บนเส้นทางขรุขระของเขตชนบทรถเมล์คันเล็กที่จะขับผ่านถนนเพียงวันละไม่กี่เที่ยวโคลงเคลงไปตามจังหวะขึ้นลงของหลุมบ่อ
ผู้โดยสารเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ชิดหน้าต่างเหม่อมองทิวทัศน์ที่รายล้อมด้วยภูเขาของบ้านเกิด ก่อนจะละสายตากลับไปจ้องมือถือ ปัดนิ้วเลื่อนผ่านหน้าจอไปเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดอยู่ที่หัวข้อข่าวซึ่งถูกโพสต์ได้ไม่นาน
‘NASA เผย โลกเผชิญวิกฤตสภาพอากาศหนัก น้ำแข็งขั้วโลกละลายลงอย่างต่อเนื่อง มลพิษเพิ่มอัตราการเป็นมะเร็งสูง ในอีก 250 ปีโลกอาจเจอวิกฤติหนัก’
ติณณ์กดเข้าไปอ่านรายละเอียดในหัวข้อแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ เมื่อพบว่าเนื้อหาข้างในค่อนข้างจะซ้ำซากกับบทความอื่นๆ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โทรทัศน์และสื่อต่างๆ ประโคมข่าวเรื่องสภาพอากาศที่เลวร้ายลงทุกวัน แต่รัฐบาลประเทศใหญ่ๆ หรือองค์กรระดับโลกก็ยังไม่มีทางแก้ไขเนื่องด้วยขีดจำกัดทางเทคโนโลยีที่ยังไม่สามารถสร้างพลังงานทดแทนได้
คำว่า 250 ปีอาจดูไกลเกินไปสำหรับหลายคนจนไม่นำพาความรู้สึกกระเตื้องมาสู่ประชากรโลก ถึงแม้ว่าจะสั้นเพียงสามชั่วอายุของคนแก่เท่านั้น
ความวุ่นวายของโลกอันแสนเร่งรีบผลักให้ทุกคนต่างสนใจแต่ปัญหาในชีวิตตัวเอง มากกว่าปัญหาที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะแก้ไขได้ด้วยมือเล็กๆ และติณณ์ก็ทำได้แค่ภาวนาขอให้ตัวเขาตายไปก่อนที่โลกจะเดินทางไปถึงจุดนั้น
ชายหนุ่มร่างเล็กถอนหายใจก่อนจะเก็บมือถือลงกระเป๋า วางศอกเท้าลงกับขอบหน้าต่างตั้งคางมองออกไปยังภาพไร่ผักและทุ่งนาที่มีริ้วเขาเป็นเบื้องหลัง
การได้เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านในรอบสามปีเพราะการเข้าโรงพยาบาลของคุณปู่นั้นไม่ใช่เหตุผลอันน่าอภิรมย์นัก แต่ถ้าหากเรื่องนี้ไม่เกิดติณณ์ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้กลับบ้านอีกเมื่อไหร่ หลังจากที่มัวแต่ไปไล่ตามฝันในการเป็นนักเขียนอยู่ในเมืองใหญ่
ชีวิตของจักจั่นเมืองหลวงนั้นเต็มไปด้วยความเร่งรีบ จนพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปเป็นปีแล้ว ขณะที่ตัวเขาดูเหมือนจะไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลยราวกับเป็นกฎของเวลา..
