บทที่ 1
กลับมาปักฐาน และ ยิ้มของผู้ชนะ
“กลับมาอยู่บ้านได้แล้วมั้งเจ้าติณ นี่แกหายหน้าไปจากบ้านกี่ปีมาแล้ว เกือบสิบแล้วนะ แกไม่คิดจะกลับมาดูแลบ้านดูแลแม่หน่อยเลยรึไง”
นั่นเป็นคำประกาศิตหนสุดท้ายที่ทำให้ฉัตรินตัดสินใจย้ายหลักมาปักฐานที่บ้านเกิดหลังจากห่างออกไปอยู่ที่เมืองหลวงร่วมแปดปี ทิ้งงานที่สร้างสมความสามารถและเงินเดือนแล้วกลับมาอยู่นิ่ง ๆ ที่บ้านเพื่อวางแผนถึงหนทางในวันข้างหน้า ใจจริงเขาอยากจะมีธุรกิจส่วนตัวสักอย่างที่ให้คุณนายเธอได้เบาแรงจากงานหลักมากขึ้น เพราะธุรกิจหลักของบ้านที่ตอนนี้มีพี่ชายรับช่วงสานต่อจากบิดาที่เสียไปเมื่อสองปีก่อนอย่างการรับจัด-ดูแลสวนนั้น แม้จะรายได้ดีและมั่นคงด้วยทำมาตั้งแต่ก่อนเขาเกิด แต่คุณนายที่มักดื้อรั้นและลงมือทำสวนเองแม้อายุจะโรยราลงมากแล้วก็ตามก็ค่อนข้างทำให้เขาหนักใจ
ส่วนหนึ่งที่ยอมกลับมาทั้งที่ตลอดมาทำหูทวนลมเสมอก็เพราะเป็นห่วงท่านนั่นล่ะ
ฉัตรินไม่ใช่คนชอบพูด ซ้ำยังหน้าตายด้วยคร้านจะแสดงอารมณ์ผ่านสีหน้า เห็นจะมีก็แต่แววตากับเรียวคิ้วนั่นล่ะที่หากเป็นคนไม่คุ้นเคยก็อาจจะพอเดาอารมณ์ได้บ้าง และความนิ่ง ๆ เฉย ๆ ของเขาที่ราวกับไม่อนาทรร้อนใจใดใดก็ดูจะไม่เป็นผลกับคนคนเดียวเท่านั้น
“อะอ้าว ๆ ๆ นั่นพี่ตีนกลับมาเยี่ยมบ้านเหรอครับเนี่ย~”
เสียงทุ้มกวนประสาทดังขึ้นในตอนที่ชายหนุ่มยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ริมรั้วฝั่งติดกับบ้านข้าง ๆ และเสียงนั้นก็ดังมากพอที่จะดึงความสนใจให้เจ้าของเรียวคิ้วพาดเฉียงได้ช้อนดวงตาสบมอง พอเห็นว่าเป็นใคร ฉัตรินก็ถอนหายใจยาว พยักหน้ารับคำถามที่รวมเป็นคำทักทายก่อนมองอีกฝ่ายที่ค่อย ๆ ก้าวเข้ามา
สิปปกรเป็นเพื่อนบ้านที่มองเห็นหน้ากันมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นเจ้าตัวยังตัวอวบค่อนไปทางอ้วนแบบที่วิ่งเตะบอลนิดหน่อยก็หอบแล้ว แต่หลัง ๆ มานี้ที่ฉัตรินนานครั้งจะกลับบ้าน การทิ้งช่วงห่างก็ทำให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ใบหน้าของสิปปกรยังกลมเหมือนเดิม แต่ดูคมคายมากขึ้นตามช่วงวัย ผิวก็ยังขาว และรูปร่างที่ดูสูงขึ้นไล่เลี่ยกับเขาไม่ห่างกันมากทั้งยังดูประเปรียวทะมัดทะแมงไม่เหมือนเมื่อเยาว์วัย สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนไปอย่างน่าชื่นชม
ยกเว้นก็แต่ความ…ปากสุนัข
