั้ง ๆ ที่ไม่เคยกู้เงินมาก่อน ไม่เคยแม้แต่จะเฉียดไปยุ่งเกี่ยวกับหนี้ทั้งในและนอกระบบ เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและพยายามเป็นอย่างมากที่จะไม่ทำตัวเหลวแหลกให้พี่ชายต้องลำบากไปมากกว่านี้
แต่นี่มันอะไรกัน…ห้าหมื่นบาทเลยนะ
ชายหนุ่มพยายามตั้งสติแม้มือจะสั่นและเย็นเฉียบ สูดลมหายใจเข้าลึกยามชายร่างฉกรรจ์ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางหมายจะสร้างมิตรมากกว่าศัตรู พร้อม ๆ กับที่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณบอกให้อีกฝ่ายใจเย็นก่อน…ให้เขาใจร้อนอยู่คนเดียวก็พอเถอะ!
“ใจเย็นนะพี่ คือไอ้หนี้พวกนี้เนี่ย ผมไม่ได้ไปกู้มาจริง ๆ นะครับ”
คนฟังได้แต่ถอนหายใจเฮือกอย่างเซ็ง ๆ คำนี้เขาได้ยินมาจากลูกหนี้นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ไม่ว่าจะเพราะเพียงหาข้ออ้างในการหลบหลีก หรือเพราะถูกสวมรอยเอาชื่อไปใช้…
ดูจากปฏิกิริยาตอนที่ได้รู้ว่าเขามาทวงหนี้ ผู้ชายหน้าซื่อตาใสคนนี้คงถูกสวมรอยละสิท่า
“ไอ้น้อง ข้าจะบอกอะไรเอ็งให้นะ”
คำเอ่ยนั้นทำวิธานเสียวสันหลัง เขาหัวเราะแหะไปหนึ่งที ถอยหลังก้าวหนึ่งทั้งที่ยังยกมือกันเอาไว้ “ครับพี่”
“เอ็งคงโดนหลอกแล้วละ”
เรื่องนั้น…เขาก็พอจะเดาได้ไม่ยากหรอก โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าใครเป็นคนหลอกเขาแบบนี้
พงศกร…ไอ้เลวนั่น!
“ครับพี่ ผมโดนหลอกแน่ พี่ก็โดนหลอกเหมือนกัน เพราะงั้นคนที่พี่ต้องไปตามเก็บ…”
“ก็เจ้าของชื่อบนบัตรไงน้อง”
หมายความว่าไม่ว่าอย่างไร คนที่ต้องชดใช้ก็ยังต้องเป็นเขาอยู่ดี ให้มันได้อย่างนี้สิวะ!
“คือผมไม่มีครับพี่”
“ไม่มีก็ต้องไปหามา”
วิธานอยากจะบ้าตาย
ชายหนุ่มทั้งคับแค้นใจ ระหว่างนั้นยังต้องมาคิดหาหนทางเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดต่อไปอีก เขาน่ะไม่เท่าไหร่หรอก ไอ้ตัวปัญหาทำให้เขารู้จักทางหนีทีไล่จนคล่องปร๋อแล้ว กับปัญหาที่รุมเข้ามายังสามารถหลบหลีกและแก้ไขได้ทุกครั้ง
แต่กับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ อย่างนี้…สิ่งที่วิธานกลัวที่สุดคือมันจะลามไปหาเตวิช พี่ชายของเขา
นี่ดีเท่าไหร่แล้วที่แก๊งทวงหนี้มาหาเขาตอนที่เตวิชไม่อยู่บ้าน ไม่งั้นล่ะก็…
“โอเคครับพี่ ผมต้องทำยังไงบ้างครับ ผมไม่เคยมีหนี้มาก่อนเลยครับพี่”
จากประสบการณ์ การยินยอมแต่โดยดีมักเกิดได้ง่ายจากคนหวาดกลัว แต่ดูท่าทางของวิธานแล้วคนฟังกลับรู้สึกผิดปกติ เรียวคิ้วเข้มที่มีรอยบากพาดตัดขมวดน้อย ๆ ยังดูผ่อนคลายมากกว่าโกรธเกรี้ยว ยกมุมปากเป็นรอยยิ้มหยันแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินอ่อนที่สวนหย่อมน้อย ๆ หน้าบ้าน เอ่ยออกมาด้วยเสียงฟังดูสบาย ๆ แต่วิธานรู้ดีว่านั่นคือการข่มขู่กันชัด ๆ !