‘เวลาน่ะ ไม่ใช่สิ่งลึกลับหรอก’
ราวกับได้ยินคำพูดนั้นดังขึ้นมาในหัวอีกครั้ง คำพูดที่ ‘ใครบางคน’ ได้พูดเอาไว้ก่อนจะหายจากไปหลังฤดูหนาวในช่วงปิดเทอม
ภาพบรรยากาศของบ้านเกิดอันคุ้นเคยชักชวนให้ติณณ์ได้ขบคิดย้อนไปถึงความทรงจำอันแสนน่าประหลาดในวัยเด็ก ความพิศวงที่เป็นเหมือนเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ในชีวิต ซึ่งตอนนี้เขาก็ยังหาคำตอบให้กับมันไม่ได้
ไม่ใช่แค่เรื่องเวลา พระเจ้า ความน่าสับสนของจักรวาลนี้ หรือแม้แต่ตัวเขาผู้นั้น
คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นในใจติณณ์ตั้งแต่ช่วงปิดเทอมปลายปีครั้งที่ตนยังเป็นเพียงเด็กมัธยมต้นที่ซุกซน เขาเคยคิดว่าเมื่อโตขึ้นสักวันอาจจะเข้าใจ ทว่ายิ่งโตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่พบคำตอบ
เรื่องราวพิศวงนั้นเริ่มต้นขึ้นบนภูเขาลูกเล็กๆ ริมลำธาร เป็นภูเขาที่อยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนและโรงเตี๊ยมของคุณย่านัก
มันเป็นวันสุดท้ายของการสอบปิดภาคเรียนแรก วันนั้นท้องฟ้าโปร่งโล่งและอากาศเริ่มหนาวเย็น วันที่ติณณ์ได้พบกับ เขา เป็นครั้งแรก
เมื่อเสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนในวันสุดท้ายของเทอมดัง เหล่าเด็กชายหญิงที่นับรอเวลากลับบ้านก็พากันวิ่งแตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง
‘ตินติน’ สะพายกระเป๋านักเรียนขึ้นบ่าวิ่งออกจากห้องเรียนเร็วจี๋ สองเท้าก้าวรัวมุ่งตรงไปหาเพื่อนสนิทต่างห้องที่กำลังจับกลุ่มยืนคุยอยู่กับรุ่นพี่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทันทีที่เขาตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายก็หันมาเอ่ยทักทันที
“นี่ วันนี้ไปที่เดิมไหม”
“อ้อ ขอโทษที วันนี้ฉันจะไปเล่นเกมกับพีทน่ะ” เด็กชายในชุดแจ็กเก็ตสีน้ำเงินกล่าว ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของติณณ์แทบจะหุบลงแต่เขาก็ได้แต่เพียงพยักหน้า
“เอ่อ… งั้นสินะ”
“แต่ไว้วันเสาร์ถ้าฉันว่างจะโทรบอกนะ”
“โอเค งั้นไว้เจอกัน”
“ไว้เจอกัน”
เมื่อเด็กชายกล่าวจบพวกเขาก็ขยับเท้าเดินห่างออกไปทิ้งให้เจ้าของร่างเล็กยืนลอบถอนหายใจด้วยสีหน้าเศร้าจ๋อยเมื่อถูกแย่งตัวเพื่อนสนิทไป เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ชอบเล่นวิดีโอเกมทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่เด็กสาวที่หมกมุ่นอยู่กับนิตยสารทั้งวันทั้งที่ของเหล่านั้นมันน่าเบื่อจะตาย
ติณณ์เก็บการขบคิดเรื่องนั้นไว้ในใจขณะเดินเตะฝุ่นไปตามทางเดินกลับบ้าน สายตาเหม่อมองผีเสื้อป่าตัวเล็กๆ ที่บินล้อแสงแดด เขาเศร้าอยู่ได้ไม่นานก็วนกลับมาคิดเรื่องสนุกๆ ได้ตามประสาคนช่างจินตนาการ
ชุมชนที่ติณณ์อาศัยอยู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก และความสนุกสนานของเด็กวัยกำลังโตหลายคนก็คือการได้เดินทางเข้าไปเที่ยวในเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสุดท้ายของการสอบ
