“นี่ ยูๆ…..อาหารร้านยูน่ะ ไม่ได้คุณภาพเลยนะ เค็มเกินไปมากๆเลย”
คำติในรสชาติอาหารสำหรับเจ้าของร้านคาเฟแล้วนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สุดแสนจะธรรมดาและพบได้แทบทุกวันกรณีที่รสไม่ถูกปากลูกค้า ซึ่งเมธี ชายหนุ่มเจ้าของคาเฟแมว Nyan Neko Café ก็รู้สึกชินชา และพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ ยกเว้นก็แต่กรณีที่เจอลูกค้าประหลาดเข้ามาป่วนจนยากจะรับมือได้ง่ายๆ
เช่นกรณีของฝรั่งผมแดงผู้นี้เป็นต้น…..
“อาหารเค็มไปเหรอครับ? แต่ลูกค้าสั่งแค่เครื่องดื่มเองนะครับ แล้วก็ยังไม่ได้ดื่มเลยสักคำนี่นา?”
ชายหนุ่มใบหน้าเยาว์วัยกว่าอายุ ผู้มีโคนเส้นผมสีขาวครีมกับส่วนปลายดำราวกับแต้มของแมววิเชียรมาศจากการย้อมด้วยความชอบส่วนตัวจ้องมองไปยังร่างของลูกค้าผู้วิจารณ์อาหารของเขาด้วยสีหน้างงงวยเป็นยิ่งนัก ก็จะไม่ให้งงได้อย่างไรล่ะ? อาหารยังไม่ทันได้กินเลย แล้วเอาที่ไหนมาบอกได้ว่าอาหารไม่อร่อย? นี่มาป่วนคาเฟกันเล่นๆหรือไงกันนะ?
“ใช่ ไอยังไม่ได้ดื่มเครื่องดื่ม…..”
ฝรั่งผมแดงยาวที่ปลายผมข้างซ้ายแหว่งอย่างน่าประหลาด ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับหลุดออกจากวงการฮอลลีวูดกล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ภายในมือของเขาถือกระป๋องอาหารแมวที่ไร้ฉลากอยู่ 1 กระป๋อง พร้อมกับช้อนป้อนอาหารแมวที่มีร่องรอยชิมเข้าไปคำใหญ่ และปากที่กำลังเคี้ยวหงุบหงับ
“แต่ไอหมายถึง cat food ในคาเฟของยูต่างหากล่ะที่รสชาติไม่อร่อยน่ะ!!”
และนั่น……ก็คือครั้งแรกที่ได้พบกับ ‘เขา’
ทิโมธี เอ ล็อคฮาร์ท…..ผู้ชายที่ประหลาดที่สุดเท่าที่ในชีวิตนี้จะเคยได้พบเจอมา…..
‘คาเฟแมวจรเพื่อให้น้องจรมีบ้าน’ คือสโลแกนที่เมธี วิฬาร์ยเมศ เจ้าของคาเฟแมว Nyan Neko café แห่งนี้ตั้งขึ้นมาพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือแมวจรทั้งหมดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมๆกับใช้ฝีมือทำอาหารที่ได้จากการร่ำเรียนจากต่างประเทศมาช่วยเสริมเพื่อให้คาเฟของเขานั้นดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น กลายเป็นธีม “แมวก็น่ารัก อาหารก็อร่อย” ได้ไม่ยากเลย
ในทุกวัน จะมีลูกค้าเข้ามาบ้างประปรายแล้วแต่ช่วงวัน ส่วนใหญ่แล้วเมธีนั้นก็จะสาละวนอยู่กับการคอยดูแลแมวในร้าน รับเคสแมวที่ต้องการความช่วยเหลือ และพยายามอย่างมากที่จะหาบ้านให้กับพวกมันผ่านทางโซเชียลมีเดียและอื่นๆเท่าที่จะสามารถเป็นไปได้
