Ash Pink รักเรารสแอชพิงก์

ตอนที่ 1

‘อาหารยอดเยี่ยม บริการยอดแย่’ คือนิยามของร้านอาหารร้านล่าสุดที่โกสนเขียนลงในโน้ต ชายหนุ่มกดบันทึกอย่างนึกเคืองไม่หาย มองหน้าจอแท็บเล็ตขนาดสิบนิ้วด้วยเรียวคิ้วที่เป็นปมขมวด ดูเคร่งเครียดไม่สมกับวงหน้าที่ค่อนไปทางหวานทั้ง ๆ ที่สันกรามคมคายได้อย่างน่าอัศจรรย์

โกสนเข่นเขี้ยวในใจขณะยืนรอรถไฟฟ้า โกรธก็โกรธที่ดันยอมใจอ่อนรับงานนี้ ขณะเดียวกันเขายังคงรู้สึกแย่ที่ปลายผ้าขี้ริ้วจุ่มลงมาในหม้อชาบูของเขาถึงสองครั้งราวกับตั้งใจ ชายหนุ่มพยายามสะบัดไล่ความทรงจำนั้นออกไปจากหัว เป็นจังหวะเดียวกับที่รถไฟฟ้ากำลังวิ่งเข้ามา และสมาร์ตโฟนของเขาส่งเสียงเป็นเพลงที่เขาตั้งไว้สำหรับกลุ่มเพื่อนร่วมงานวงการเดียวกัน

พอเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา โกสนก็ชักสีหน้าอย่างไม่ปิดบัง รอจนตัวเองเดินเข้ามาในขบวนรถ ได้ที่นั่งแล้วถึงรับสาย

“พี่วิน ไอ้พี่เวร ส่งงานอะไรมาให้ผมทำวะ คราวหลังไม่เอาแล้วนะ!”

“เฮ้ย” ปลายสายอุทานอย่างตกใจ ก่อนตามด้วยเสียงหัวเราะที่ไม่รู้ว่าขบขันหรือขมขื่นกันแน่ “พี่ว่าร้านนี้น่าจะอร่อยแล้วนะ…มันไม่อร่อยเหรอ”

โกสนถอนหายใจดังเฮือก “อร่อยมาก แต่พนักงานคือไม่ได้เลย”

“ยังไง บริการไม่ดี เติมของช้า ทำงานเอื่อย หรือพูดจาไม่เพราะ หรือ—”

“เก็บถาดบ่อย” โกสนบอกทันที “ถ้าแค่เก็บถาดมันก็ปกติใช่ปะ แต่เป็นบ้าอะไรต้องเช็ดโต๊ะด้วยตลอด เก็บไปก็สะบัดผมยาว ๆ ไป แถมยังเอาผ้าเช็ดโต๊ะจุ่มใส่หม้อทุกรอบ”

“เฮ้ย!” คราวนี้คนฟังร้องดัง “แล้วไม้ได้แจ้งผู้จัดการไหม”

“แจ้ง เขาก็ขอโทษ บอกจะลดให้ 25% แต่ผมไม่เอา”

“อ้าว แล้วทำไง”

“ไม่ทำไง ตอนลงรีวิวผมก็จะลงตามความจริง คลิปผมก็มี เจตนาไม่เจตนาก็ให้คนดูตัดสินเอาแล้วกัน”

ได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากอีกฟากฝั่งโกสนก็ถอนหายใจบ้าง ถึงจะถือคติที่ว่า ‘ถอนหายใจบ่อยเดี๋ยวแก่เร็ว’ ก็เถอะ แต่ช่างมัน เขาหงุดหงิดเกินกว่าจะเก็บไว้ คืนนี้กลับห้องไปค่อยโปะครีมทาเซรั่มแปะแผ่นมาส์กหน้า บำรุงอย่างเต็มที่เอาก็ได้

“ว่าแต่ทางออฟฟิศเขาจะโอเคกันไหม ถ้าผมจะรีวิวตามจริง”

“ทำไปเถอะ ยังไงก่อนรับงานพี่ตกลงกับร้านไว้แล้วว่าจะเข้าไปโดยไม่บอกว่าเป็นบริษัทเรา กรณีแบบนี้รีวิวตามความจริงได้ ไม่ต้องห่วง”