ขณะที่ใครหลายคนพากันไปยืนรอรถกระป๋องเที่ยวสุดท้ายเพื่อเข้าไปเที่ยวห้างใหญ่ ติณณ์ก็แยกตัวมุ่งหน้าเดินตรงสู่โรงเตี๊ยมไม้ประจำชุมชนซึ่งเป็นบ้านพักของเขากับคุณปู่และคุณย่า
ทันทีที่ติณณ์กลับมาถึงบ้านเขาก็โยนกระเป๋านักเรียนทิ้งไว้หน้าห้องแล้ววิ่งกลับออกไปทันทีโดยไม่ทันต้องรอให้ใครทัก
เด็กชายตัวเล็กคว้าจักรยานปั่นหน้าตั้งไปยังเนินเขาน้อยๆ ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ถึงกิโลฯ พอใกล้จุดหมายก็ลากชะลอเบรกแล้วทิ้งจักรยานนอนคว่ำเอาไว้ตรงตีนเขา ก่อนจะลุยหญ้าแห้งๆ ที่สูงเกือบเท่าเข่าเดินลัดเลาะไปยังกระท่อมน้อยซึ่งอยู่ใกล้กับต้นไม้อันเป็นจุดฝังสมบัติ
“ขออย่าให้มันหายไปล่ะ” เสียงเล็กๆ บ่นพึมพำกับตัวเองขณะที่ฝีเท้าก็เร่งเดินไปยังต้นพลับใหญ่ แต่แล้วบางสิ่งก็ทำให้เด็กชายต้องชะลอช้าลง
นัยน์ตาสีอ่อนจ้องมองไปยังชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งที่ยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ในมือเขาถือกล้องส่องดาวของติณณ์เอาไว้ก่อนเจ้าของใบหน้านั้นจะหันมามอง
ไม่มีคำพูดใดนอกจากสายตาที่สบมองกัน เด็กชายขมวดคิ้วน้อยๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่เงียบ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นก่อน
“กล้องนั่น ของฉันน่ะ” เขากล่าวพร้อมกับชี้ไปยังกล้องในมือชายหนุ่มที่ดูจะอายุมากกว่าหลายปี แต่อีกฝ่ายก็เพียงแค่ก้มลงมองมัน “ฉันขอคืนได้ไหม”
“นี่ของนายเหรอ… มันมองไม่เห็นอะไรเลย”
นั่นเป็นคำพูดแรกที่ติณณ์ได้ยินจากชายแปลกหน้าผ่านน้ำเสียงราบเรียบและมันก็ทำให้เขาฉุนไม่น้อย ที่อีกฝ่ายบังอาจมาดูแคลนเจ้ากล่องส่องดาวตัวเก่ง ถึงแม้ว่าจริงๆ มันจะเป็นแค่กล้องส่องนกก็ตามที
“นายเป็นใคร ฉันไม่เคยเห็นนาย”
“………”
ไม่มีคำตอบใดจากร่างสูงโปร่ง ชายคนนั้นเพียงเดินนำกล้องมาส่งคืนให้เขาก่อนเจ้าตัวจะล้วงบางสิ่งในกระเป๋าออกมายื่นให้ ซึ่งพอมองดูเด็กชายก็พบว่ามันคือนามบัตรสีฟ้า
“อะไรเหรอ?”
“ชื่อฉัน…”
“….?” คำตอบของเขาทำติณณ์คิ้วขมวดเป็นปม แล้วก็ยิ่งต้องแปลกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อได้ทวนอ่านชื่อบนนามบัตรนั้นซ้ำอีกครั้ง “แพทย์หญิงสุชาวดีเหรอ?”
“……..”
“นายคงไม่ได้เป็นแพทย์หญิงหรอก…. ใช่ไหม?”
“มันเขียนว่านามบัตร” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ฟังดูช้าและนุ่มนวลชวนน่าเชื่อถือ หากไม่นับรวมท่าทีและการพูดจาอันแสนประหลาด
“เอ่อ… ใช่ มันเป็นนามบัตร แต่ฉันว่ามันไม่ใช่นามบัตรนาย”
“งั้นเหรอ…”
“นายคงไม่ได้เป็นหมอสูตินรีใช่ไหม?”
“เปล่า… ฉันไม่ใช่” ในดวงตากลมโตสีดำสนิทนั้นฉายแววสับสนระคนผิดหวัง ชายปริศนาดูเศร้าใจไม่น้อยที่ได้ค้นพบว่าตนไม่ใช่แพทย์หญิงสุชาวดี เขารับนามบัตรนั้นคืนไปก่อนจะโยนมันทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี
“เอ่อ… แล้วตกลงว่านายชื่ออะไร ชื่อนายน่ะ”
“ชื่อฉันเหรอ”
“ใช่ นายต้องมีชื่อสิ ทุกคนมีชื่อ”
“………..”