“ถ้าคิดจะตุกติกก็คิดให้ดี ๆ นะไอ้น้อง ข้าน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เข้าใจคนทำมาหากินเหมือนกัน แต่เฮียคงไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่รู้จะสั่งให้ข้าทำอะไรบ้าง…ถึงตอนนั้นเอ็งก็ต้องเข้าใจข้านะ”
คนฟังกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ยกยิ้มแห้งพลางพยักหน้า “ผมไม่ตุกติกแน่นอนครับ แต่ขอเวลานิดนะพี่ ผมไม่ทันตั้งตัวจริง ๆ”
เมื่อพิจารณาแล้วว่าวันนี้คงไม่ได้แม้แต่เศษเงิน ซ้ำยังเป็นการทวงหนี้ครั้งแรกอีกด้วย ชายผู้ทำหน้าที่ทวงหนี้ทั่วราชอาณาจักรจึงพยักหน้าอย่างตัดสินใจล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง กางออกวางตรงกลางโต๊ะให้วิธานมองตาม
“งวดแรกอีกสองอาทิตย์ สองพัน เอ็งหาได้ใช่ไหมไอ้น้อง”
สองอาทิตย์สิ้นเดือน…เงินเดือนออกพอดี “ได้ครับพี่”
ว่าแต่นี่มันแค่จ่ายดอกหรือเปล่า
ไม่ทันได้ออกปากถาม แก๊งทวงหนี้ที่มาด้วยกันสี่คนก็หายไปจากหน้าบ้านเขาแล้ว ได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์ดังไกลออกไป วิธานถึงถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งไปอีกวัน ยกมือขึ้นขยุมกลุ่มผมตัวเองยามครุ่นคิด ก่อนตัดสินใจต่อสายถึงคนต้นเรื่องที่ถึงแม้จะเลิกรากันไปหลายเดือนแล้วก็ยังทิ้งปัญหาให้เขาตามเก็บอยู่เรื่อย!
และไม่ผิดจากที่คิดนักหรอก…พงศกรไม่รับสาย พอกดโทรหารอบสองกลายเป็นตัดสาย และรอบสามอีกฝ่ายปิดเครื่องใส่เขาเป็นที่เรียบร้อย ให้มันได้อย่างนี้สิวะ!