ได้ยินอย่างนั้นโกสนก็เบาใจ ชายหนุ่มตอบรับอีกฝ่าย วางสายได้ก็ตั้งใจจะหลับตาพักสายตาสักครู่แต่ต้องมองหน้าจออีกหน เพราะหมายเลขที่ติดต่อเข้ามาขึ้นเป็นกรอบกลางจอว่า ‘ช่างแอร์ร้านพรชัย’

วันนี้เขามีนัดติดแอร์คอนดิชันเนอร์ที่ห้องใหม่ ดูจากเวลาแล้วอีกสิบห้านาทีจึงจะถึงเวลานัด

“ครับ” โกสนรับสาย “มาถึงกันเร็วจัง พี่นั่งรอที่ร้านกาแฟข้าง ๆ ล็อบบี้ก่อนได้ไหมครับ อีกประมาณยี่สิบนาทีผมถึงจะถึง…ครับพี่ สั่งกันได้เต็มที่เลยนะครับ แล้วเก็บบิลมาให้ผมเลยนะ ครับ ครับ หวัดดีครับ”

พอวางสาย ความหงุดหงิดจากร้านชาบูอันเลื่องชื่อลือชาเรื่องความอร่อยและพนักงานแย่เป็นอันตรธานไปในทันที ภาพที่เข้ามาแทรกในตอนนี้คือห้องใหม่ขนาด 37 ตารางเมตรที่เขาตกลงซื้อต่อจากเจ้าของเดิมในราคาที่คุ้มที่สุด ตอนนี้เขาตกแต่งห้องจนเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว และจะเป็นวันแรกที่เขาจะเข้าไปอยู่อาศัยด้วย

‘น้องไม้ชอบสรรหาของทานใช่ไหมคะ เนี่ย พอดีเลย ลูกบ้านที่อยู่ห้องตรงข้ามกันชอบทำอาหารมากเลยค่ะ ลองไปทักทายกันดูนะคะ ตอนพี่อยู่ อาทิตย์นึงพี่ไม่ต้องทำกับข้าวเองไปแล้วสองสามวันเลยค่ะ’

นั่นแหละคือสิ่งที่โกสนตื่นเต้นที่สุด!

เขาชอบกินน่ะใช่ และยังใช้ความชอบนั้นมาเป็นอาชีพอีกด้วย โกสนเป็นนักรีวิวอาหารมาได้เกือบสามปีแล้ว เริ่มต้นจากเขียนลงบล็อกส่วนตัว จากนั้นก็เข้าร่วมทีมกับเพจรีวิวอาหารชื่อดัง จนถึงตอนนี้ที่แม้เขาจะออกจากตำแหน่งนักเขียนรีวิวประจำมาเปิดช่องในยูทูบของตัวเอง แต่หากมีงานไหนน่าสนใจ วิญญู คนที่เขาเพิ่งคุยโทรศัพท์ด้วยก็จะติดต่อมา

โกสนมีลีลาในสำนวนการเขียน บวกกับมุมมองภาพถ่ายที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง หลายคนมองว่านี่คือพรสวรรค์ของเขา ซึ่งก็คงใช่…หากว่าสีของควันที่ลอยเหนืออาหารเหล่านั้นจะเรียกว่าพรสวรรค์

สีของไอร้อนจากอาหารที่ผู้คนมองเห็นเป็นสีขาวจาง ๆ แต่โกสนจะเห็นหลากหลายสี ตามแต่รสชาติของมัน

ถึงความจริงนั่นจะเป็นอาการที่ถือเป็นลักษณะพิเศษทางการสัมผัสประเภทหนึ่ง แต่จะว่าเป็นพรสวรรค์สำหรับคนทั่วไปหรือเปล่า…เขาเองก็ไม่แน่ใจนักหรอก

“เดี๋ยวเปิดไว้ยาว ๆ ก่อนก็ได้นะครับ แต่เท่านี้ที่เทสต์ดูก็เย็นฉ่ำแล้วนะ”

โกสนพยักหน้ารับคำบอกนั้น ปล่อยให้ช่างแอร์ถ่ายภาพผลงานของตนจนเรียบร้อยจึงเดินออกมาส่งที่หน้าลิฟต์ ก่อนจะถอนหายใจยืดยาวเมื่อกลับมายืนอยู่หน้าห้อง มองเข้าไปด้านในที่มีสีฟ้าสดใสตัดกับสีขาวของทั้งเฟอร์นิเชอร์และผนังแล้วก็ยกยิ้ม เพราะในที่สุดหลังจากเขาพยายามเก็บออมมาหลายปี เขาก็ได้มีบ้านของตัวเองเสียที