“ผมเป็นพี่คุณนะ” การเปรยคำไม่เบาไม่ดัง ไม่มีแววขุ่นขึ้งแต่นัยน์ตากลับเรียวลงน้อย ๆ ทำให้คนที่เดินมาถึงยกแขนขึ้นวางบนรั้วเตี้ยที่กั้นแบ่งเขตบ้านแล้วยกยิ้ม
อ้อ นี่สิที่ยังไม่เปลี่ยนไปอีกอย่าง ยิ้มกวนประสาทอย่างนี้เนี่ย
“กลับมากี่วันอะ”
ฉัตรินนิ่งไปนิด ขยับตัวนิดหน่อยไปทางขวาเพื่อรดน้ำต่อ “ถาวร”
คราวนี้เป็นสิปปกรที่นิ่งไปบ้าง ก่อนคลายยิ้มแพรวพราวอย่างที่มักยิ้มให้กันยามมีเรื่องเจ้าเล่ห์ผุดในสมอง ชายหนุ่มมองคนข้างบ้านที่ไม่สนใจไยดีกันด้วยการก้มหน้ารดน้ำต้นไม้อย่างเงียบ ๆ อีกครู่หนึ่ง จึงขยับปากอิ่มสีเชอรี่ให้อีกฝ่ายถอนหายใจ
“ทำไมล่ะ ตกงาน สาวทิ้ง ไม่มีเงิน รึโดนคุณนายตามกลับบ้าน”
ก็อย่างหลังนั่นแหละ แต่… “กลับมาเอาซีทำเมีย”
เจ้าของชื่อเล่นว่าซีชะงักนิ่ง ริมฝีปากที่เตรียมตอบโต้พลันค้างเฉย หลังจากนั้นก็เหมือนจะได้ยินคำสบถอย่างไม่พอใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ พร้อมกับร่างประเปรียวนั้นที่เดินย่ำเท้าหนัก ๆ เข้าบ้านตัวเองไปเสียอย่างนั้นเลย
หากบอกว่าสิปปกรชอบปากสุนัขกับเขา เขาเองก็ชอบแหย่ใส่อีกฝ่ายแบบหน้าตายเหมือนกัน ก็…win-win ดีน่ะนะ
หลังจากรดน้ำต้นไม้เรียบร้อย ฉัตรินก็กลับขึ้นมาที่ห้องนอนเพื่อเตรียมอาบน้ำในลำดับถัดไป เขาระบายลมหายใจยาวเมื่อมองกล่องลังอีกหลายกล่องที่ยังไม่ได้นำออกมาจัดเก็บให้เข้าที่เข้าทาง เตะกล่องที่อยู่ใกล้เท้าให้เคลื่อนไปติดกับผนังห้องพลางถอดเสื้อออกจากตัว
หากไม่ทันที่คอเสื้อจะหลุดจากศีรษะดี ปลายสายตาก็ดันไปเห็นการเคลื่อนไหวของคนบ้านข้าง ๆ ที่มีตำแหน่งห้องนอนอยู่ตรงข้ามกันผ่านกรอบหน้าต่างเข้า
สิปปกรกำลังทำอะไรสักอย่าง อ้อ กำลังเปลี่ยนจากเสื้อเชิ้ตแขนสั้นเป็นเสื้อกล้ามตัวย้วยที่แม้แต่เขาเองก็ยังคุ้นเพราะเห็นใส่มานานหลายปี และในตอนที่สวมลงตัวใกล้เรียบร้อย ดวงตาคู่นั้นก็เหลียวมามองเห็นเขาเข้าพอดี
ทั้ง ๆ ที่อายุก็ครึ่งห้าสิบเข้าไปแล้ว แต่สิปปกรกลับยังไม่เคยชินเสียทีกับการที่เห็นเขาซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกันเปลือยเปล่า ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนล่อนจ้อนเล่นน้ำกันก็เคยมาแล้วด้วยซ้ำ แต่ดูตอนนี้เสียสิ แค่เห็นเขาเปลือยท่อนบน สิปปกรยังถลึงตาโต ๆ มองมา แล้วก็ตวัดผ้าม่านปิดกั้นกันแรง ๆ อย่างคนมีอารมณ์