โดยตัวคาเฟนั้นจะมีทั้งหมด 2 ชั้น แบ่งเป็นโซนร้านอาหารที่ชั้นหนึ่ง และชั้นสองนั้นจะเป็นห้องแมวที่ถูกแบ่งสัดส่วนไว้ เป็นห้องของแมวที่พร้อมหาบ้านซึ่งลูกค้าสามารถรับประทานอาหารไปพร้อมๆเล่นกับแมวได้ ห้องแมวป่วย และแมวพิการ แมวที่บาดเจ็บ หรือยังไม่คุ้นชินกับคนมากนัก ส่วนชั้นสูงที่สุดของตัวอาคารคือชั้นที่ 3 ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับคาเฟเลยนั้นคือที่อยู่และบ้านของเขาเอง โดยเวลาปกติจะปิดล็อกไว้ และมีเพียงประตูแมวให้แมวเข้าออกได้เท่านั้น
ชีวิตในแต่ละวันก็ค่อนข้างจะวนเวียนไปในแบบเดิมๆ ช่วยชีวิตแมวที่บาดเจ็บ สูญเสียแมวสักตัวที่ทนอาการป่วยไม่ไหว หรือไม่ก็ความภาคภูมิใจเล็กๆที่ได้ติดภาพของแมวที่ได้บ้านแล้วบนบอร์ดใหญ่หน้าร้านเพื่อเป็นหลักฐานถึงความสำเร็จที่หาบ้านอันอบอุ่นให้เหล่าเหมียวๆได้อย่างสำเร็จ
มันเป็นงานที่เหนื่อยและเล่นกับสุขภาพจิตพอสมควร….. แต่ถึงอย่างนั้นเมธีก็รู้ดีว่ามันคืองานที่ทำให้เขามีความสุขมากเลยทีเดียว…..
มีความสุข….จนกระทั่งชีวิตของเขาต้องมาพบกับผู้ชายที่กำลังเลียช้อนอาหารแมวหน้าตาเฉยคนนี้เนี่ยแหละ!!!
“เอ่อ….ขออภัยนะครับคุณลูกค้า แต่ว่านั่นเป็นอาหารแมวที่ไว้ให้ป้อนน้องๆในร้าน ไม่ได้มีไว้ให้คนกินนะครับ ถ้าหากว่าคุณลูกค้าหิวละก็ ไม่ทราบจะสั่งอาหารคาวเพิ่มเติมไหมครับ?”
เมธียิ้มการค้าอย่างใจเย็น ก็มีบ้างที่จะเจอลูกค้ากวนประสาท หรือมาป่วนที่ร้าน แต่จะให้ไล่ในทันทีก็คงจะไม่ได้ อย่างไรก็ต้องพยายามเจรจาดูก่อนเป็นดีที่สุด ยิ่งอีกฝ่ายเป็นคนต่างชาติด้วย ความเป็นได้ที่จะไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไหร่ก็เยอะมากพอที่จะทำให้เขาพยายามอย่างมากที่จะกดอารมณ์เอาไว้
ทว่าชายผู้นั้นกลับยังคงทำหน้านิ่งเหมือนเช่นเคย
“ก็รู้แล้วว่าเป็นของแมว เพราะแบบนั้นไอถึงได้ชิมไงล่ะ อาหารที่เค็มเกินไปน่ะ มันไม่ดีต่อเฮลท์ของแมวหรอกนะ ยูรู้มั้ย?”
ชายผู้นั้นกล่าวตอบเป็นภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว แสดงให้เห็นว่ามีความรู้ทางภาษาอยู่พอควร แต่ถึงจะรู้ภาษา……ก็เหมือนจะพูดไม่รู้เรื่องอยู่ดี
“อาหารของสัตว์มันก็ต้องไม่ถูกปากคนอยู่แล้วสิครับ…. อีกอย่าง…ผมแน่ใจว่าอาหารแมวที่ทางร้านเราใช้นั้นก็ดีต่อแม..–หือ??”