“ลม นั่งทำอะไรร้อน ๆ”
เสียงพี่ชายที่ดังขึ้น ทำเอาวิธานที่หลุดไปอยู่ในภวังค์ตนเองนานสองนานสะดุ้ง เขาคงใจจดจ่อกับปัญหาตรงหน้ามากเกินไปถึงไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าเตวิชจอดรถกระบะคันเล็กตรงลานหน้าบ้านแล้ว
ยามเห็นพี่ชาย วิธานอยากร้องไห้โฮให้มันรู้แล้วรู้รอด หากสิ่งที่เขาทำกลับเป็นเพียงยกยิ้มแล้วลุกไปหา ช่วยยกถุงข้าวของที่พี่ชายเพิ่งออกไปซื้อมาเข้าห้องครัว
“มีออเดอร์ใหญ่เหรอพี่ดิน”
เตวิชตรวจดูของในถุงหลายใบอีกทีก่อนพยักหน้า “อือ ถ้าว่างมาช่วยแพ็กหน่อยนะ”
“น่าจะพรุ่งนี้ไหม”
“ใช่ สักสาย ๆ ก็ได้”
วิธานส่งเสียงรับรู้ ช่วยเตวิชลำเลียงวัตถุดิบในการทำคุกกี้ซึ่งเป็นอาชีพหลักของพี่ชายเข้าตู้เก็บของอย่างเงียบ ๆ จนเสร็จเรียบร้อยถึงออกปากให้เตวิชชะงักไปนิด
“ไม่รู้คืนนี้จะกลับไหมนะ ผมว่าจะไปดูหลวงตาสักหน่อย”
หลวงตาที่วิธานพูดถึง ไม่ได้มีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือด แต่เป็นหลวงตาของเพื่อนสนิทที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน วิธานที่สนิทและรู้จักกับท่านจึงทำหน้าที่แทนเพื่อน คอยไปหาและช่วยดูแลหลาย ๆ อย่างในวัด เตวิชเองก็รู้มาโดยตลอด ถึงไม่ได้ไถ่ถามอะไรอีกหลังจากนั้น เพียงบอกออกไปสั้น ๆ
“เอาขนมไปด้วยสิไป” ว่าอย่างนั้นเตวิชก็หันไปจัดขนมใส่ถุงใบใหญ่ ยื่นให้น้องชายแล้วมองสบตากันอีกอึดใจหนึ่ง “มีอะไรก็บอกกันด้วยล่ะ”
จังหวะหนึ่งที่ได้ยินอย่างนั้น หัวใจวิธานคล้ายบีบรัดจนเจ็บแปลบไปทั่วอก หากเขาก็ยังแย้มยิ้ม บอกเพียงว่าจะขึ้นไปจัดเสื้อผ้าเสียหน่อย แล้วก็ออกจากห้องครัวมาโดยไม่รอคำตอบรับจากเตวิชเลยด้วยซ้ำ
บางทีเตวิชคงรู้ว่าเขากำลังมีเรื่องอะไรอยู่ในใจ ถึงได้อ้างที่จะไปดูแลพระท่านสักหน่อย ทั้ง ๆ ที่จริงแค่ไปหาที่พึ่งให้ใจสงบลงเท่านั้น
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้เขาไม่อยากปัดมันให้พี่ชายต้องรับรู้เหมือนที่ผ่านมา เขาจะต้องจัดการแก้ไขให้ได้ด้วยตัวเอง…โดยเริ่มจากตามตัวพงศกรให้ได้เสียก่อน แม้จะรู้ดีว่าเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จติดลบเลยก็ตาม!
ภาพควันที่ลอยเหนือปล่องเมรุ คือความจริงที่ศุกลวัฒน์ต้องตระหนักว่าลภัสลดา น้องสาวเพียงคนเดียวของเขาได้จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับแล้วจริงๆ
ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวยามฟังเสียงร่ำไห้ของพิมพ์ลภัสผู้เป็นแม่ รับเธอเข้าสู่อ้อมกอดและเป็นที่พักพิงอันแข็งแรงขณะเธออ่อนล้า ถึงแม้คนในตระกูลภัครเมศจะรู้ถึงอาการป่วยของลภัสลดาและมีเวลาได้เตรียมใจกันมาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม หากเมื่อการสูญเสียนี้เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ยังมีน้ำตาหยดไหลเป็นการร่ำลาอยู่ดี
“คุณแม่ไปนั่งพักสักหน่อยเถอะครับ” เสียงของชายหนุ่มอ่อนลงกว่าที่เคย หันมองไปยังเพื่อนสนิทก่อนเอ่ยบอก “อยู่เป็นเพื่อนคุณแม่ให้ผมทีสิคุณเมฆเดี๋ยวผมต้องไปจัดการเรื่องงานต่อก่อน”
รพีซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่คอยช่วยงานมาตลอดสี่วันพยักหน้ารับ ก้าวเท้าตรงมารับร่างสันทัดของผู้สูงวัยที่ก็โอบแขนหาเขาเพราะคุ้นเคยกันดี ทำหน้าที่ลูกแทนลูกชายที่เดินหายไปหลังศาลาทำพิธี เอ่ยคำปลอบโยนเธอบ้างเป็นครั้งคราว หากก็เงียบเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้เธอได้อยู่กับความโศกเศร้านี้เสียให้พอ
ศุกลวัฒน์ยังเหลียวมามองแม่กับเพื่อนอีกครั้ง เห็นว่าเธอยังอยู่ในอ้อมกอดรพี ซ้ำตอนที่เขากำลังจะก้าวหลบไปหลังศาลา ได้เห็นว่ากรเกียรติผู้เป็นพ่อเดินไปทิ้งตัวลงนั่งข้างกันก็คลายใจ ถึงได้เดินหน้าทำหน้าที่ของตนต่อหลังจากนั้น
ตั้งแต่วันแรกที่จัดงานกระทั่งถึงเวลาฌาปนกิจ ศุกลวัฒน์เป็นคนดูแลทุกอย่างไม่ได้ขาด ทั้ง ๆ ที่เป็นคนนอกคอกของตระกูลที่ร้างลาจากภัครเมศไปนานหลายปี หากแต่เพราะนี่คืองานศพของน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา…ศุกลวัฒน์ถึงตัดสินใจกลับมา แม้จะได้รับสายตาดูแคลนจากคนในตระกูลก็ตาม
“หลวงตาครับ”
“อ้าว ว่ายังไงล่ะหม่อม”
ศุกลวัฒน์ชะงักไปนิดเหมือนชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินตามหลังเจ้าอาวาสมา หากศุกลวัฒน์กลับไม่แม้แต่จะพิจารณาอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจยาวทั้งคลายยิ้ม บอกกล่าวเรียบ ๆ
“อย่าเรียกผมว่าหม่อมเลยครับหลวงตา”
“บัวเหนือตมยังไงก็คือบัว หม่อมศิลป์” เจ้าอาวาสกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนพเยิดหน้าเป็นการชี้ทางให้คนที่ยืนเยื้องหลัง “นั่นไงเจ้าลม ไปช่วยเก็บของในงานก่อนก็ได้ หลวงตาบอกเจ้าพวกนั้นไว้แล้วว่าเราจะมาช่วย ถ้ามีอะไรติดขัดก็บอกหม่อมศิลป์เขาแล้วกัน”
ตอนนั้นเองศุกลวัฒน์ถึงตั้งใจมองอีกฝ่าย แม้ผิวของชายหนุ่มเจ้าของดวงตากลมโตนั้นจะกระจ่างใส หากก็ยังอมทุกข์อย่างที่สังเกตได้เพียงแวบเดียวเท่านั้น
ดูแล้วคงไม่เหมือนเด็กคนอื่น ๆ ที่อาศัยใต้ใบบัววัด แต่มาหาที่พึ่งทางใจมากกว่ากระมัง