ในความเงียบของบทสนทนาแววตาของติณณ์เริ่มเต็มไปด้วยความสับสน เขาได้แต่ยืนเกาหัวแกรกๆ พลางคิดว่าตนเองกำลังคุยกับคนบ้าอยู่หรือเปล่า หรือว่าเขาเป็นนักปีนเขาที่ประสบอุบัติเหตุแล้วความจำเสื่อมกัน
“นายมาจากไหนเหรอ?”
นัยน์ตาเรียวมองสำรวจเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ดูเป็นทางการไม่เหมือนหนุ่มสาวชาวบ้าน
ชายประหลาดตรงหน้าเขาสวมเสื้อเชิ้ตลายทางสีฟ้ากับกางเกงสแล็กเรียบหรูดูขัดกับรองเท้าหนังสีดำซึ่งเลอะไปด้วยคราบโคลน เขาสวมนาฬิกาที่อาจารย์ใหญ่กับพวกนายหน้าชอบใส่กัน แถมหน้าตายังดูหล่อเหลาเหมือนคนเมือง
“ฉันมาจากที่ห่างไกล”
“แล้วมันไกลแค่ไหนล่ะ?”
เจ้าของใบหน้าคมหันไปมองท้องฟ้าพลางชี้นิ้วขึ้นไปราวกับจะบอกว่าเขาบินมาจากต่างประเทศด้วยเครื่องบิน
“นายมาจากต่างประเทศเหรอ?”
“ไม่ใช่ มองไปไกลกว่านั้นสิ”
“นายมาจากต่างดาวเหรอ?” ติณณ์เงยหน้ามองฟ้าและเอ่ยถามพร้อมส่งเสียงหัวเราะออกมากับคำพูดขบขันที่ฟังดูจริงจังอย่างน่าประหลาด ถ้าหากท้องฟ้าที่เขาพูดถึงไม่ได้หมายถึงเครื่องบินแล้วมันจะหมายถึงอะไรอีกล่ะ?
“เปล่า ฉันมาไกลกว่านั้น”
“งั้นนายมาจากจักรวาลไหนล่ะ?”
“ฉันไม่ได้มาจากจักรวาล ฉันคือจักรวาล…”
เสียงทุ้มกล่าวราบเรียบราวกับไม่มีอารมณ์ขันซ่อนอยู่ในประโยคสนทนา สีหน้าเรียบเฉยของเขายิ่งทำให้เด็กชายงุนงงจนต้องเอียงคอ
ติณณ์ยังคงคิดว่าเขาเจอคนประหลาดเข้าแล้ว แต่มันหมายความว่าไงกันที่บอกว่าตนเองคือจักรวาล
“หมายความว่าไงคือจักรวาล?”
“ฉันคือสำนึกของจักรวาลนี้ ฉันมาที่นี่ในฐานะนักสำรวจ”
“………”
“แล้วนายล่ะ ชื่ออะไร”
“ฉันติณณ์ เรียกตินตินก็ได้ ฉันก็เป็นนักสำรวจเหมือนกัน” ติณณ์ยื่นมือไปจับกับคนตัวโตกว่าด้วยความรู้สึกกระตือรือร้นกว่าเคย เพราะถ้าหากนายคนนี้เป็นจักรวาลได้เขาก็จะเป็นอะไรก็คงได้ทั้งนั้น “แล้วนายกำลังมองหาอะไรเหรอ”
“ฉันกำลังหาผู้ช่วยน่ะ”
“ผู้ช่วยเหรอ? อย่างเช่นทำอะไรล่ะ”
“คนที่ช่วยฉันสำรวจสิ่งต่างๆ”
“ฉันก็ชอบสำรวจนะ แล้วฉันก็เพิ่งปิดเทอมพอดี ถ้านายต้องการฉันเป็นผู้ช่วยให้ได้นะ”
คำพูดอวดดีของเด็กหนุ่มวัย 14 ปีถูกเอ่ยออกไป ซึ่งถ้าใครมาได้ยินเข้าก็คงขำ หากแต่ไม่ใช่สำหรับชายตรงหน้า เขาดูสนใจและมีแววตาที่เอาจริงเอาจังมาก ติณณ์เกือบจะลืมความประหลาดของเรื่องราวไปหมดเมื่อได้ยินว่าเขาจะได้มีเพื่อนไปออกสำรวจโลกด้วยกัน
“ดีสิ งั้นจากนี้นายเป็นผู้ช่วยของฉัน”
“เอ่อ… ได้ ได้สิ แต่ว่าก่อนอื่นนายต้องมีชื่อก่อน นายอยากให้ฉันเรียกนายว่าอะไรเหรอ”
“นายตั้งชื่อยังไงล่ะ”
“ปกติเราตั้งจากความหมายน่ะ แต่ถ้านายเป็นจักรวาล งั้นฉันเรียกนายว่าจักรวาลดีไหม?”