หากก็เป็นเพราะกิริยาอย่างนั้นเองที่ทำให้คนหน้าตายคลายยิ้ม หัวเราะเบา ๆ ที่แทบกลืนอยู่ในลำคอ ก่อนจะหยิบผ้าขนหนูขึ้นพาดบ่าแล้วก็เดินออกจากห้องไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่อีกฝั่งทางเดินอย่างสบายอารมณ์
ดูเหมือนว่าการกลับมาลงฐานที่บ้านในครั้งนี้จะมีอะไรให้เขาต้องคิดและทำเยอะแยะ และอาจรวมถึงการหาเรื่องเย้าแหย่เพื่อนบ้านนั่นก็ด้วย
เสียงโหวกเหวกของคุณนายดังขึ้นในตอนที่ฉัตรินกำลังใส่หนังสือเล่มหนาเข้าชั้น และเพราะเสียงหัวเราะเริงร่าที่ดังขึ้นมาถึงชั้นสองอย่างนั้นก็ทำให้การจัดห้องในเช้าวันเสาร์หยุดชะงักลง
ฉัตรินดันตัวลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าเปิดประตูระเบียงแล้วเดินออกไปหยุดยืนรับแสงแดดอ่อน ๆ สองมือวางลงบนคานระเบียงที่เป็นอิฐเปลือย ทอดสายตามองไปตรงรั้วบ้านที่กั้นแบ่งเขตระหว่างสองบ้านนิ่ง ๆ อย่างนึกสงสัย เพราะอะไรกันบทสนทนาระหว่างคุณนายกับเด็กข้างบ้านถึงได้มีแต่เสียงหัวเราะขนาดนั้น
ดูเหมือนว่าคนที่ถูกมองจะรู้ตัวแล้ว นัยน์ตากลมคมช้อนมองขึ้นมาก่อนเลิกคิ้วน้อย ๆ ที่เป็นคำถามมากกว่าทักทาย แล้วก็ได้อ้าปากหวอค้างอย่างนั้นเมื่อคุณนายพูดอะไรสักอย่างด้วย จบแล้วก็พยักหน้าหงึกหงักโบกมือบ๊ายบายให้คุณนายที่ห่างออกมา
“ไปร้านเหรอครับ ผมไปส่งไหม”
ฉัตรินส่งเสียงถาม และคุณนายก็เพียงแต่เงยหน้าขึ้นมาแล้วโบกมือไปมาปฏิเสธ เห็นริมฝีปากนั้นขยับมุบมิบเหมือนบ่นอะไรสักอย่าง แล้วก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์แล่นมันออกนอกรั้วบ้านไป
พอหันไปมองทางรั้วข้างบ้านอีกทีก็ไม่เจอสิปปกรแล้ว ชายหนุ่มก็เลยเดินกลับเข้าตัวห้อง เปิดประตูระเบียงทิ้งไว้ให้ลมยามเช้าโกรกพัดเข้ามา ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นก่อนเริ่มจัดหนังสือต่ออย่างเงียบ ๆ
ทุกอย่างกลับมาสงบอีกครั้ง และนั่นเป็นสิ่งที่ฉัตรินชอบ
จนเกือบสิบห้านาทีเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ฉัตรินแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บ้านแล้ว ด้วยพี่ชายที่ออกไปเตรียมงานตั้งแต่เช้ามืด คุณนายก็ออกไปเมื่อครู่นั่นไง แล้วคนที่มายืนเคาะประตูหน้าห้องนี่คือใครกัน
หากยังไม่ทันได้คลายสงสัย เสียงเคาะประตูก็ดังเป็นจังหวะรัวราวกลองชุดอย่างน่าปวดประสาทเป็นที่สุด นั่นเป็นคำตอบได้ดีว่าคือใคร ดังนั้นเขาจึงส่งเสียงไปเพียงว่า “ไม่ได้ล็อก” แล้วหันไปจัดเก็บหนังสือต่ออย่างไม่ใส่ใจนัก
