โทบี้ ธอมสัน ยืนประหม่าขาตายอยู่หน้าโรงเรียนไฮสกูลที่ตนเพิ่งย้ายมา ความอึดอัดเพราะแปลกที่กำลังสร้างความกดดันแก่เด็กหนุ่มเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนนี้จนมวนท้องไปหมด พลันอดคิดไม่ได้ว่าตัวเองไม่ควรวู่วามในการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิตเช่นนี้เลย
แค่เพียงคำเดียวของ ‘เธอ’ ทำให้เขาสิ้นคิด เอาชีวิตมาเข้าถ้ำเสือแดนสิงห์
แค่เพียง…ข้อความประโยคเดียว
[นางฟ้า : ดีใจจังที่ตัวเองจะย้ายมาอยู่เมืองเดียวกับเค้า
พวกเราสองคนจะได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นแล้วสิ ♥]
เป็นใครจะไม่ตีปีก หากว่าการย้ายถิ่นฐานอย่างกะทันหันของครอบครัวธอมสัน จะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับแฟนสาวคนสวยที่คบหาดูใจกันผ่านไวฟายมากว่าปีให้แนบชิดยิ่งขึ้น โทบี้ลอบกลืนน้ำลายเอื๊อกทุกครั้งที่คิดถึงภาพยามพวกเขาจะได้พบกันซึ่ง ๆ หน้าเป็นครั้งแรก
‘สาวผมบลอนด์ ตาสีน้ำข้าว สะโพกอกเอวเข้ามาตรฐาน 34-24-35’
นางฟ้าขนาดนี้คงพาให้ตำแหน่งดาวโรงเรียนหรือเชียร์ลีดเดอร์ตกเป็นของเธออย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในหมู่สาววัยแรกรุ่นมากมายในรั้วเขตการศึกษา โทบี้ก็ว่าเขาน่าจะมองหาแฟนสาวของตัวเองได้ไม่ยากนัก
ก็สาวใดในหล้าจะหาใครโดดเด่นสะดุดตาไปด้วย ‘หูเอลฟ์’ เรียวสวยได้อย่างเธอคนนั้นอีกเล่า?
ซึ่งก็ใช่…ในชีวิตจริงคงหามนุษย์ที่มีอัตลักษณ์แบบนั้นไม่ได้ แต่มันคงไม่ผิดอะไรที่จะแอบคาดหวัง ในเมื่อความรักของพวกเขาบ่มเพาะขึ้นในเกม MMORPG การจะสร้าง ‘อวาตาร์’ ลงสนามผจญภัยกันทั้งที คนเราก็ใช้เวลาในหน้าต่างแต่งตัวกันไปแล้วกว่าครึ่งค่อนวัน
มันจะไม่มีส่วนผสมของความเป็นจริงกันสักนิดหรือ?
ขนาดตัวโทบี้เอง ก็ยังคงภูมิใจกับการสร้างตัวละครออกมาเป็นอัศวินหนุ่มผิวเข้มคมตามพื้นฐานตัวตนจริง ถึงจะอ้างอิงจากทั้งหมดของร่างกายไม่ได้นัก ศัตรูที่ไหนมันจะกลัวหนุ่มเก้งก้างน้ำหนักตัวแค่ 140 ปอนด์ ส่วนนี้เลยต้องขอใช้พื้นที่ของจินตนาการให้เป็นประโยชน์ กลายร่างเป็นหุ่นนักรบผึ่งผายสมชายชาตรี โดยไม่ลืมที่จะไว้ลายเอกลักษณ์ให้เป็นที่จดจำด้วยผมสีเขียวมินต์ตัดกับผิวให้สะดุดตา
โทบี้ทะเลาะกับหม่าม้าแทบตายตอนบอกว่าจะขอย้อมสีผมสำหรับเปิดภาคเรียนที่ใหม่
ก็อยากจะให้หวานใจคนดีจำเขาได้นี่นา…
แต่นั่นเพราะโทบี้ไม่นึกว่า เมื่อมาถึงหน้าโรงเรียนแล้ว…สาวเจ้าจะบอกกับเขาแบบนี้
[นางฟ้า : เค้ายังไม่พร้อมที่จะเปิดตัวตอนนี้อะ