ตอนที่กำลังยืนภูมิใจกับความสำเร็จของตัวเอง เสียงรองเท้ากระทบพื้นก็ดังขึ้น

โกสนหันไปมองตามสัญชาตญาณ เห็นเป็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำลังเดินตรงมา สองมือหิ้วกระเป๋าผ้าใบใหญ่สองใบ นัยน์ตาสองคู่จึงได้มีโอกาสสบสานกันโดยไม่ตั้งใจในตอนนั้น และเป็นโกสนที่ยกยิ้มน้อย ๆ ผงกศีรษะเชิงทักทายก่อนจะหันกลับไปทางห้องตนเองอีกครั้ง

โดยไม่คิดว่าคนที่เขาไม่ได้ใส่ใจถึงปฏิกิริยาตอบรับจะชะงักไปนิด หยุดยืนที่หน้าประตูห้องเยื้องกับเขาและมองเขาอยู่อย่างนั้น

“เอ่อ…ขอโทษนะครับ”

เสียงทุ้มติดโทนอุ่นทำให้เท้าที่กำลังก้าวเข้าห้องชะงัก โกสนหันมองคนพูด เห็นว่าฝ่ายนั้นยิ้มน้อย ๆ ขณะมองมาก็นึกแปลกใจ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายกำลังยืนอยู่หน้าห้องที่คงจะเป็นห้องตรงข้ามในความหมายของเจ้าของเดิม ชายหนุ่มถึงได้ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย หันตัวไปหาเพื่อนบ้านแล้วแย้มยิ้มเป็นมิตร

“ครับ”

“เพิ่งย้ายมาอยู่ใช่ไหมครับ”

โกสนพยักหน้า “ใช่ครับ”

แล้วอีกฝ่ายก็ไม่เอ่ยอะไรอีก เขาเหมือนกำลังนึกอะไรสักอย่าง ก่อนจะพยักหน้า กดรหัสให้ประตูเปิดก่อนเอ่ยปากขอตัวเข้าห้องไป

ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรให้ต้องใส่ใจ แต่รอยยิ้มที่ได้เห็น กิริยาบางช่วงจังหวะที่จับได้…กลับทำให้โกสนรู้สึกคุ้นเคย

ชายหนุ่มเข้ามาในห้องบ้าง ยืนเท้าสะเอวกวาดตามองรอบห้องเล็ก ๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาสีฟ้า เอนตัวลงแล้วหลับตาอย่างเหนื่อยล้า เพียงอึดใจเดียวก่อนจะผุดตัวลุกขึ้นนั่ง ดวงตาเรียวคมเบิกกว้างจนโต ด้วยเพิ่งระลึกได้ว่าความคุ้นเคยที่แทรกเข้ามานั้นเป็นเพราะอะไร

เพราะ…เพื่อนบ้านห้องตรงข้ามกัน คือ Puppy love ของเขาสมัยมัธยมน่ะสิ!

“โห…”

โกสนครางอย่างไม่อยากเชื่อ อันที่จริงเขาไม่ได้เจอกับอีกฝ่ายมาหลายปีแล้ว และความจริงเขากับอีกฝ่ายไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใดต่อกันด้วยซ้ำ มีแค่ครั้งเดียวที่ได้พูดคุยกัน คือวันวาเลนไทน์ที่โกสนเกิดความฮึกเหิม สารภาพรักกับอีกฝ่ายไป

ว่าแต่…รักแรกอันสดใสและแสนจะบริสุทธิ์ของเขาชื่ออะไรนะ

‘ฌาน’

ใช่ พี่ฌาน เด็กหนุ่มตัวสูงเฉียดร้อยแปดสิบห้า อยู่ห้องอันดับต้นเลขตัวเดียวที่ขึ้นชื่อว่าเรียนดี และพ่วงด้วยการเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลประจำสีทุกปีตั้งแต่มัธยมต้น

และด้วยหน้าตาที่ละเมียดไปทางเข้มคมคายมากกว่าขาวตี๋ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฮอตแค่ไหน ถึงจะอยู่โรงเรียนชายล้วนแต่ทุกเย็นยังมีนักเรียนหญิงต่างโรงเรียนมายืนเชียร์ข้างสนามเลยด้วย