ประตูเปิดออกแล้ว ดูระมัดระวังนิดหน่อยก่อนผู้มาเยือนจะก้าวเข้ามา ฉัตรินเงยหน้าขึ้นมองนิ่ง ๆ อีกฝ่ายก็มองมานิ่ง ๆ เหมือนกัน
“คุณนายป้าบอกให้เอาขนมขึ้นมาให้”
เรียวตาคมเลื่อนจากใบหน้ากลมลงมาหยุดที่มือซึ่งมีถุงพลาสติกบรรจุห่อขนมถุงใหญ่แล้วพยักหน้า ไม่ได้ตอบรับ ขอบคุณ หรือกระทั่งเชื้อเชิญให้เข้ามานั่งเล่นอะไร แต่คนที่ก็ค่อนข้างคุ้นเคยห้องนอนนี้ดีในช่วงเด็กอย่างสิปปกรก็ยังปิดประตู ก้าวเท้าข้ามลังกระดาษที่มีของใช้อยู่ในนั้นแล้วทิ้งตัวลงนั่งที่เตียง
“กลับมาอยู่ถาวรจริงเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ” แต่ข้าวของกองพะเนินที่ยังไม่ได้จัดเก็บเข้าที่ก็บอกได้ดีว่านี่คือความจริง
สิปปกรชินกับการที่อีกฝ่ายเงียบเฉย เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจด้วยว่าคนเป็นพี่จะโต้ตอบอะไร เพราะว่ากันตามตรงให้ฉัตรินเงียบปากไว้น่ะดีแล้ว ดีกว่าตอบโต้กันเหมือนเมื่อวันก่อนที่ทำเอาเขาจอดสนิทนั่นน่ะ
ตาคู่กลมกวาดมองไปรอบห้อง บางอย่างบ่งว่ามีอะไรไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว อาจจะเป็นบรรยากาศของคนที่โตขึ้นอย่างพวกเขาหรือไม่ก็การจัดย้ายเครื่องนอนกับเฟอร์นิเจอร์ในห้องละมั้ง แต่อย่างไรสิปปกรก็ยังไม่รู้สึกอึดอัดอะไร จึงล้วงเอาห่อข้าวตังหน้าหมูหย็องออกมา แกะซองได้ก็หยิบออกมาชิ้นหนึ่งแล้วส่งเข้าปากเคี้ยวกร้วม ๆ อย่างนั้นเลย
ความเอร็ดอร่อยทำให้ฉัตรินที่เหลือบมองถอนหายใจ ออกปากให้ชิ้นที่สองที่กำลังจะงับพลันชะงัก
“ไหนว่าเอาขนมมาให้ แล้วทำไมกินเอง”
“เอ้า” สิปปกรส่งเสียง แล้วก็งับข้าวตังเข้าปาก เคี้ยว ๆ อยู่จึงค่อยพูดต่อ “นี่ผมเป็นคนเอามาให้คุณนะ ถือเป็นค่าหิ้วให้ไง”
ตรรกะอะไรกัน เขาขอร้องรึก็ไม่ “เอากล่องนั้นมาให้หน่อย”
สิปปกรก้มหน้าลงมอง เห็นกล่องลังอยู่ปลายเท้าก็วางห่อข้าวตังแล้วก้มตัวหมายยกขึ้น แต่ความหนักของมันมีมากอย่างที่ทำให้เขาคร้าน ก็เลยเลือกใช้เท้าดันกล่องไปทางเจ้าของห้องที่หันมองมาพร้อมขมวดคิ้ว
“หนังสือนะนั่น”
“มันหนัก คุณไม่รู้เหรอ”
จะไม่รู้ได้ยังไง ในเมื่อเขาเป็นคนจัดเก็บลงกล่องเอง ตอนยกมันขึ้นมาไว้บนห้องก็เป็นเขาที่ยกขึ้นมา แต่ถ้าสิปปกรคร้านจะยกกล่องหนังสือ เขาเองก็คร้านจะเสวนาต่อด้วยเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่เอ่ยออกไปจึงกลายเป็นเรื่องอื่นไปเสียเลย