ชายหนุ่มยกมือรับไหว้อีกฝ่าย รอจนคนไม่คุ้นเคยเดินหายไปทางหน้าศาลาทำพิธีแล้วถึงค่อยเอ่ยปากอีกครั้ง
“ผมได้ยินมาว่าอาวรรณใส่ซองให้ท่านเพิ่ม”
เท่านั้นผู้ฟังก็หัวเราะขำ แต่เป็นศุกลวัฒน์ต่างหากที่ขมวดคิ้ว ด้วยรู้ดีว่าเจ้าอาวาสที่อยู่ตรงหน้าใช่จะชมชอบในการรับซองปัจจัยโดยไม่จำเป็น เพราะการรับนอกเหนือจากนั้นถือเป็นการติดสินบนไปโดยไม่อาจหาข้อโต้แย้งได้…คนในตระกูลภัครเมศที่เดินทางมาทำบุญที่วัดนี้ต่างรู้กันดีทุกคนทุกรุ่น แต่ปภัสวรรณก็ยังทำ
คราวแรกที่ศุกลวัฒน์ได้ยินมาจากการนินทาของเด็กในวัดยังไม่อยากเชื่อหู ครั้นพอมาถามให้ได้รู้ เขาถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างไม่ปิดบัง
“ช่างเถอะหม่อม อาตมาเองก็ไม่ได้รับมา แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าโยมวรรณคงอยากให้งานศพของหลานสาวออกมาดีที่สุด”
แต่กลับไม่เคยมาช่วยเหลือ ได้เห็นหน้าก็เฉพาะตอนพระสวดช่วงหัวค่ำน่ะหรือ…
แม้แต่ลูกสาวเธอที่รุ่นราวคราวเดียวกับลภัสลดาเขายังไม่เคยเห็นหน้าตลอดวันงาน แล้วครอบครัวนั้นจะมีใจอยากให้งานเธอผ่านไปได้ด้วยดีได้อย่างไร
“หลวงตาบอกไปว่ายังไงหรือครับ”
“ก็บอกไปว่าอาตมาไม่รับปัจจัยนอก ขอให้โยมวรรณเอาเงินในซองไปทำบุญเสียเถอะ คงดีกว่าเอามากองกันอยู่ตรงนี้ ในงานโยมศิลป์เขาก็ดูแลเรียบร้อยดีอยู่แล้ว”
ศุกลวัฒน์ถอนหายใจยืดยาวอีกสักที รู้ดีว่าคำของพระสงฆ์องค์เจ้าคงทำเอาปภัสวรรณหัวเสียอยู่ไม่น้อย แค่ถูกหักหน้าไม่รับปัจจัยก็มากพอแล้ว ยังมีชื่อเขาให้เธอต้องระคายหูอีก…
“ผมขอโทษแทนอาวรรณด้วยนะครับหลวงตา”
“อะไรที่วางได้ก็วางเถอะโยม…แล้วนี่ตัดสินใจกันได้รึยังล่ะว่าจะเก็บกระดูกไว้หรือเอาไปลอยอังคาร”
“ความตั้งใจของเจ้าตัวคือให้ลอยอังคารครับหลวงตา แต่คุณแม่อยากให้เก็บไว้ เลยตกลงกันว่าจะเก็บเฉพาะบางส่วนเท่านั้นครับ”
เจ้าอาวาสพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เอ่ยปากบอกเขาว่าหากมีอะไรให้บอกชายหนุ่มที่เดินตามกันมาเมื่อครู่ได้เลย ให้ศุกลวัฒน์ยกมือประนมไหว้ รอจนเจ้าอาวาสหมุนตัวเดินกลับไปทางโบสถ์ใหญ่ค่อยกลับมายังหน้าศาลาที่ตอนนี้เหลือคนอยู่ไม่มากแล้ว
ศุกลวัฒน์กวาดตามองหาชายหนุ่มคนนั้น พอได้เห็นว่ากำลังนั่งยองอยู่ตรงหน้าแม่เขา ในมือประคองตลับยาหอมเอาไว้จึงรีบรุดเข้าไปหา ลืมตัวไปเสียสนิทว่ากรเกียรติยังนั่งอยู่ด้วย
“คุณแม่ไหวรึเปล่าครับ”