ตัวเองให้เวลาเค้าอีกนิดนึงได้มั้ย คุยกันผ่านแชตแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วนะ]
โธ่ คุณผู้หญิง…
โทบี้แทบจะปล่อยโทรศัพท์ร่วงหลุดมือแล้ว ทั้งนี้ยังถือว่าเคราะห์ดีที่ตัวเขาขออนุมัติเรื่องโกรกสีผมไม่สำเร็จ ไม่งั้นคงนึกภาพตัวเองโดดเดี่ยวกลางสังคมใหม่ด้วยหัวสีแสบตาออกมาได้น่าดูชมนัก
ที่รักจ๋า…ทำไมถึงทำกันได้ลง
[อัศวินดำ : แต่เค้ามาอยู่ใกล้ตัวเองขนาดนี้แล้วนะ รู้มั้ยว่าสิ่งที่ทำให้เค้าเข้มแข็งมาตลอดการย้ายบ้าน คือการจินตนาการภาพพวกเราเดินจับมือกัน
ระดับ ‘ตำนาน’ อย่างพวกเราปรากฏตัวเคียงคู่กันในชีวิตจริงมันแทบจะเป็นภาพประวัติศาสตร์ได้เลยเชียวนะ]
ปลายทางตอบกลับมาในไม่กี่อึดใจ
[นางฟ้า : เค้าคิดว่านั่นออกจะพิลึก…]
โทบี้ : (…)
ยังดีที่เจ้าหล่อนพิมพ์ขยายความมาเพิ่ม [นางฟ้า : จะเรียกว่าตำนานมันก็เขินแปลก ๆ]
คำตอบของแฟนสาวทำให้โทบี้พ่นลม
[อัศวินดำ : ไม่เอาน่า อย่างน้อยการทนเล่นเกมเดียวมาเป็นปี ๆ เก็บทุกอิเวนต์มันก็ต้องได้อะไรมั่งแหละ]
เป็นจริงดังนั้น เพราะท่ามกลางผู้สร้างสรรค์วงการเกมที่ผุดไอเดียใหม่กันรายวัน การที่เด็กวัยรุ่นจะจดจ่ออยู่กับสังคมเกมเดียวได้นานกว่า 12 เดือนถือว่าใช้ความอดทนของเจ้าตัวอย่างมาก หากว่าเจอกลุ่มเพื่อนที่เข้าขา ก็อาจจะพาให้ความสัมพันธ์ในเกมยืดออกไปได้ 3-6 เดือน ก่อนหนึ่งในนั้นจะไปค้นพบโลกใบใหม่และพาเพื่อนฝูงย้ายเกมหนีไปจนห้องแชตว่างร้างลงในท้ายที่สุด
แต่นั่นไม่เกิดขึ้นกับคู่รักปู่-ย่าของเกมอย่าง ‘PIZZA LOVER’
แม้โทบี้จะขมวดคิ้วกับชื่อทีมที่แฟนสาวตนคิด แต่เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าพิซซาเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอรู้จักเกมนี้ เขาก็พร้อมจะดันชื่อพิซซาหน้าคู่รักให้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดบนแรงค์กิ้งบอร์ดในเกม
รู้งี้น่าจะแบกพิซซาสักถาดมาโรงเรียน อาจจะช่วยล่อให้เธอคนนั้นยอมออกมาเจอเขาก็ได้นะเนี่ย
[อัศวินดำ : ถ้าไม่เจอตัวเองตั้งแต่สมัครเกมครั้งแรกอะ เค้าคงไม่อยู่เล่นมันจนถึงวันนี้หรอกนะ]
ข้อความของแฟนสาวเว้นระยะไปเกือบนาที ก่อนสิ่งที่เห็นในจอจะทำให้โทบี้ยิ่งใจเต้นรัว
[นางฟ้า : เค้าก็ไม่คิดว่าจะเล่นเกมได้นานขนาดนี้…
แต่ที่เข้าเกมมาแต่ละทีแล้วไม่เคยเบื่อ ก็เพราะเข้ามาเจอตัวเองอะ]
โทบี้ : (…)
เนี่ย…ก็เป็นคนอย่างงี้ไง รับทุกดอก หยอดทุกลูก