“สายแล้วนะ ไม่ต้องรีบไปทำงานเหรอ” เพราะดูจากการแต่งตัวแล้วไม่น่าใช่วันพักผ่อนของสิปปกรน่ะนะ
คนได้ยินคำถามก้มหน้ามองหน้าปัดนาฬิกา แปดโมงเกือบครึ่งแล้วเหรอเนี่ย “ไม่หรอก ไม่ใช่เวลางาน แต่เป็นเวลานอนต่างหาก”
ว่าแล้วก็ยืดเส้นยืดสาย อ้าปากหาวหวอดใหญ่ราวกับเมื่อครู่ลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองง่วงแค่ไหน แอบเสียดายข้าวตังที่ยังเหลือก็เลยตัดสินใจหนีบไว้กับช่วงแขนพลางหยัดกายลุกขึ้นยืน เดินข้ามกองข้าวของกับกล่องลังแล้วก็เปิดประตูออกห้องไปโดยไม่กล่าวคำลา
แต่เพียงชั่วแวบชายหนุ่มก็เปิดประตูเข้ามาอีกครั้ง เยี่ยมหน้าเข้ามานิด ๆ พอให้ได้มองตากับฉัตริน
“ว่าไง”
“ลืมบอกว่าคุณนายป้าบอกมีต้มจืดกระดูกหมูกับไข่ดาว ให้คุณลงไปกินด้วย”
“อืม” ฉัตรินตอบรับสั้น ๆ ก่อนระบายลมหายใจเฮือกหนึ่งเมื่อสิปปกรดูท่าว่าจะไม่ยอมจบกับเขาเสียที
“แต่ก่อนขึ้นมาแวบไปดูเห็นมีไข่ดาวใบเดียวเอง งั้นผมกินนะ คุณกินแค่ต้มจืดได้ใช่ปะ”
ถึงจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงกลายเป็นสิปปกรที่จะกินมื้อเช้าที่นี่ด้วย แต่ชายหนุ่มก็ยังพยักหน้า ตอบกลับหน้าตายที่ก็ทำให้สิปปกรเกิดปฏิกิริยาเหมือนทุกครั้ง“เอาไปเถอะ แค่ไข่ดาวใบเดียว ผัวให้เมียได้อยู่แล้วล่ะ”
ดูเหมือนว่าคำพูดของฉัตรินจะทำให้อีกคนตัดสินใจไม่แย่งไข่ดาวแล้วตรงกลับบ้านเลยโดยไม่แม้แต่จะแตะต้องต้มจืดกระดูกหมู ชายหนุ่มจุดยิ้มขณะมองปริมาณของมันในหม้อ แล้วจึงจุดแก๊สเพื่ออุ่นกินเป็นมื้อเที่ยงของวัน
ความจริงการจัดห้องหยุดชะงักไปตั้งแต่ช่วงสาย เพราะฉัตรินดันมองไปเห็นรอยร้าวที่มุมห้องติดบานประตู พอลองสำรวจไปรอบ ๆ ห้องและได้เห็นทั้งแผ่นสีลอกบ้างรอยร้าวบ้าง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจระงับการจัดห้องไว้ชั่วคราวแล้วเปลี่ยนช่วงเวลาหลังจากนั้นในการหาข้อมูลแทน
ตัดสินใจแล้วว่าจะทำการซ่อมแซมและรีโนเวทห้องเสียใหม่ เพราะว่ากันตามตรงห้องนอนแม้จะเป็นของเขา แต่ตอนเป็นเด็กก็ยังไม่มีแนวทางของตัวเองเพราะอย่างนั้นไม่ว่าจะการจัดวางหรือโทนสีของห้องก็เลยเป็นไปด้วยความชอบใจของคุณนาย ถึงพอโตขึ้นช่วงมหาวิทยาลัยเขาจะปรับเปลี่ยนทิศวางเครื่องนอนบ้างก็เถอะ แต่มันก็ยังไม่ถูกใจเขาในตอนนี้อยู่ดี
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เขาจะจ้างคนมาทำ หรือจะลงมือทำเอง