คนแปลกหน้าที่มีสติครบถ้วนเงยหน้ามองเขา ขยับปากส่งเสียงบอก “หน้ามืดครับ คงเพราะเพลียด้วย อากาศยังร้อนอบอ้าวอีก แถมยัง…” ถ้อยคำสะดุดไปเสี้ยวอึดใจหนึ่ง “คุณคนที่นั่งตรงนี้ลุกไปชงยาหอมอยู่ครับ”
ศุกลวัฒน์เหลียวสายตามองพ่อที่นั่งนิ่งเฉย ก่อนหันมารับตลับยาหอมจากมือของอีกฝ่าย ไม่ทันขอบคุณได้เต็มเสียงเจ้าตัวก็ผุดลุกขึ้นแล้วก้าวฉับไปทางเมรุเผาศพที่มีใครบางคนเรียกขาน
แน่นอนว่าฝ่ายนั้นไม่ได้หันกลับมามองเขาอีก เช่นเดียวกับเขาที่เพียงแค่ละทิ้งความสนใจอันน้อยนิดต่ออีกฝ่ายแล้วยื่นตลับยาเข้าใกล้จมูกเธอ
“ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว คุณแม่กลับบ้านก่อนดีไหมครับ จะได้พักผ่อนด้วย”
“แล้วลูกล่ะศิลป์ ลูกจะกลับไปกับแม่ไหม”
คำถามนั้นเหมือนจะธรรมดา หากกลับทำให้ใจคนฟังปวดแปลบอยู่ในอก ยิ่งยามทอดสายตามองพ่อที่ไม่แม้แต่จะหันมามองกัน ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าเขาไม่มีสิทธิ์ก้าวล่วงไปในเขตของภัครเมศอีกแล้ว
“ผมต้องจัดการเก็บงานตรงนี้ให้หมดก่อนครับ พรุ่งนี้เช้ามืดเราค่อยเจอกันที่นี่ดีไหมครับ เดี๋ยวผมให้คุณเมฆไปส่งคุณแม่”
แม้น้ำในตาจะเหือดแห้งไปแล้วก่อนหน้านี้ ทว่าถ้อยคำตอบของลูกชายก็กลับทำให้หยาดน้ำรื้นที่ขอบตาอีกหน
พิมพ์ลภัสอยากท้วง อยากยื้อลูกชายให้อยู่ด้วยกันนานกว่านี้ แต่เมื่อเห็นว่าสามียังนิ่งจึงได้เพียงแต่ทำใจ พยักหน้าแล้วรับแก้วยาหอมจากรพีที่เดินกลับมาพอดีไปดื่มอยู่หลายอึก ค่อยวางมือลงบนมือรพี ให้ชายหนุ่มผู้เป็นดั่งลูกชายเธออีกคนประคองเธอแล้วค่อย ๆ ก้าวห่างออกไป
ศุกลวัฒน์เองก็ใช้จังหวะนี้ในการหันไปเอ่ยปากกับกรเกียรติเป็นครั้งแรกในรอบสี่วันที่ได้เห็นหน้ากัน
“อาวรรณใส่ซองให้หลวงตาเพิ่ม คุณพ่อทราบไหมครับ”
คราวแรกกรเกียรติยังนิ่ง แต่เมื่อรู้ว่าศุกลวัฒน์ยังทอดสายตามองกันอย่างรอคอยคำตอบถึงได้พ่นหายใจไม่สบอารมณ์ “รู้แล้ว”
“ทั้ง ๆ ที่ทุกคนก็ทราบว่าหลวงตา…”
“เออ! ฉันจะบอกน้องสาวฉันเอง พอใจหรือยัง”
ในประโยคนั้นชัดเจนแล้วว่าเขาเป็นคนนอก ดังนั้นศุกลวัฒน์จึงไม่เอ่ยอะไรอีก เพียงแต่ยกมือไหว้ลาแล้วเดินมายังเมรุที่ตอนนี้มีเจ้าหน้าที่ของวัดกับมัคทายกยืนอยู่กันสองคน
ชายหนุ่มคนที่เขามองหาเมื่อครู่หายไปแล้ว
“ตรงนี้เรียบร้อยดีไหมครับ”
ศุกลวัฒน์เริ่มต้นตรวจความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนหยุดนิ่งขณะมองรูปหน้าน้องสาวผ่านภาพถ่ายเงียบ ๆ โดยไม่มีใครหรืออะไรมากวนใจให้เขาวอกแวกได้อีก ดังนั้นจึงไม่ได้เห็นว่าคนที่เขามองหาอยู่ครู่สั้น ๆ และลืมเลือนไปแล้วในตอนนี้กำลังมองขึ้นมายังเมรุที่ศุกลวัฒน์ยืนอยู่