แล้วจะไม่ให้โทบี้ปลงใจรักมากว่าปีได้อย่างไร ทั้งที่ไม่เคยเห็นแม้แต่ตัวจริงของอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ หลงหัวปักหัวปำจนทำให้เจ้าหนุ่มถ่อมายืนอยู่ในความเคว้งคว้างของโลกความจริง และรู้ว่าสุดท้ายก็ยังไม่ได้เจอกัน คำหวานนั้นกลับมาให้วูบโหวงในใจไม่น้อย
[นางฟ้า : ตัวเองรอเค้าหน่อยนะ เค้ายังไม่สบายใจในการเจอตัวจริงเท่าไหร่ ตัวเองก็รู้ใช่มั้ยว่าเค้ามีปัญหาเรื่องที่บ้าน มันไม่สะดวกที่จะเจอกัน]
อา นั่นสินะ…
ข้อนี้โทบี้เองก็คิด ไม่ใช่แค่ทางบ้านเขาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่บ่อยครั้ง แฟนสาวเขาเองก็เป็นหนึ่งในวัยรุ่นที่ครอบครัวมีปัญหา นั่นจึงทำให้พวกเขาทั้งสองเข้าใจกันเป็นอย่างดี โทบี้ก็ไม่อยากเร่งรัดยัดเยียดตัวเองเข้าไปเป็นอุปสรรคในชีวิตอีกฝ่ายเพิ่ม
เฮ้อ นี่มันยิ่งกว่าการคบหาระยะไกลซะอีกนะ
[อัศวินดำ : ไม่เป็นไร เอาไว้เมื่อตัวเองพร้อมนะ…เค้ารอได้]
ตอบไปอย่างพระเอก ตัวเจ้าหนุ่มก็คงทำได้แค่นี้ ทั้งที่จริงสายตากำลังสอดส่ายมองไปทั่วสนามโรงเรียนแล้ว นัยว่าบางทีหนึ่งในคนที่กำลังกดมือถือยิก ๆ อาจจะเป็นหวานใจของเขาก็ได้
เสียแต่ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่คนก้มมองจอโทรศัพท์กันหมดเลยนี่สิ (…)
โธ่เอ๋ยโทบี้…ทั้งที่จริงคนสวยก็ยังไม่ยอมบอกพิกัดโรงเรียนของเธอแก่เขาเลยด้วยซ้ำ แต่ในเมืองนี้สถานศึกษาที่เข้าท่าที่สุดมันก็หนีไม่พ้นที่นี่ โทบี้จึงอนุมานเอาว่าเธอเองก็อาจจะเร้นกายอยู่ตรงไหนสักแห่งในบริเวณเดียวกับเขาก็ได้
แต่ก็ไม่อยากจะจ้องหาให้ส่อพิรุธนักหรอก นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำเลยในการมาต่างถิ่นครั้งแรก เพราะดีไม่ดีสิ่งที่ไปปะทะสายตาเข้าอาจจะเป็น ‘มอนสเตอร์’ มากกว่าสาวงาม
เอาไว้ค่อย ๆ ตะล่อมถามเบาะแสไปทีละน้อยแล้วกัน
แต่เวลานั้นเอง…
บึก!
“โอ๊ย!”
แค่กำลังจะพิมพ์ข้อความไปออดอ้อนแฟนสาวขอข้อมูลเพิ่ม ทัศนวิสัยตรงหน้าของโทบี้ก็แคบลงจนเหลือเพียงหน้าจอมือถือ เรดาร์จับสิ่งกีดขวางตรงหน้าถูกเบนความสนใจไปสู่การกดแป้นตัวอักษร จนสุดท้ายปลายทางก็พาเขาไปชนเข้ากับสิ่งที่ไม่คิดอยากจะเจอมากที่สุด
“เฮ้ย ไอ้นี่นิ!!”
เอาแล้วไง…โทบี้เลิ่กลั่กเหงื่อกาฬผุดเม็ด แค่เพียงเห็นว่าตัวเองทำอะไรลงไป เจ้าหนุ่มแหงนหน้ามองแผ่นหลังสูงใหญ่ทะมึนที่ตนเป็นคนทะเล่อทะล่าชนกับมันเข้าอย่างจัง รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมานั้นเหมือนว่าโทบี้เหยียบเข้าไปในถิ่นถ้ำมังกรไม่ผิด
นี่มันฮาคิ*อันธพาล!