“อ้าว ทำไรล่ะนั่น”
เสียงทุ้มลึกที่ใกล้เคียงกับโทนเสียงของเขาอยู่มากดังขึ้นที่ด้านหลัง พอหันมองไปก็เห็นเป็นพี่ชายตัวเองกำลังเดินตรงมา ในมือหิ้วถุงพะรุงพะรัง และฉัตรินก็เดาได้ไม่ยากหรอกว่าเป็นอะไร
“นี่ยังไม่กินข้าวเช้าอีกเหรอวะ” ฉัตรชาติถาม วางถุงทั้งหมดลงบนโต๊ะกินข้าวแล้วเลิกคิ้วมอง เพราะถุงที่เขาหิ้วมาก็เป็นถุงกับข้าวนั่นแหละ
“มีอะไรมาเพิ่มบ้าง”
“ส้มตำ ไก่ทอด ผัดหมี่ เออ – นายไปตามซีมากินข้าวหน่อยดิ น่าจะตื่นแล้วมั้งป่านนี้”
ข้อที่หนึ่ง สิปปกรเพิ่งกลับไปตอนแปดเกือบเก้าโมง ข้อที่สอง แล้วทำไมต้องเป็นเขาที่ไปตามเด็กข้างบ้านให้มานั่งกินข้าวด้วยกันอีกล่ะเนี่ย
“คงยังไม่ตื่นหรอก เพิ่งกลับบ้านไปตอนเก้าโมงเอง”
“อ๋อ เจอกันแล้วงั้นดิ” ฉัตรชาติถามน้องชาย ยกยิ้มไร้ความหมาย “เป็นไงตัวกลมของนายเมื่อก่อน”
“ก็ไม่ไง กลายเป็นตัวแบนไปแล้วนี่”
คนเป็นพี่หัวเราะชอบใจ แววตามีความขบขันอยู่มาก หากกลับเป็นฉัตรินที่เพียงส่ายหน้าเนือยไม่บอกอารมณ์ แต่ก็อดไม่ได้จะนึกไปถึงอดีตตอนเป็นเด็กน้อยตอนนั้นสิปปกรอวบอ้วนกลมป๊อก เขาก็เลยชอบเรียกฝ่ายนั้นว่าตัวกลม…และมันเป็นชื่อเรียกที่เขาจะเรียกสิปปกรได้คนเดียวเท่านั้น คนอื่นห้าม
“มันคงตื่นแล้วแหละ เชื่อเหอะ ไปเรียกมันมาให้หน่อย”
“แล้วทำไมนายไม่ไปเรียกเอง”
“ขี้เกียจ จบไหม”
ฉัตรชาติถาม และคนเป็นน้องก็รู้ดีว่าไม่ใช่ขี้เกียจอะไรหรอก แต่แดดนอกบ้านร้อนก็ร้อน จากหน้าคร้าม ๆ ไหม้แดดก็ดูรู้ว่าอยากพักมากแค่ไหน ดังนั้นฉัตรินจึงรอให้ต้มจืดเดือดปุดแล้วปิดแก๊สจึงค่อยเดินออกมา
บ้านของเขากับสิปปกรอยู่ติดกัน มองดูก็เหมือนบ้านแฝดนั่นแหละ เพราะอย่างนั้นห้องในบ้านจึงเหมือนกันไปหมด ติดก็แต่บ้านของสิปปกรดูมีของใช้ทั่วบ้านมากกว่าเพราะมีคนอาศัยหลายคน ถึงอย่างนั้นก็ยังดูเป็นระเบียบสะอาดตาเพราะความเนี้ยบของคุณนายป้าผู้เป็นคนครอบครองสิทธิ์ของบ้าน และทันทีที่ฉัตรินเปิดประตูบ้านเข้ามา ก็ได้เจอกับสมาชิกบ้านคนหนึ่งที่นอนเอกเขนกดูโทรทัศน์ในห้องรับแขก
“สวัสดีครับพี่เอ” เขายกมือไหว้อีกฝ่าย จุดยิ้มน้อย ๆ ขณะที่อีกฝ่ายมองมาด้วยใบหน้ายินดี
“ว่าไงติณ ได้ข่าวว่ากลับมาอยู่บ้านถาวรเหรอ”
จากใครล่ะนั่น ถ้าไม่ใช่จากคุณนายก็คงจากสิปปกรละมั้ง “ใช่ครับ ว่าแต่…ซีตื่นรึยังครับ”
“ไม่รู้สิ ขึ้นไปตามเองเลย มันน่าจะนอนไม่ล็อกห้องหรอกเวลานี้น่ะ”