ท่ามกลางไอร้อนระอุจากเตาเผา คนที่มองจากไกล ๆ ยังรู้สึกถึงการโหยหา
วิธานไม่รู้แน่ชัดว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร ทว่าเหตุการณ์ก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่หลวงตาเรียกว่าหม่อมศิลป์จะเดินกลับมาหน้าศาลา ก็ทำให้เขารู้ดีว่าภายในตระกูลใหญ่ที่มีเชื้อเจ้านั้น…วุ่นวายเกินกว่าที่คนนอกจะยื่นมือเข้าไปช่วยได้
ยิ่งนึกไปถึงภาพที่ใครก็ไม่รู้เดินตรงเข้ามาหาผู้อาวุโสทั้งสอง ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากแสดงความเสียใจ กลับชัดเจนด้วยเจตนารมณ์ถึงพินัยกรรมที่ผู้ล่วงลับได้เขียนเอาไว้
ถึงเขาไม่ใช่คนภายใน แต่ได้ยินอย่างนั้นยังอยากจะเป็นลมร่วมไปกับคุณหญิงพิมพ์ลภัสเลยด้วยซ้ำ
“หดหู่เนอะพี่ลม”
เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นใกล้ตัว รั้งเขาที่ภวังค์หลุดไปอยู่กับแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่เพียงแต่ยืนหน้าเตาเผาอย่างเงียบ ๆ มาอึดใจหนึ่งให้สะดุ้งน้อย ๆ พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นเด็กวัดคนหนึ่งที่เจ้าอาวาสรับดูแลเอาไว้
ถึงจะพอรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร หากก็ยังถามออกไปพอเป็นพิธี “เรื่องอะไรวะ”
“จะอะไรซะอีก รวยล้นฟ้าแล้วยังไง ครอบครัวแม่งห้ำหั่นกันเองเพราะเงินทองแบบนี้…”
วิธานถอนหายใจยาว ยกมือดึงมุมปากอีกฝ่ายพลางกัดฟันพูด “ระวังปากหน่อย ไม่เห็นเหรอว่าเจ้าของงานเขายังอยู่”
“โอ๊ย ๆ ๆ เจ็บ ๆ ๆ เบาหน่อยพี่ลม เบาหน่อย ผมขอโทษษษ”
“รู้แล้วก็อย่าเสียงดังสิวะ เสียงเอ็งร้องดังไปทั่วศาลาแล้ว!”
“พี่ลมก็ปล่อยมือก๊อนนน”
วิธานหน้านิ่ว ยังดึงมุมปากควบแก้มอีกฝ่ายไม่เบาไม่แรง สร้างเสียงโอดครวญจนดังขึ้นไปถึงเมรุเผา ให้ศุกลวัฒน์ที่ใช้เวลาอยู่กับตัวเองและเสียงเพลิงไหม้ในห้องเผานั้นได้เบือนหน้าจากรูปถ่ายของน้องสาวแล้วหันไปมอง
จังหวะนั้นเองที่ดวงตาสองคู่สบสานกัน
เขาเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงขมวดคิ้ว แต่ก็ยอมปล่อยมือจากแก้มเด็กวัดที่ช่วยเหลือเขามาตลอดสี่วัน เป็นการสบตากันให้ได้เห็นดวงตาสุกสกาวของฝ่ายนั้นและวูบหายไปจากมโนภาพในทันทีที่อีกฝ่ายหันหลังเดินเข้าไปจัดการงานส่วนอื่นที่เขายังไม่ได้เข้าไปตรวจดู
เพียงเท่านั้น โดยที่ศุกลวัฒน์ไม่ได้ติดใจอะไร เช่นเดียวกับวิธานที่ยังวนเวียนอยู่กับคำว่าหดหู่อยู่อีกครู่หนึ่ง ถึงสะบัดความคิดนั้นไปโดยไม่หวนกลับไปคิดถึงมันอีกเลย
To be continued.