ในขณะที่กำลังอธิบายยืดยาวไม่รู้จบ ลูกค้าต่างชาติสุดประหลาดคนนั้นก็ยื่นนามบัตรของเขาให้กับเมธีพร้อมกับพับฝากระป๋องปิดลงเพื่อไม่ให้แมวในคาเฟที่เดินมาทำท่าจะกินอาหารในกระป๋องนั้นสามารถเลียกินได้ง่ายๆ ดวงตาสีเขียวสุดโดดเด่นของชายผู้นั้นจดจ้องไปที่ร่างของเมธี ราวกับอยากให้รู้ว่าตัวตนของเขานั้นเป็นใคร
นามบัตรที่เป็นภาษาอังกฤษ เมื่ออ่านออกมาแล้วก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยากว่าข้อความข้างในของมันอ่านว่าอย่างไร ชายหนุ่มเจ้าของคาเฟจ้องมองนามบัตรพลางอ่านออกเสียง
“หัวหน้าฝ่ายนักชิมอาหารสัตว์ บริษัทแคทปิซ่า คอร์ปอเรชัน….. ทิโมธี เอ ล็อคฮาร์ท จากอเมริกา…… เอ๋??? อ..อาชีพนี้มีอยู่จริงๆเหรอเนี่ย…”
“เรียกไอว่า ‘ทิม’ ก็พอ ไอยินดีๆ”
เมื่อได้แนะนำตัวในแบบของตัวเองแล้ว ชายชาวอเมริกันนามว่าทิโมธีก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งเล่นกับแมวอยู่ พร้อมกับร่างของแมวน้อยสีขาวที่มีลายสีเทาปนเหลืองอ่อนๆสลับไปมาราวกับไข่ไดโนเสาร์ก็โผล่ออกมาจากเสื้อโคตสีน้ำตาลของเขา และขึ้นไปนั่งบนไหล่อย่างแสนจะคุ้นเคย
“ยินดีที่ได้รู้จัก แค่บังเอิญเห็นคาเฟของยูดูน่าสนใจเลยมาทดสอบคุณภาพดูน่ะ…. ยูควรเปลี่ยนอาหารแมวนะ ไอพูดจากใจจริง”
“เอ้อครับ….แต่เอ่อ…พ…พาแมวตัวเองมา…..ด้วยเหรอครับ….”
ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มช็อกจากจุดไหนก่อนแล้วในตอนนี้ ผู้ชายที่กินอาหารแมว? นักชิมอาหารแมวจากบริษัทอาหารแมวชื่อดังของอเมริกา? แมวต่างถิ่นที่พกเข้ามาในคาเฟด้วยหน้าตาเฉย?? โอ้ย!!! ไม่รู้จะเริ่มจากจุดไหนแล้ว!
“แอ๊ว~!”
เจ้าเหมียวบนบ่าส่งเสียงร้องหวาน เหมือนมันจะคุ้นชินกับการอยู่ในพื้นที่อื่นนอกเหนือจากอาณาเขตของตัวเองเสียเต็มประดา และไม่มีท่าทีจะมุ่งร้ายต่อแมวตัวอื่นในคาเฟที่ดูหวั่นๆตัวมันเลยแม้แต่น้อย
มันเป็นแมวที่ดูประหลาด….ใบหูสีส้มมีขอบสีดำราวกับครีบของปลาอยู่ทั้งสองข้าง ตัดกับสีขนพื้นของมันที่เป็นสีขาว และลายที่เปรอะเปื้อนเหมือนกับเปื้อนเขม่าไปทั้งตัวจนดูเหมือนไข่ไดโนเสาร์เปื้อนๆหนึ่งฟอง หางสีเทาผสมเหลืองฟูเป็นปล้องไม่ยาวมากนัก ดูเหมือนกระบองน้อยๆน่ารักน่าจับดีเหลือเกิน
ลายประหลาด…..แต่กลับมีดวงตาสีเขียวอ่อนสุกใสที่สวยและน่ารักอย่างไม่น่าเชื่อเลย
“หือ? หมายถึงมายลิตเติ้ลแองเจิ้ลน่ะเหรอ? โนวๆ ยูด๊อนแฮฟทูกลัวมันจะทำร้ายใครนะ เธอชื่อว่าลัมปี้น่ะ ลัมปี้เป็นกู้ดเกิร์ลที่น่ารักมากๆเลยล่ะ และก็เป็นพาร์ตเนอร์ของไอไปทุกที่ด้วย”
ชายนักชิมอาหารแมวยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางขยับมือไปเกาคางแมวน้อยที่อยู่บนบ่าของเขา เป็นครั้งแรกที่เมธีได้เห็นสีหน้าเรียบนิ่งนั้นแตกต่างไปจากตอนแรกที่เขาพบเห็น ผู้ชายฝรั่งประหลาดคนนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนเป็นคนละคนเมื่อพูดถึงแมวของตนเอง รอยยิ้มนั้นอ่อนโยนและมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด และมันก็ดึงดูดเขาให้มองภาพนั้นอยู่เล็กน้อย ก่อนที่หนุ่มไทยร่างเล็กจะรีบสะบัดหัวไปมาเพื่อดึงสติ แล้วรีบกระแอมเพื่อกล่าวสนทนากับชายผู้นั้นอีกรอบ
“อะแฮ่ม! เอ่อ….ถึงยังไง…มันก็ผิดกฎนะครับ กฎของทางคาเฟเรา ห้ามนำสัตว์อื่นเข้ามาในร้านนะ ต่อให้คุณจะบอกว่าเป็นนักชิมอาหารมาตรวจสอบอะไรก็เถอะ แต่แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ?”