“เอ่อ…คือ…”
จะแก้ตัวอะไรคราวนี้ก็ปากสั่นไปหมด ทันทีที่เจ้าของแผ่นหลังหันมา ก็ปรากฏสีหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างน่ากลัวแล้ว โทบี้นึกคำพูดอะไรไม่ออก เพราะดวงตาสีน้ำข้าวที่พองโตมันจ้องเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ จะเบนความสนใจหลบไปไหนก็พบแต่ความน่าหวาดหวั่น ด้วยส่วนสัดที่ต่างกันมากอย่างที่ดูยังไงก็มวยคนละรุ่น กลิ่นนักเลงยิ่งคุกรุ่นออกจากตัวคนตรงหน้าด้วยทรงผมตั้งชี้อย่างไร้ระเบียบ
นี่มันคนหรือก็อตซิลล่าวะเนี่ย??
“เอาไงดีสก็อต เล่นมันเลยไหม?”
“เด็กใหม่นี่หว่า ไม่คุ้นหน้าเลย”
แย่ล่ะสิ สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าการแหย่ปากมังกร คือการถูกลูกสมุนของมังกรจับได้ และหากว่าบอสใหญ่นามว่าสก็อตมีบริวารติดตามในระดับนี้ แสดงว่าอิทธิพลของเขาในโรงเรียนคงไม่ธรรมดา
ที่สำคัญ จากลำพังแค่สถานการณ์ที่โทบี้ถูกสมุนล้อมหน้าล้อมหลังก็อึดอัดพอตัวแล้ว แต่ในเมื่อสก็อตถูกกระตุ้นให้แสดงอำนาจ งานนี้จึงเหมือนต้องเชือดเด็กใหม่ให้ลิงดู บอสใหญ่ถอนใจอย่างเหม็นเบื่อก่อนจะเหวี่ยงวงแขนแกร่งอย่างนักกีฬา จับคว้าคอเสื้อโทบี้ขึ้นจนปลายเท้าลอยสูงจากพื้น เสียงลมหวืดหวือจากการถูกหิ้วคอตีโกรกหูของเจ้าหนุ่มจนอื้ออึง
เพิ่งเข้าใจความรู้สึกของหมากระเป๋าก็วันนี้
“เฮ่…เดินบนพื้นที่สาธารณะน่ะ หัดดูตาม้าตาเรือซะบ้าง”
เวลานี้สายตาของโทบี้อยู่ในระดับเดียวกับสก็อตแล้ว ต้องบอกว่าเจ้าหนุ่มตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นเกินกว่าจะจับใจความสิ่งที่อีกฝ่ายพูด หากแต่ถ้าไม่รีบตอบอะไรในตอนนี้ มันจะกลายเป็นการท้าทายอำนาจไปโดยปริยาย ซึ่งเป็นหายนะร้ายแรงที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ได้วะ? ทั้งที่ไม่อยากจะมีเรื่องกับใครเลยในวันแรก หรือแม้แต่วันไหน ๆ ก็ไม่เคยคิดอยาก แค่มือถือเครื่องเดียวจะทำให้ชีวิตเด็กมัธยมปลายของเขาดิ่งลงเหวได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ
แต่ใครว่าเครื่องเดียวกันล่ะ…เมื่อสายตาเจ้าหนุ่มหลุบลงหลบเร้นจากดวงตาพิฆาต โทบี้ก็เห็นว่ามืออีกข้างของสก็อตเองก็ถือโทรศัพท์ติดพู่ขนฟูมุ้งมิ้งไม่เข้ากับหน้าเอาไว้เช่นกัน
“ตัวเองก็มัวแต่เล่นมือถือไม่มองคนเดินเหมือนกันนี่หว่า…”
“!?”
เจ้าเด็กใหม่แค่นึกคิดไปตามความจริงเท่านั้น แต่เมื่อหันมาอีกทีกลับพบว่าตาพองโตของคู่อริยิ่งขึงขังมองเขาอย่างขุ่นเคืองมากกว่าเก่า
เป็นก็อตซิลล่าไม่พอ ยังเป็นชาร์ลส์ เซเวียร์อ่านใจคนได้ด้วยรึไงวะ?
“เมื่อกี้แกหาว่าลูกพี่เราเป็นฝ่ายไม่มองทางเองงั้นเหรอ!?”