ฉัตรินพยักหน้า หากก็ยังเอ่ยปากขออนุญาตกับสิทธาผู้เป็นพี่ชายคนโตของสิปปกรแล้วเดินเลี้ยวขึ้นบันไดมา รับรู้ได้ถึงไอเย็นที่ลอดผ่านร่องใต้ประตูเมื่อหยุดอยู่หน้าห้อง และมันก็กลายเป็นเย็นฉ่ำชื่นใจในทันทีที่เขาหมุนลูกบิดเปิดประตูห้องเข้าไป
สิปปกรยังนอนอยู่บนเตียง คู้ตัวใต้ผ้าห่มนวมผืนหนา ให้ฉัตรินเห็นแต่เสี้ยวหน้าที่โผล่ออกมาเท่านั้น
“ซี” เขาเรียก ไม่เบาไม่ดัง แต่ไร้ปฏิกิริยาตอบรับ “ซี ตื่น ไปกินข้าว”
“อืม…”
สิปปกรยังนิ่ง เพียงส่งเสียงในลำคออย่างคร้าน ๆ มองเห็นแววขุ่นข้องผ่านกรอบหน้าของคนหลับก็ทำให้ชายหนุ่มระบายลมหายใจ เห็นหลับสบายก็ไม่อยากกวนหรอก แต่ก็คิดขึ้นมาได้ว่าฉัตรชาติเป็นคนเอาจริงเอาจังกับการกินข้าวพร้อมหน้าเหลือเกิน เพราะอย่างนั้นแล้วฉัตรินจึงต้องใช้ไม้แข็งอย่างที่มักทำเมื่อการหลับลึกของสิปปกรนั้นเกินเยียวยาที่จะปลุกให้ตื่น
ชายหนุ่มเหลียวหารีโมทของแอร์ฯ ก่อนจะหยิบมันขึ้นมาปิดสวิตช์ให้ลมเย็นหยุดนิ่ง ตามด้วยการเปิดผ้าม่านทั้งจากฝั่งข้างบ้านที่จะทำให้เห็นหน้าต่างห้องเขากับฝั่งหัวเตียงของคนที่เริ่มกระสับกระส่ายเมื่อมีแสงกระทบตา ก่อนจะดิ้นขลุกใต้ผ้าห่มนวมอีกครู่แล้วผุดขึ้นนั่งอย่างไม่สบอารมณ์
“อะไรเนี่ยพี่เอ ปิดแอร์ผมทำ—”
คำที่กำลังบ่นชะงัก ดวงตาคู่กลมที่ปรือปรอยก่อนนี้เบิกกว้าง จ้องหน้าคนที่ยืนมองมานิ่ง ๆ ราวกับเห็นผี ทำให้คนที่ยืนเฉยทอดลมหายใจยาวแล้วเอ่ยถึงจุดประสงค์เสียงเรียบ
“ชาติให้มาตามไปกินข้าวเที่ยง”
“ยังนอนไม่อิ่มเลย”
“แต่ก็ตื่นแล้วนี่ ลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าได้แล้ว ชาติรอ” และเขาก็เริ่มหิวมากแล้วด้วย
ส่วนคนถูกปลุกก็เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาผุดลุกจากเตียงแล้วพาตัวในสภาพที่มีแต่กางเกงบ็อกเซอร์เดินไปทางตู้เสื้อผ้า ดึงเอาเสื้อยืดสีขาวมาสวม ตามด้วยกางเกงขาสั้นลำลองมาใส่ กัดปากล่างฉับพลางคิดไปถึงว่าเพื่อนบ้านมองเขานอนเกือบเปลือยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขาก็ดันหลวมตัวลุกขึ้นให้อีกฝ่ายเห็นทั้งร่างผ่านทางด้านหลังแล้วด้วยเนี่ย
“ผอมลงเยอะเลยนะ” ฉัตรินว่าอย่างนั้นเหมือนพิจารณา ขณะที่สิปปกรกำลังยกมือขึ้นจัดทรงผมยามส่องกระจกตัวยาวที่วางตั้งอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า “แต่ก็ยังดูมีเนื้อมีหนังอยู่ดี”
“เขาเรียกว่าหุ่นดี”
ฉัตรินเลิกคิ้ว “หุ่นดี?”