ใช่แล้วล่ะ เมธี…. เราต้องดึงสติก่อน! จะเป็นใครหน้าไหนก็ไม่สำคัญหรอก แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ทำผิดกฎก็ต้องโดนตักเตือนทุกรายนั่นแหละ เพราะงั้นเจ้าฝรั่งนี่ก็ไม่เว้นหรอก!
ถึงแม้เมธีจะดึงสติกลับมาได้อย่างสำเร็จและส่งเสียงเข้มตำหนิลูกค้าเจ้าปัญหาอย่างขึงขัง ทว่าสิ่งที่ชายต่างชาติผมแดงผู้นั้นแสดงออกกลับมากลับมีเพียงแค่ใบหน้าที่นิ่งเฉยเหมือนก่อน และถอนหายใจยืดยาวด้วยกริยาที่มองดูก็พอจะเห็นได้ว่าไม่ได้รู้สึกสำนึกจากใจจริงสักนิด
“เฮ้อ…ช่างน่าเศร้าเหลือเกินนะที่มองไม่เห็น……”
“ไม่เห็นป้ายกฎเหรอครับ? แต่ผมก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วยนะครับ…คุณควรที่จะ….”
“ยูต่างหาก ที่มองไม่เห็นความน่ารักในตัวของมายลิตเติ้ลพริ้นเซสน่ะ…. ลัมปี้ตัวน้อยเป็นแมวเฟรนลี่ เข้ากับตัวอื่นได้ง่าย ไม่สร้างปัญหากับที่ไหนหรอกนะ รู้ไหม?”
ไอ้……..
ชายหนุ่มร่างเล็กตัวสั่นเทิ้ม แม้ใบหน้าจะยิ้มแต่จริงๆในใจก็เริ่มยัวะหน่อยๆกับความพูดไม่รู้เรื่องของฝรั่งบ้าบอคนนี้ เขาไม่สนหรอกว่าแมวตัวนั้นจะเฟรนลี่แค่ไหน เพราะตราบใดที่เป็นแมวแปลกหน้า เข้ามาภายในถิ่นของแมวในร้าน หากไม่ได้ทำความรู้จักกันให้ดีก่อนละก็ โอกาสที่จะทำให้แมวในร้านเครียดจนเกิดปัญหาสุขภาพนั้นมีได้เยอะมาก และเจ้าเหมียวหน้าหวานจิ้มลิ้มตัวนี้ก็คงจะไม่…….
“แอ๊วววว~!”
ต่างกัน…..?
“เมี้ยววว!!~!”
ร่างของแมวหนุ่มน้อยสีขาวแต้มเหลืองตัวอ้วนกลมนามว่า MJ ซึ่งเป็นหนึ่งในแมวขี้ระแวงแมวด้วยกันติดอันดับต้นๆของทางร้านกระโดดขึ้นอกของชายหนุ่มนักชิมอาหารขึ้นไปหยอกล้อเล่นกับลัมปี้ตัวน้อยอย่างไร้ซึ่งท่าทีหวาดระแวงเลยแม้แต่น้อย ในขณะเดียวกัน แมวตัวอื่นๆภายในร้านที่ตอนแรกดูตกใจกับการปรากฏของตัวของลัมปี้ อยู่ๆก็ดูจะเข้ากับเจ้าเหมียวสามสีลายไข่ไดโนเสาร์นี้ได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยขึ้นมาดื้อ ๆ เลยเสียด้วย
ทิโมธีจ้องมองดูร่างของแมวแสนรักที่กระโดดลงไปเล่นกับเพื่อนเหมียวตัวอื่น ๆ พลางกระตุกยิ้มเยาะเหมือนกับได้รับชัยชนะ เขาชี้นิ้วไปที่เหล่าเหมียวๆเบื้องหน้าพร้อมกับพูดตอกย้ำ
“see? ไอบอกแล้ว โนพรอเบลม ๆ ! ยูไม่ต้องกลัวอะไรเลยหรอกน่า everything is under control!”