อ้าวเฮ้ย! คิดแค่ในหัว ไหงมันออกทางปากด้วยวะเนี่ย
เอาแล้วไง…โทบี้รีบตะครุบปากตัวเอง ซึ่งในยามนี้ดูยังไงก็หักหัวเรือกลับลำไม่ทันแล้ว
“เอ่อ ไม่ใช่ คือ…”
สมองเจ้ากรรมดันประมวลผลแบบไม่ช่วยแก้ปัญหา ถึงจะรู้ว่าความจริงไม่ใช่ตนเองเพียงฝ่ายเดียวที่ผิดก็เถอะ หากแต่เมื่อปะทะกันด้วยอิทธิพลแล้ว เรื่องใครผิดใครถูกมันสำคัญซะที่ไหนเล่า?
ในเมื่อความยุติธรรมไม่ช่วยอะไร โทบี้ก็หรี่ตารอรับกำปั้นสก็อตที่เงื้อขึ้นอย่างน่าหวาดเสียว แล้วได้แต่สวดอ้อนวอนต่อเสียงระฆังสวรรค์ให้มารับวิญญาณเขาไปหลังจากที่ถูกเจ้าถิ่นอัดจนอ่วมอรทัยแล้ว
ทันใดนั้นเอง…
กริ๊งงงง
“!?”
เสียงระฆังดังแว่วมา แม้จะไม่ใช่เสียงจากเทวทูต แต่ก็มีภาษีพอจะทำให้แรงแขนของสก็อตผ่อนจากคอเสื้อโจทก์ลงได้ ระฆังสัญญาณเรียกเข้าห้องเรียนเข้ามาห้ามความขัดแย้งเอาไว้ทัน ในเวลานั้นก็ใครบางคนยื่นมือมาแตะไหล่คนพาลให้สงบอารมณ์
“ไม่เอาน่า หาเรื่องเด็กใหม่แต่เช้ามันไม่ดีต่อบรรยากาศของวันเลยนะสก็อตตี้”
เด็กหนุ่มสวมสเวตเตอร์กีฬาผู้มีส่วนสูงไม่ต่างจากสก็อตมากนัก กลายเป็นคนเข้ามาช่วยห้ามทัพไม่ให้เจ้านักเลงยักษ์ไล่ต้อนเด็กใหม่ไปมากกว่านี้
โทบี้ยิ้มบาง ๆ แทนคำขอบใจแก่เด็กหนุ่มพ่อพระผู้นั้น แต่ไม่รู้ยังไง เขากลับรู้สึกว่ารอยยิ้มที่อีกฝ่ายตอบกลับมามันทำให้หนาวเยือกอยู่แปลก ๆ
ฝ่ายสก็อตเองก็ทำเพียงพ่นลมหนักอีกครั้งแล้วตีจากเข้าห้องเรียนโดยไม่สนใจโทบี้อีก ทิ้งให้นักเรียนใหม่ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจที่ขัดอยู่ในอกจนสงบเงียบ
นี่สินะผลของการเดินเข้าไปเหยียบ ‘เส้นสีแดง’
เส้นที่วงการเกมเรียกกว่าพื้นที่สุ่มเสี่ยง ที่หากเหยียบย่างเข้าไปจะต้องยินยอมพร้อมใจวัดฝีมือกับมอนสเตอร์ในเขตนั้น แต่ถ้าเผลอลักลั่นหลงอยู่ในแดนอันตราย ตัวผู้เคราะห์ร้ายก็มีชะตากลับจุดเซฟได้ง่ายดังลัดนิ้วมือ
และด้วยสถานะผู้เล่นหน้าใหม่ตัวบาง ๆ ของโรงเรียนมัธยมปลาย โทบี้ก็เดินเหยียบเส้นแดงเข้าแล้วเต็มเปาตั้งแต่วันแรก
Level.1 อย่างเขามันจะเอาอะไรไปสู้ก็อตซิลล่าเจ้าถิ่นได้เล่า!