“ได้สิ อย่างงั้นก็ดี”
‘จักรวาล’ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลางหยักยิ้มเล็กๆ ออกมา นั่นเป็นครั้งแรกที่ติณณ์ได้เห็นสีหน้าของเขาถึงมันจะดูประหลาดมากๆ แต่ก่อนจะได้เอ่ยถามอะไรเจ้าของร่างสูงใหญ่นั้นก็หันหลังเดินลงไปหาลำธาร เรียกเด็กชายผู้ช่วยให้ต้องออกเท้าเดินตาม
“เดี๋ยวสิ! ว่าแต่นายมาสำรวจอะไรเหรอ?”
“ฉันกำลังหาคำตอบอยู่”
“เห้ะ? แล้วนายอยากรู้อะไรเกี่ยวกับโลกล่ะ”
“หลายสิ่ง…”
เท้าที่กำลังก้าวลงเขาของคนตัวโตหยุดชะงักเมื่อสายลมแรงๆ พัดผ่านมา สองแขนกลางออกกว้าง ดวงตาคมโตหลับพริ้มลงรับสัมผัสราวกับไม่เคยได้รับมัน
ติณณ์ได้แต่ยืนมองเพื่อนใหม่อ้าแขนรับลมด้วยสายตางงๆ แต่ด้วยความมากจินตนาการของเขา ทุกครั้งที่มีคำถามผุดขึ้นมาในใจมันก็มักถูกกลบไปด้วยความตื่นเต้นที่รู้ว่าตนจะได้ออกผจญภัยกับเพื่อนใหม่
“นายไม่เคยเจอแบบนี้เหรอ”
“อะไรเหรอ?”
“ลมน่ะ ที่ๆ นายมามีลมหรือเปล่า”
“มีสิ… เพียงแต่ฉันไม่เคยได้สัมผัสมันแบบนี้” จักรวาลหันไปมองเด็กชายขี้สงสัยที่จ้องมองเขาแล้วก็หัวเราะออกมาราวกับเจอเรื่องถูกใจ
“งั้นนายอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว?”
“สามสัปดาห์ ถ้านับตามเข็มนาฬิกา”
“งั้นนายพักที่ไหนเหรอ นายต้องมีที่พักสิ?” พอได้ยินเขาพูดถึงเวลาความจริงก็ดึงติณณ์กลับสู่ข้อสงสัยอีกครั้ง
“ฉันชอบเดินสำรวจไปเรื่อยๆ บางครั้งก็นอนข้างถนนน่ะ”
“แล้วคืนนี้ล่ะ? นายจะนอนที่ไหน”
นายจักรวาลไม่ตอบแต่กลับชี้นิ้วไปยังกระท่อมหลังเล็กที่มีไว้เก็บอุปกรณ์หาปลาง่ายๆ ของชาวบ้านซึ่งดูแล้วเขาไม่น่าอยู่รอดแน่เพราะนี่เป็นช่วงหน้าหนาว แถมบนเขายังยุงชุมอย่างกับอะไร
“นายไม่ได้พูดจริงใช่ไหม? ถ้านอนบนนี้ต้องโดนยุงกัดตายแน่ นายต้องมีที่พักสิ”
“แต่ฉันไม่มีบ้าน…”
“แล้วนายกินอาหารยังไง?”