พอนึกดูแล้ว…บางทีเขาอาจเป็นผู้ชายคนแรกและคนเดียวที่สารภาพรักกับฌาน

โกสนจำได้ว่าเขาไม่ได้รอคำตอบจากฌาน ไม่ได้หวังว่าอีกฝ่ายจะมีใจให้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นเลือดในกายของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าแค่กำลังพลุ่งพล่านไปด้วยความใสซื่อ เพราะพอสารภาพรักเสร็จ เขาก็ยกมือไหว้อีกฝ่ายเหมือนกำลังทำความเคารพรุ่นพี่ แล้วก็วิ่งออกมาโดยไม่กลับไปหาอีกเลย

น่าอายจะบ้า…

โกสนหลุดขำให้เรื่องในอดีต ว่ากันตามตรง เขาจำอีกฝ่ายไม่ได้ก็คงไม่แปลกอะไร ก็ตอนนั้นเขาอายุแค่สิบห้า ผ่านมาจนถึงตอนนี้ที่ยี่สิบสี่แล้ว ส่วนฌานก็คงจะยี่สิบเจ็ดกระมัง

กำลังนั่งยิ้มนั่งขำเสียงกริ่งก็ดังขึ้น ชายหนุ่มดีดตัวจากโซฟา ก้าวไปยังประตูเพื่อส่องตาแมว พอเห็นว่าเป็นคนที่เขาเพิ่งหวนย้อนนึกถึงอดีตจึงเม้มปากน้อย ๆ ก่อนตัดสินใจเปิดประตูออกกว้าง

ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร เหมือนรู้จักอีกฝ่ายเพียงเพื่อนบ้าน ไม่ใช่คนในอดีตที่แทบเลือนหายจากความทรงจำ

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

อีกฝ่ายเหมือนจะนิ่งไปนิด ให้โกสนเอียงคอเล็กน้อยถึงเอ่ย “อ้อ คือ…มื้อเย็นมีกับข้าวรึยังครับ”

ใกล้เย็นแล้วด้วยสิ แต่เขาไม่ได้วางแผนว่าจะกินมื้อเย็น เพราะยังอิ่มจากชาบูที่ทำให้หัวเสียอยู่เลย “ยังครับ ผมกะว่า…”

“งั้นมีอะไรที่อยากทานไหมครับ ผมจะทำให้ ถือเป็นการต้อนรับเพื่อนบ้านน่ะครับ”

โกสนส่งเสียงลากยาวในคอ ยกมือลูบท้ายทอยอย่างไม่รู้จะปฏิเสธน้ำใจที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้อย่างไร ครั้นจะพูดไปตรง ๆ ก็ดันเห็นประกายตาแวววาวจากอีกฝ่าย สุดท้ายเลยได้แต่นึกเมนู กลอกตามองบนขณะใช้ความคิด จนเป็นอีกฝ่ายที่เสนอเอง

“สเต๊กดีไหมครับ คุณทานเนื้อหรือเปล่า”

ดวงตาโกสนเป็นประกายทันที “มีเดียมแรร์ครับ!”

คนฟังเลยยิ้มกว้าง ย้ำความต้องการของเขาอีกหนก่อนขอตัวกลับห้อง แต่ก้าวห่างไปได้ไม่ถึงสามก้าวดีก็หันกลับมา ให้โกสนที่กำลังจะยกมือตีหน้าผากตัวเองยั้งมือได้ทัน หยุดมองคนที่มองมาเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง

“เครื่องเคียงขอเป็นมันบดได้ไหมครับ”

อีกฝ่ายหัวเราะออกมาครืนหนึ่ง ก่อนตอบ “ได้เลยครับ แล้ว…คุณชื่ออะไรครับ”

“ไม้ครับผม”

“คุณไม้” ชายหนุ่มแย้มยิ้ม “ผมฌานครับ”

โกสนพยักหน้าหงึกหงัก “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฌาน”

เท่านั้น ก่อนการแนะนำตัวสั้น ๆ จะจบลงพร้อมกับชายหนุ่มสองคนที่แยกย้ายเข้าห้อง

หากแต่ในขณะที่โกสนกำลังคิดว่าในกล่องยาประจำบ้านมีซองยาลดกรดในกระเพาะอาหารหรือไม่ อีกฝั่งของห้อง…ฌานกลับยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ทำครัวลายไม้สีอ่อนนิ่งนาน ก่อนที่สุดจะถอนหายใจยาว เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยขณะคิดอย่างขำ ๆ