[อัศวินดำ : ตัวเอง ฉิบหายแน้ว…ชีวิตม.ปลายของเค้าต้องจบเห่ตั้งแต่เริ่มแน่ ๆ]
ความร้อนใจของโทบี้พาให้กัดปากนั่งไม่ติดมาจนถึงในคาบเรียน คอยรอเวลาเมื่ออาจารย์ประจำวิชาหันเข้าหากระดานแล้ว เขาก็ก้มหน้าแอบกดข้อความในโทรศัพท์หาแฟนสาวรัว ๆ จนฝั่งนั้นเองก็ตกใจที่แฟนหนุ่มดันทุรังพิมพ์หาในเวลาเรียน
[นางฟ้า : ตัวเองใจเย็น ๆ ไม่ต้องกลัว มีอะไรบอกเค้าได้นะ เค้าอยู่ตรงนี้]
ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่ เธอจึงรีบพิมพ์ตอบกลับมาในเวลาไม่นานด้วยความเป็นห่วง เพียงเท่านี้โทบี้ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมากแล้ว เลยส่งตัวการ์ตูนอีโมจิกระเง้ากระงอดน่าเอ็นดูไปอ้อนแฟนสาว
ทันใดนั้น…
“ฮิ ๆ “
“!?”
เสียงหลุดหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากที่นั่งด้านหลังโทบี้ จังหวะนี้มันควรเป็นแฟนสาวของเขาที่แสดงอาการขบขันซะมากกว่า แต่สิ่งที่เห็นยังโต๊ะหลังโซนปลีกวิเวกตรงนั้น กลับเป็นเจ้าก็อตซิลล่าคู่อริที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เล่นมือถืออยู่ใต้โต๊ะ
แค่นี้ขนแขนของโทบี้ก็ลุกเกรียวกราว…
“…”
“อึ๊ก!”
และเหมือนเจ้าอันธพาลก็รู้ถึงสายตาที่จ้องตนอยู่เช่นกัน สก็อตเงยขึ้นมองคนสอดรู้ตาเขม็ง จนเด็กใหม่ต้องรีบหันหลังกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ มือของโทบี้รีบจิกแป้นพิมพ์ยิก ๆ ฟ้องสิ่งที่เกิดขึ้นกับสุดที่รัก
[อัศวินดำ : เค้าก็อยากให้ตัวเองอยู่ตรงนี้กับเค้าที่สุดเลย แต่ที่น่ากลัวคือคนที่อยู่ดันเป็นคนอันตรายมาก ๆ น่ะสิ]
[นางฟ้า : โดนเขม่นมาเหรอ?]
ชัดเจนอย่างนั้นเชียว? สาวเจ้าใช้เวลาตอบรับเพียงไม่นาน ทำให้โทบี้รู้สึกว่าอีกฝ่ายเข้าใจความเป็นไปของโรงเรียนมัธยมปลายกว่าเขาเยอะเลย
[นางฟ้า : ไม่ต้องกลัวนะ เปิดเทอมวันแรกก็แบบนี้ มีแต่พวกโชว์กร่างไม่เกรงใจใครเต็มไปหมด]
นั่นแหละ! โทบี้แทบจะตบเข่าฉาดว่าหวานใจตนทายได้ถูกเผง จึงรีบตอบรับไม่ให้ขาดตอน
[อัศวินดำ : ใช่อย่างงั้นเลยล่ะ]
“ฮัดเช่ย!”
เจ้าหนุ่มผิวสีสะดุ้งแทบตัวโยน เมื่อจู่ ๆ ก็อตซิลล่าข้างหลังเขาก็จามเสียงลั่น สก็อตทำจมูกฟึดฟัดมองโทบี้ตาขวางเมื่อทั้งสองปะทะสายตากันเข้าให้อีก
“…”
จังหวะซิทคอมนี่มันอะไรวะ?
แต่ใครจะมัวสนใจนักเลงหลังห้อง ในเมื่อคำตอบจากสุดที่รักของเขากำลังชี้ทางสว่างให้อยู่ตอนนี้ ข้อความของแม่ยอดยาหยีขึ้นว่ากำลังพิมพ์อยู่ครู่ใหญ่ จนโทบี้เตรียมใจว่าเนื้อหามันคงยาว
[นางฟ้า : ตัวเองอย่าไปยอมคนพวกนั้นนะ ต้องแสดงให้รู้ว่าเขตใครเป็นเขตใคร ขืนปล่อยไว้มีแต่จะโดนล้ำเส้นไปเรื่อย ๆ]
“…”
[อัศวินดำ : แล้ว…ถ้าเผลอล้ำไปแล้วล่ะ?]