“ฉันได้ของฟรีบ่อยๆ น่ะ มีคนเอามาให้อยู่เรื่อย” มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบเอาขนมธัญพืชแท่งเล็กที่เหลืออยู่เพียงครึ่งอันออกมา “ฉันกินเวลารู้สึกเหนื่อย”
“ฉันว่ามันไม่พอนะ แล้วแถวนี้ก็คงไม่มีบ้านด้วย นายอาจจะหลงป่าก็ได้”
“……….”
“ถ้าอย่างงั้นนายไปพักที่บ้านฉันสิ?! บ้านฉันเป็นโรงเตี๊ยมน่ะ ฉันจะบอกย่าว่านายเป็นนักสำรวจแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนดีไหม?!” ติณณ์โพล่งออกมาด้วยความกระตือรือร้นเมื่อได้ความคิดดีๆ ความไร้เดียงสาทำให้เขาไม่ทันได้หวั่นนึกถึงอันตรายใด ตรงกันข้ามกลับกลัวว่าอีกฝ่ายจะพาตัวเองไปเจอกับอันตรายมากกว่า
หากดูจากท่าทางทึ่มๆ ที่ขัดกับใบหน้าอันหล่อเหลาและการแต่งตัวภูมิฐานนั่นแล้ว คนที่เป็นนักสำรวจธรรมชาติน่ะ ไม่มีทางเป็นคนไม่ดีหรอก
“แล้วเราค่อยคุยเรื่องออกสำรวจ นายอยากจะรู้อะไร ฉันจะตอบให้”
“นายเป็นผู้ช่วยที่ดีนะ”
นายจักรวาลกล่าวพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มเล็กๆ แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่เขาก็ได้เรียนรู้มาว่านั่นคือท่าทีของคนที่เป็นมิตร “นายเป็นผู้ใหญ่เหรอ?”
“เปล่า ฉันอายุ 14 ตามกฎหมายถือว่ายังเป็นเด็กอยู่น่ะ ทำไมเหรอ?”
“นายดูฉลาดกว่าผู้ใหญ่คนอื่นที่ฉันเคยเจอ”
คำกล่าวชมนั้นทำติณณ์ยิ้มจนหน้าแป้น ยิ่งเมื่อมันถูกเอ่ยผ่านน้ำเสียงจริงจังและสายตาที่ดูปราดเปรื่อง ไม่ว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะเป็นใครเขาก็เริ่มจะชอบอีกฝ่ายขึ้นมาซะแล้ว
“นายพูดจาดีนี่”
“พูดจาดีคืออะไร”
“หมายถึงพูดสิ่งที่ทำให้คนอื่นรู้สึกดีน่ะ”
“มันเป็นเรื่องจริงนี่”
“ว่าแต่ ฉันขอถามอีกทีได้ไหม นายเป็นใครนะ?”
“ฉันคือสำนึกของจักรวาล ผู้สร้างกฎเกณฑ์ของเอกภพนี้” ใบหน้าคมยามเอ่ยคำนิยามตนออกมานั้นดูเคร่งขรึมราวกับว่าเขาเชื่อในสิ่งที่ตนเองพูดจริงๆ
นัยน์ตาสีดำสนิทสงบนิ่งไร้วี่แววของความสับสน มันช่างเป็นคำพูดที่ฟังดูยิ่งใหญ่และโอหังเกินกว่าจะได้ยินจากปากมนุษย์
“ถ้านายสร้างทุกอย่างแล้วนายมาสำรวจโลกมนุษย์ทำไมล่ะ?”