“ผ..ผมไม่รู้ว่าคุณทำได้ไง…..แต่…..ฮึ่มม….ยังไงก็เถอะ! คุณมาที่นี่มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ครับ? ร้านของผมมีอะไรให้บริษัทแคทปิซ่าต้องตรวจสอบด้วยรึไงกัน!?”
ในที่สุดเจ้าของคาเฟก็เหลืออด เมธีพ่นลมหายใจแรง พยายามดึงกลับให้เข้าเรื่องอีกครั้ง แม้ว่าฝรั่งตรงหน้าจะไม่ยี่หระต่อท่าทางขึงขังจริงจังของเขาเลยก็ตามที หนำซ้ำยังลูบหัวเจ้าแมวขาวเหลืองตัวกลมเล่นอย่างสบายใจอีกต่างหาก
“ก็…..ไม่นะ? ไอไม่ได้มาตรวจสอบร้านยูหรอก แค่ลองเทสต์อาหารดูตามปกติเท่านั้นเอง อันที่จริงไอกำลังพักร้อนอยู่น่ะ แล้วก็บังเอิญเห็นคาเฟของยูผ่านทางโซเชียลมีเดีย ก็เลยตามมาดูเพราะสนใจเท่านั้นเอง”
เขากล่าวพร้อมกับยกกระป๋องอาหารแมวที่ไร้ฉลากนั้นขึ้นมาพินิจพิจารณามันด้วยแววตาเรียบนิ่งเหมือนเช่นเคย หมุนไปหมุนมาอยู่อย่างนั้นโดยพยายามดันหัวไม่ให้พวกเหมียวๆ ทั้งหลายปีนขึ้นมากินได้
“คาเฟยูนี่กู้ดไอเดียดีทีเดียวนะ ไอชอบ ทุกอย่างแสดงออกให้รู้ว่ายูใส่ใจมากๆ เลย แต่ว่า…. เจ้าอาหารกระป๋องเนี่ยมันยังไม่ดีพอ เค็มแบบนี้ถ้าให้ระยะยาวละก็แย่แน่ๆ ยิ่งยูให้ลูกค้าป้อนขนมแมวเลียได้ด้วยแบบนี้ยิ่งต้องระวังนะ ถึงขนมแมวเลียนี่จะใช้ได้ก็เถอะ”
“อา…..งั้นเหรอครับ? โอเค ถ้าคุณบอกว่าอย่างนั้นงั้นผมจะลองเปลี่ยนอาหารของแมวในร้านก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีของคุณอยู่ดีนะ คุณจะเที่ยวไปคาเฟแมวแล้วชิมอาหารแมวไปทั่วแบบนี้ไปทุกที่เลยรึไงครับ!?”
ต่อให้บอกว่าเป็นอาชีพก็เหอะ แต่บอกว่าพักร้อนอยู่นี่ แล้วจะมาตามกินอาหารแมวทำไม!? อาชีพก็ว่าพิลึกแล้ว นิสัยยังพิลึกตามอาชีพอีกเหรอ? มาเทสต์อาหารในคาเฟแมวให้ได้อะไรขึ้นมา?? อิตาฝรั่งคนนี้มันสติเต็มรึเปล่าเนี่ย??
ในขณะที่เมธีมีคำถามมากมายอยู่เต็มหัวกับคนที่เขาพบเจอ ทิโมธีก็แสดงท่าทีตื่นเต้นพลางยกนิ้วขึ้นอย่างถูกใจ
“เยส! ยูควรทำ! แล้วก็ เยส! เพื่อสุขภาพของน้องแมวแล้ว ไอยินดีตรวจให้ฟรีในช่วงพักร้อนเสมอนั่นแหละน่า!”