โทบี้กลืนน้ำลายเอื๊อกเกรงว่าตัวเองจะอยู่ในจุดที่สายเกินแก้เสียแล้ว ยิ่งเมื่อแฟนสาวขึ้นข้อความเพียงแค่อ่านทิ้งไว้เกือบหนึ่งนาที เจ้าหนุ่มผิวสียิ่งรู้สึกว่าแต่ละวินาทีที่ผ่านไปมันช่างระทึกเหลือเกิน
[นางฟ้า : ไม่เป็นไร คนเราพลาดกันได้ ตัวเองไม่ต้องกลัวนะ เอาใหม่…ต้องสู้มัน]
เอ๋…?
หนุ่มน้อยถลึงตาโตในคำแนะนำที่อีกฝ่ายเสนอ หรือตัวเธอจะไม่คำนึงถึงเลยว่าเขาเป็นเพียงหนุ่มผอมแกร็นแบบที่เดินผ่านพัดลมเบอร์สามแทบไม่ได้
เอาดี ๆ ซิ
[อัศวินดำ : ยังไงนะที่รัก??]
[นางฟ้า : ภายในวันนี้ต้องกู้ชื่อเสียงคืนมาให้ได้ก่อน]
ข้อความผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ราวกับเธอรัวนิ้วพิมพ์รอไว้นานแล้ว
[นางฟ้า : ท้าดวลตัวต่อตัวไปเลย ในที่ที่คนมองเยอะก็ยิ่งดี มีพยานหลายคนจะได้คอยเป็นกระบอกเสียงว่าเราเป็นฝ่ายไม่ยอมหงอ เอาชนะมาให้ได้]
ท้าดวลกับเจ้าก็อตซิลล่า…ที่รักจ๋า เธอไม่รู้เลยใช่ไหมว่าแขนข้างหนึ่งของเจ้าตัวโตนั่นใหญ่พอ ๆ กับขาของแฟนเธอรวมกันสองข้าง
[อัศวินดำ : นี่เค้าเพิ่งเริ่มต้น Level.1 เองนะ จะไปสู้ไหวได้ไง]
เจ้าหนุ่มผิวเข้มตอบไปอย่างนั้น มือเริ่มประสานกันลุ้นกับความหวังว่าแฟนสาวจะไม่มองว่าเขาเป็นพวกขี้ขลาด ยิ่งเมื่อเธออ่านข้อความทิ้งไว้เนิ่นนาน โทบี้ก็ใจหายกลัวว่าเธอผิดหวังในตัวเขาไปเสียแล้ว
แต่ทว่า…
[นางฟ้า : เค้าเชื่อในตัวเองนะ]
‘เชื่อในตัวเขา’ แค่เพียงคำสั้น ๆ นี้ กลับทำให้โทบี้อุ่นวาบขึ้นในอก จนความกังวลที่เคยเกาะกินพลันมลายหายสิ้นไป เจ้าหนุ่มยิ้มร่าตาใสเมื่อสาวเจ้าขยายความต่อมาอีก
[นางฟ้า : ยังจำได้มั้ยว่าอัศวิน Level.1 คนไหนที่วิ่งมาขวางมอนสเตอร์แทนเค้าที่ตอนนั้นอยู่ใน Level.35
ทั้งที่ตัวบางกว่าหลายเท่า ก็ยอมไม่ได้ที่เห็นคนถูกรังแก ถึงจะถูกตบตายสักกี่ครั้ง ก็ยังดั้นด้นมาช่วยจนถึงที่สุด แล้วอย่างนี้ยังคิดว่าเรื่อง Level มันเป็นตัวตัดสินทุกอย่างอยู่อีกเหรอ?