“ฉันสร้างอาณาจักรของเอกภพไม่ใช่มนุษย์ มนุษย์เป็นเพียงสิ่งที่อุบัติขึ้นจากความเป็นไปได้น่ะ”
“แล้วนายก็เป็นสำนึกของจักรวาลเหรอ? แบบ… จักรวาลน่ะ” ติณณ์ขมวดคิ้วพร้อมวาดมือเป็นวงกลมพยายามอธิบายความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่ตนกำลังพูดถึง
“ใช่”
“จักรวาลมีสำนึกด้วยเหรอ?”
“ถ้าไม่มีแล้วนายคิดว่าใครสร้างกฎเกณฑ์พวกนี้กันล่ะ”
สายลมที่พัดผ่านยกปอยผมนุ่มให้ปลิวไสว เสียงต้นหญ้าเสียดสีกันดังแซกซากเตือนให้ติณณ์รู้ตัวว่าธรรมชาติอันสวยงามที่เขาสัมผัสอยู่ทุกวันนั้นมนุษย์ไม่ได้เป็นคนสร้างมัน แต่จักรวาลเนี่ยนะ?
“เอ่อ แล้วนายเป็นคนเหรอ? หรือเป็นอะไร? นายมีความคิดด้วยเหรอ?”
“สำนึกของฉันคือการดำรงอยู่ เพื่อสร้างสิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป”
“ฉันไม่เข้าใจน่ะ…”
ด้วยความเขลาในวัยเยาว์ติณณ์ทำได้เพียงขมวดคิ้ว แล้วพยายามคิดตามแต่ไม่ว่ายังไงก็นึกไม่ออกว่าคนจะเป็นจักรวาลได้ยังไง
“แล้วนายมีรูปร่างด้วยเหรอ?”
“สำนึกของฉันไม่มีตัวตน แต่ฉันประกอบมันขึ้นได้จากทุกสิ่ง ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่ฉันต้องทำ”
“งั้นที่ยืนอยู่ตรงนี้ล่ะ? ไม่ใช่นายเหรอ” เด็กชายว่าแล้วก็เอื้อมมือไปจับแขนคนอายุมากกว่า เพื่อยืนยันกับตัวเองว่าเขาสามารถสัมผัสชายตรงหน้าได้จริงๆ
“ฉันแค่ยืมมาน่ะ”
พอได้ยินคำว่ายืมติณณ์ก็ยิ่งงงใหญ่ แต่ก่อนจะได้พูดอะไรอีกฝ่ายก็ก้าวเท้าเดินลงไปหาลำธารต่อทำให้เขาต้องวิ่งตามอีกครั้ง
“หมายความว่าไงยืมน่ะ?!”
“ฉันแค่มาสำรวจชั่วคราวเท่านั้น”
“ไม่ใช่เรื่องนั้น! ฉันหมายถึงนายจะยืมตัวตนคนอื่นได้ไง?! ถ้านี่ไม่ใช่นาย นายไปลักพาตัวผู้ชายคนนี้มาจากไหน?!”
“ตอนนี้เค้าเป็นฉันแล้ว”
“ห้ะ? หมายความว่าไง นายจะบ้าเหรอ?
“ฉันแค่ขอยืมมาชั่วคราวเท่านั้น”
“แต่นายกำลังขโมยตัวคนอื่นอยู่นะ?”
“งั้นนายก็พิสูจน์สิว่าฉันไม่ใช่ฉัน”
พวกเขาวิ่งไล่ตามกันลงเขาทั้งตะโกนกันไม่หยุด ติณณ์ยังติดอยู่ในความสงสัยว่านี่คือเรื่องจริงหรือหลอก?
ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นแค่ชายเพี้ยนที่มีอาการหลงผิดคิดว่าตัวเองเป็นจักรวาลอันยิ่งใหญ่ หรือนั่นคือสำนึกของจักรวาลอันชั่วร้ายจริงๆ กันแน่
เพราะถ้าหากว่าใช่ ติณณ์ก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าอนาคตของโลกใบนี้จะปลอดภัยหากมันถูกสร้างขึ้นมาบนสำนึกอันแสนประหลาดของชายเพี้ยนผู้นี้
“ฉันไม่เชื่อหรอก นายต้องเป็นคนบ้าแน่!”
To be continued…