จำกันไม่ได้จริง ๆ ด้วยหรือเนี่ย ทั้ง ๆ ที่ในอดีตตัวเองเป็นคนมาสารภาพรักกับเขาด้วยดวงตาใสซื่อและจริงใจแท้ ๆ

กลับเป็นเขาเสียอีกที่ดันจำได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น และรู้ตัวดีว่าคงไม่มีวันลืม ต่อให้วันเวลาจะผ่านมาหลายปีมากแล้ว และตัวเขาเองก็มีอะไรที่เปลี่ยนไปหลายอย่าง

“มีเดียมแรร์เหรอ…”

ฌานหวนนึกถึงอาหารที่โกสนต้องการ นึกถึงตาเป็นประกายสดใส ก่อนจะยิ้มกับตัวเองอีกหน…ด้วยใจที่อยู่ ๆ ก็คล้ายจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ควันสีขาวคืออาหารที่มีรสชาติอร่อยเลิศ

ควันสีเทาจางคือรสชาติที่พอรับได้ กินก็ได้ ไม่กินก็ได้ ไม่มีพิษมีภัยต่อกระเพาะ

ควันสีดำคืออาหารที่ต้องหลีกหนีให้ไกล ไม่แม้แต่จะตักชิมแม้เพียงเสี้ยวคำ

สีเหล่านั้นเป็นสีที่โกสนคุ้นเคย อันที่จริงยังมีอาหารอีกหลายรสหลายสีที่แตกแขนงออกไปอีก ทว่าไม่ว่าจะกุมขมับคิดอย่างไร…สีควันที่ลอยฉุยเหนือสเต๊กเนื้อมีเดียมแรร์หอมเตะจมูกก็ยังเป็นสีที่เขาไม่เข้าใจ

สีชมพูอมม่วง…สี Ash Pink

ไม่คุ้นเลย ถ้าเป็นสีชมพูยังพออนุมานได้ว่าสเต๊กชิ้นนี้คงมีรสชาติหวานบาดลิ้น แต่พอมีสีม่วงเจือมา มันจึงเป็นสีควันที่แปลกใหม่สำหรับเขา ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเลยจริง ๆ

“หอมขนาดนี้ก็ต้องอร่อยแล้วแหละ”

โกสนบอกตัวเองอย่างนั้น ก่อนตัดสินใจใช้ส้อมจิ้มลงบนเนื้อที่ฌานหั่นมาให้เป็นชิ้นพอดีคำอย่างสุดแสนจะใส่ใจ พอส่งเข้าปาก เคี้ยวไปได้เพียงกึกหนึ่ง เท่านั้นดวงตาชายหนุ่มก็เป็นประกายเจิดจ้า ความอร่อยที่เหมือนจะยิ่งกว่าเลิศรสทำให้เขาส่งเสียงในคอลากยาวอย่างตื่นเต้น จบชิ้นหนึ่งก็จิ้มต่ออีกชิ้น เปลี่ยนไปลองเครื่องเคียงไม่ว่าจะผักย่างหรือมันบด ทั้งหมดล้วนอยู่ในความรู้สึกเดียวกันทั้งสิ้น

ใช่ว่าโกสนไม่เคยเจอ อาหารที่อร่อยจนทำให้เขาเหมือนหลุดเข้าไปในห้วงอวกาศ แต่สีของควันจะเป็นสีขาวมีประกายระยิบระยับ ไม่ใช่สีชมพูอมม่วงแบบนี้

“ต้องจด”

เขาบอกตัวเองอย่างนั้นทันทีที่ตั้งสติได้ รีบลุกไปหยิบแท็บเล็ตมาเปิด กดรัวบนแป้นพิมพ์ทันทีแล้วบันทึก พร้อมทั้งถ่ายภาพอาหารที่แม้จะเหลือค่อนข้างน้อยก็ยังรับรู้ได้ถึงรสชาติ

จบแล้วก็มานั่งจ้องที่เหลือนิ่ง ๆ พยายามหาเหตุผลว่าทำไมอาหารของฌานถึงเป็นสีที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