“อืม หุ่นดี”
สิปปกรค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองมีรูปร่างกล้ามเนื้อที่สวยงามดูดีกว่าอีกฝ่ายเป็นไหน ๆ เพราะดูจากตาเปล่าอย่างนี้ก็ยังมองเห็นว่าฉัตรินผอมแห้งแรงน้อยชอบกล หากแต่คำพูดอวดโอ้มั่นใจแบบนั้นกลับทำให้คนหน้าตายจุดยิ้ม เอ่ยบอกให้เจ้าของห้องที่กำลังเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ชะงักไป
“ก็คงหุ่นดีจริง แต่จะสู้แรงผมได้รึเปล่าก็แค่นั้น”
สู้แรงอะไรล่ะนั่น “ไม่ส้งไม่สู้อะไรทั้งนั้นแหละ ไป ออกจากห้องได้แล้ว หิวจะตายแล้วเนี่ย!”
ว้า แย่เลย ฉัตรินอุตส่าห์คิดว่าถ้าอีกคนโต้ตอบเขามาอีกคำจะได้แหย่เข้าให้ แต่กลายเป็นว่าสิปปกรทิ้งความง่วงแล้วแทนที่ด้วยความหิวเต็มสปีดแล้ว เพราะไม่เพียงแต่วิ่งนำหน้าออกจากห้องไปก่อนเขา แม้แต่พี่ชายตัวเองก็ยังไม่คิดเรียกเชิญ กลับเป็นฉัตรินที่ต้องถามไถ่ และก็ได้คำตอบมาว่าให้กินกันเลยตามสบาย เพราะอีกเดี๋ยวก็จะออกไปกินมื้อเที่ยงกับแฟนสาวที่นัดกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
ชายหนุ่มหยุดคุยกับสิทธาอีกนิดหน่อยจึงค่อยขอตัวเดินออกมา พอกลับเข้าบ้านตัวเองก็เห็นเพื่อนบ้านนั่งจ้วงส้มตำกับพี่ชายของเขาแล้ว มีเสียงเรียกจากฉัตรชาติที่มองมาเห็น ก่อนจะกลับไปสนใจอาหารตรงหน้าต่ออีกครั้งโดยเปลี่ยนเป็นสิปปกรที่หันมาสนใจแทน
“จะเอาข้าวสวยหรือข้าวเหนียว”
“ขอเป็นข้าวสวยแล้วกัน”
สิปปกรพยักหน้าตอบรับ ก่อนเลื่อนจานเปล่าไปตรงหน้า เอ่ยปากบอกแล้วยิ้มอย่างคนเหนือกว่า “ไปตักเองนะครับพี่ตีน”
เพราะรู้ว่าต่อหน้าฉัตรชาติที่รักเขาเหมือนน้องในไส้ฉัตรินจะไม่โต้ตอบคำที่เจ็บแสบแน่ ๆ แต่บางทีสิปปกรก็อาจจะลืมไปว่าเมื่อก่อนกับตอนนี้มันไม่เหมือนกัน
ฉัตรินถอนหายใจยาว เอ่ยคำที่ทำให้ฉัตรชาติแทบสำลักน้ำส้มตำ “เป็นเมียพี่ก็ปรนนิบัติกันบ้างเถอะซี อย่าให้คนมองได้ว่าพี่กลัวเมีย”
บ้าเอ๊ย! สิปปกรกัดปาก แทบถลึงตาใส่อยู่แล้วหากไม่ติดว่าฉัตรชาติหัวเราะราวกับได้ยินเรื่องขบขัน แถมยังเออออไปกับน้องชายตัวเองด้วยอีกต่างหากเพราะฉัตรชาติออกปากบอกให้เขาลุกไปตักข้าวให้ฉัตรินหน่อยเถอะ จะได้ตักมาเผื่อเขาด้วย และเมื่อชายหนุ่มเล็งเห็นว่าคราวนี้เป็นคราวพ่ายแพ้อีกครั้ง จึงทำได้แต่ย่นจมูกลุกขึ้นยืน คว้าจานข้าวได้ก็หมุนตัวตรงไปยังหม้อหุงข้าวในครัวทันที
ก็เลยไม่ได้เห็นน่ะสิว่าฉัตรินจุดยิ้มพอใจ และแน่นอนว่าในรอยยิ้มนั้นมีรอยยิ้มของผู้ชนะฉายพาดอยู่ด้วย
To be continued.