ดวงตาสีเขียวมรกตของทิโมธีดูมีประกายแวววาวทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องของแมว และดูกระตือรือร้นสุดๆจนน่าแปลกใจ และแม้จะไม่ค่อยพอใจเท่าใดนักที่อยู่ๆก็โดนติและสั่งสอนเรื่องการเลี้ยงแมว แต่หนุ่มเจ้าของคาเฟก็ยอมรับมันเป็นอย่างดี เขาค้อมหัวลงอย่างสุภาพที่สุดพร้อมกับรับอาหารกระป๋องเจ้าปัญหานั้นไปจากมือของนักชิมอาหารแมวอย่างว่าง่าย
“โอเคครับๆ… ถ้าคุณว่าอย่างนั้นผมก็ขอโทษด้วยที่เข้าใจคุณผิดไป ถ้ายังไงผมก็ขอเก็บอาหารกระป๋องนี้ไปทิ้งก่อนแล้วกันนะครับ แล้วค่อยเปลี่ยนยี่ห้อใหม่ในสต๊อกให้”
“หืม? ยังมียี่ห้ออื่นในสต๊อกอย่างนั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นไอขอซื้ออาหารแมวทุกชนิดในร้านมาชิมได้ไหม?”
“เอ๊ะ…? หา? คุณหมายถึง…?”
พูดยังไม่ทันจบ แบงก์พันจำนวนหนึ่งก็ชูขึ้นเบื้องหน้าของเมธีเข้าให้ พร้อมกับรอยยิ้มพรายอันแสนน่าหมั่นไส้ที่ปรากฏออกมาผ่านใบหน้าขาวซีดของลูกค้าเจ้าปัญหาผู้นั้น ทิโมธีโบกเงินไปมาด้วยสีหน้ามั่นใจอย่างที่สุด
“เอามาเถอะน่า ไอยินดีจ่ายให้เกินราคาเลยนะ”
หลายชม.ผ่านไป
เมธีจำไม่ได้นักว่าหลังจากนั้นเวลามันผ่านไปนานแค่ไหน เพราะนอกจากลูกค้าที่เรียกตัวเองว่า ‘ทิม’ คนนั้นแล้ว เขาก็ยังคงต้องดูแลลูกค้าคนอื่นๆ ที่เข้ามาในร้านเพิ่มเติมอีก ไหนจะทำเรื่องกับน้องเหมียวตัวที่ได้บ้านในวันนั้นไปอีก ทำให้เขาไม่ได้ใส่ใจกับชายร่างสูงที่เขายกกระป๋องอาหารแมวทุกยี่ห้อเท่าที่ซื้อมาตุนไว้ไปให้ชิมมากนัก มันก็มีบ้างที่รู้สึกว่าอิตาคุณทิมคนนี้ดูกวนอารมณ์ไม่ใช่น้อยๆ ยามสนทนาด้วย แต่เมื่อเขาเอาอาหารแมวมาวางไว้ให้ เจ้าตัวก็ทำการชิมเงียบๆ ไม่ได้สร้างความวุ่นวายใดๆ ให้กับทางร้าน รวมถึงแม่หนูลัมปี้ตัวนั้นก็ทำตัวดีกับแมวในร้านจนเมธีรู้สึกว่าปล่อยผ่านไปก็คงไม่เป็นอะไรเท่าไหร่ ทุกอย่างที่ดูจะเพี้ยนๆ และแปลกประหลาดก็เหมือนจะกลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง จนกระทั่งเสียงร้องด้วยความฉงนของทิโมธีที่ดังขึ้นก็เรียกให้ชายหนุ่มผมสีครีมดำหันไปสนใจกับลูกค้าประหลาดคนนั้นอีกครั้ง
“หืม? นี่มัน….”
ทิโมธีร้อง หลังจากที่เขาชิมอาหารกระป๋องเปลือยกระป๋องหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะกระป๋องค่อนข้างเล็กกว่ากระป๋องอื่นเล็กน้อย มันเป็นอาหารแมวที่มียี่ห้อ แต่ถูกดึงฉลากออกเพราะเคลมว่าเป็นของหลุด QC และนำมาขายในราคาถูกให้กับคนเลี้ยงแมว หรือร้านคาเฟแมวบางแห่ง แต่จะหลุด QC หรือไม่ นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ชายหนุ่มนักชิมสนใจมากไปกว่ารสชาติของมันที่ทำให้เขาต้องลุกขึ้นจากโซฟาที่นั่งเล่นกับแมวอยู่ในทันที
“มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ คุณลูกค้า?”