เค้าไม่ได้รักตัวเองที่ต้องดีพร้อมนะ…
แต่รักที่ตัวเองไม่เคยหยุดพยายามเพื่อความถูกต้องต่างหาก]
หลังจากอ่านข้อความจนจบประโยค มันทำให้โทบี้นิ่งค้างไปหลายสิบวินาที ในใจที่เต้นตูมตามหากแต่งเติมเอฟเฟกต์อย่างในเกมแล้ว มันคงจะเรืองแสงประกายสว่างเหมือนเพิ่งได้รับเวทเยียวยาอย่างเต็มประสิทธิภาพ
เขาคิดไม่ผิดแล้ว…ที่เดินหน้ามาให้ได้ใกล้เธอที่ตรงนี้
[นางฟ้า : แต่เค้าจริงจังนะเรื่องที่ตัวเองต้องสู้ เพราะไม่งั้นชีวิตม.ปลายได้จบเห่จริง ๆ แน่]
“…”
รอยยิ้มที่เคยเพริศสูงบนหน้าโทบี้พลันหุบลงทันที แม่ยอดยาหยีช่างดึงอารมณ์ยินดีของเขาให้กลับสู่ความเป็นจริงได้รวดเร็วนัก แต่อย่างน้อยเจ้าหนุ่มผิวเข้มก็คิดว่าตนพอจะมีภูมิต้านทานกับความกดดันมากขึ้นแล้ว
[นางฟ้า : มีเด็กหลายคนที่ยอมแพ้ สุดท้ายก็จะเริ่มกลายเป็นเด็กหลังห้อง]
ไม่กดดันเลย…แม้แต่น้อย
[นางฟ้า : เพื่อนฝูงเริ่มตีตัวออกหาก]
ไม่กดไม่ดัน…แต่ขาเริ่มสั่นไม่หยุด
[นางฟ้า : กลายเป็นคนไม่มีตัวตน]
เหงื่อกาฬบนหน้าผากสีเข้มเริ่มไหลเป็นน้ำตก
[นางฟ้า : สุดท้ายแล้วก็…]
“ไล่ออก!!”
“เหวอ!”
เสียงตวาดดังลั่นพาให้หนุ่มผิวสีลุกยืนตัวตรงแหน็ว สายตามองตามต้นตอของความตกใจ ไปจนปะทะเข้ากับอาจารย์ผู้สอนที่ทำตาเขียวปั้ดมองจ้องอย่างคาดโทษ
“ออกไปเลยนะ เวลาเรียนมาแอบเล่นมือถือแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน”
“ข…ขอโทษด้วยครับ”
โทบี้ผงกศีรษะเลิ่กลั่ก รีบคว้าตำราและกระเป๋าของตนทำตามคำสั่ง
แต่แล้ว…
“ไม่ใช่เธอ!”
“!?”
เจ้าหนุ่มยืนนิ่งตัวแข็งค้าง เมื่อสายตาของอาจารย์มองผ่านไหล่ของเขาไป
“ไอ้เจ้าหัวแหลมข้างหลังนั่นน่ะ ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ถ้าไม่อยากเรียนก็อย่ามาเป็นตัวอย่างไม่ดีให้คนอื่นเขา ออกไปเลย!”
“…”
เหนือพลังก็อตซิลล่ายังมีบัญชาของอาจารย์ สก็อตถอนหายใจอย่างไม่สบอารมณ์นักแต่ก็เก็บโทรศัพท์เดินดุ่มออกจากห้องเรียนไปไม่สนใจใครอื่น พาให้มวลอากาศเต็มไปด้วยความอึมครึม ตามด้วยเสียงวิจารณ์ซุบซิบไล่หลังนักเลงโตไปเมื่อบานประตูปิดลง
“ขืนใครไปปะเข้ากับหมอนั่นที่โถงทางเดิน มีหวังถูกอัดติดข้างล็อกเกอร์แน่ ๆ “
“พูดเป็นเล่นน่า ใครจะกล้าแหย็มกับสก็อตตอนอารมณ์ไม่ดี แค่สบตานี่เผลอ ๆ จะตัวแข็งเป็นหินแล้ว”
“สวดภาวนาให้เหยื่อผู้โชคร้ายรอเอาไว้เลยแล้วกัน”
“เอเมน!”
“เอเมน…”
“…”
ขนาดเพื่อนร่วมชั้นยังให้ความเห็นต่อเจ้าอสุรกายได้น่าพรั่นพรึงถึงเพียงนี้ โทบี้ก็ได้แต่กลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลำคอ นั่นเพราะเมื่อเขาก้มลงอ่านข้อความล่าสุดของแฟนสาว ก็พบของภารกิจสุดหินที่เธอมอบหมายมาให้
‘ต้องสู้…ถึงจะชนะ’
เป็นไงเป็นกัน…แม้ศัตรูจะเป็นถึงก็อตซิลล่าก็ต้องฝ่าไปให้ได้
เพราะชายใดที่เชื่อคำเมีย…ย่อมเข้าถึงความเจริญ!
To be continued.
ฮาคิ = ศัพท์เรียกพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายของมนุษย์ จากการ์ตูนเรื่องวันพีช