และโกสนไม่ได้คำตอบ…

ก่อนที่จะพยายามเค้นความคิดไปมากกว่านี้ เสียงแจ้งเตือนจากไลน์ก็ดังขึ้น ชายหนุ่มหลุบตาลงมองจอสมาร์ตโฟน เห็นว่าเป็นข้อความจากคนที่เพิ่งแลกไอดีกันเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดีก็สำลักเล็กน้อย

‘สเต๊กใช้ได้มั้ยครับ’

โกสนยิ้ม ส่งรูปไปให้เป็นอย่างแรก ก่อนพิมพ์ตอบ ‘ไม่ใช่แค่ใช้ได้ครับ แต่อร่อยมากกกก’

‘ยังเหลืออยู่เลยนี่ครับ…มีอะไรที่ผมต้องปรับปรุงไหม’

โกสนหลุดขำ ‘ไม่ครับ นี่ผมเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เลยเพิ่งถ่ายตอนเหลือเท่านี้เฉย ๆ กินเสร็จเดี๋ยวผมล้างจานกลับไปคืนนะครับคุณฌาน’

ฌานส่งสติกเกอร์ถอนหายใจโล่งอกกลับมา ให้โกสนได้แต่อมยิ้ม ไม่ตอบกลับอีกก่อนจะหันไปจัดการเนื้อย่างในจานทรงกลมสีขาวลายหินอ่อนต่อ กินจนเรียบถึงทำอย่างที่บอกฌานไป

แล้วอยู่ ๆ ความรู้สึกหนึ่งก็กระชากเข้ามาในความคิดขณะที่ยืนรอให้ฌานเปิดประตู

“อิ่มไหมครับ”

“อิ่มมากเลย ขอบคุณนะครับ”

โกสนส่งจานคืนให้เจ้าของ รับคุกกี้ที่เจ้าตัวบอกว่าซื้อมาจากร้านเบเกอรีใต้คอนโด ก่อนจะกลับมาที่ห้องตัวเองอีกครั้งด้วยความรู้สึกอันยากจะอธิบาย

เมื่อก่อนตอนยังเด็ก เขาจำความรู้สึกตัวเองได้ดีว่าใจจะเต้นแรงมากแค่ไหนทุกครั้งที่ได้เห็นฌาน เขาทำทุกวิธีที่จะได้เห็นหน้า หรือขอแค่ให้ได้ยินเสียงสักนิดก่อนเลิกเรียนก็ยังดี

และทั้ง ๆ ที่ฌานเป็นรักแรกของเขา แต่ตอนนี้…โกสนกลับไม่มีความรู้สึกใดเลยสักนิด อันที่จริงกระทั่งความยินดีที่ได้กลับมาพบกันเขายังเฉยชา เรียกได้ว่าไม่รู้สึกยินดียินร้ายคงเหมาะที่สุด

แต่พอคิดอีกที…เพราะช่วงเวลานั้นผ่านมานานเกินไป เขาไม่รู้สึกอะไรเลย จึงไม่เห็นจะแปลก

ที่แปลกและยังค้างคาในใจคือสี Ash Pink นั่นต่างหาก…

‘พี่คุยกับเจ้าของร้านแล้วนะ เขาบอกว่าอยากชดเชยที่พนักงานบริการแย่ว่ะ แกว่าไง’

ข้อความจากวิญญูเด้งขึ้นมา เรียกความสนใจให้โกสนถอนหายใจยาว ตอบกลับไปอย่างที่เรียกได้ว่าคนละเรื่องเลยด้วยซ้ำ

‘พี่วิน พี่วินว่าควันสี Ash Pink มันน่าจะหมายความว่ายังไงได้มั่ง’

วิญญูส่งจุดมาห้าจุดก่อนตามด้วยข้อความ ‘กูถามเรื่องงาน นี่มึงจะมาคุยเรื่องสีผมอะไรตอนนี้ ไอ้ควัยยยย’

เอ้า โดนด่าเฉย! โกสนหัวเราะลั่นห้องจนเอนตัวกลิ้งไปกับโซฟา มองหน้าจอที่ยังอยู่ห้องสนทนาของวิญญู พอรู้ว่าคงไม่ได้ประโยชน์อะไรถึงตอบกลับไป

‘มึงสิควัยยยยยย’

ก่อนถอนหายใจอีกเฮือก โยนความสงสัยนั้นทิ้งแล้วหลับตาลง ปล่อยให้ความอิ่มหนำจากสเต๊กรสเลิศนั้นขับกล่อมจนเขาผล็อยหลับไป

To be continued.

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ในแอป