เมธีเดินกลับเข้าไปถามทันที ใจก็รู้สึกตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่น้อยเหมือนกัน เขาไม่เคยเจอคนจากบริษัทอาหารแมวโดยตรงขนาดนี้มาก่อน แต่ก็แอบคิดว่ามันคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเทสต์อาหารละมั้ง? และถึงแม้จะวุ่นวายและน่ารำคาญใจก็เถอะ ก็ถือว่าเป็นข้อดีที่จะได้รู้ว่าควรเปลี่ยนอาหารให้แมวในร้านรึเปล่าด้วย
“นี่ อาหารกระป๋องอันนี้ ไอขอเอากลับบ้านได้มั้ย?”
“ห๊ะ?”
“อันนี้ เวรี่กู้ดมั่กๆ ไอขอเอากลับไปน่ะ…..”
เอ้า…ของไม่อร่อยก็เรียกมาติ
แต่พอของอร่อยจะขอกลับ…?
อะไรของเขาวะครับเนี่ยยยย!!??
“นี่คุณครับ อาหารนี่เอาไว้ใช้สำหรับให้แม……อะ ไม่สิ…..” เมธีตั้งท่าจะบ่นทันทีที่คำถามประหลาดพุ่งเข้ามาปะทะหน้า แต่เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น เจ้าตัวก็รีบเปลี่ยนความคิด เมื่อเห็นสายตาของลูกค้าที่มองแล้วเริ่มซุบซิบกันในร้าน เจ้าตัวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเปลี่ยนคำพูด
“ถ้าผมให้คุณเอากลับไปได้ คุณจะออกจากร้านไปในเร็วๆนี้รึเปล่าครับ?”
“เยส ไอจะกลับแล้ว ขอแค่เอากระป๋องนี้กลับไปด้วยก็พอ!! ให้ไอได้มั้ย? นะนะนะนะ!!”
แววตากระตือรือร้นเป็นประกาย พร้อมกับเจ้าเหมียวคู่ใจที่กระโดดขึ้นบ่ามาทำตาปิ๊งๆตามเจ้าของ เล่นเอาเมธีเวียนหัวกับภาพตรงหน้าอย่างเหลือจะกล่าว หนุ่มน้อยเจ้าของคาเฟถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วพยักหน้าอย่างปลงๆ
“ครับๆ… งั้นเชิญเลยครับ…..ขอบคุณที่มาใช้บริกา….”
ฟุบ
ร่างสูงใหญ่นั้นลุกขึ้นแล้วหุนหันเดินออกจากร้านไปในทันทีโดยไม่อยู่ฟังคำพูดใดๆให้จบเลย ทิ้งไว้เพียงอาหารกระป๋องบางกระป๋องที่เปิดไว้แล้ว ซึ่งมีร่องรอยป้อนอาหารให้กับเด็กๆในร้าน กับกระป๋องที่พับฝาไว้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่าอันนี้ใช้ไม่ได้ วางไว้ที่โต๊ะเท่านั้น
ช่างเป็นคนที่ประหลาดจนเหนือคำว่าประหลาดไปไกลมากเสียจริง……
เมธีถอนหายใจ ขณะจัดเก็บของทั้งหมดให้เรียบร้อย พลางนึกถึงหน้าลูกค้าประหลาดคนนั้นอย่างแสนจะเอือมระอาปนกับความพิศวงงงงวยที่ยังคงไม่หายไปจากหัวใจของเขา
นักชิมอาหารแมว….อาชีพแสนพิสดารที่ไม่อยากจะเชื่อว่ามีอยู่จริง……
กับนิสัยส่วนตัวที่ก็พิลึกพิลั่นไม่แพ้กับอาชีพที่ทำ……
ถึงอย่างไรก็เถอะ คนๆ นั้นก็ออกจากร้านไปแล้ว….
หวังว่าชาตินี้คงจะไม่ต้องพบกับลูกค้าประหลาดๆ แบบนี้อีก…..
รึเปล่านะ?
To be continued.