เวลาบ่ายโมงตรง คาบเรียนเซกชันเช้าของนักศึกษามหาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ก็เพิ่งจะเลิกเรียน อาจารย์ประจำวิชาปิดโปรเจกเตอร์พร้อมกับตอบคำถามของนักเรียนแถวหน้าผู้มีใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้ ในขณะที่เด็กหลังห้องบางคนเพิ่งตื่นจากฝัน
แสดงให้เห็นได้ว่าเด็กคณะคอมพิวเตอร์ก็ไม่ได้ขยันเรียนเป็นเด็กเนิร์ดไปเสียทุกคน
“ไทน์ มึงกินข้าวไหนวะ” เสียงตะโกนข้ามหัวนักศึกษาคนอื่นที่กำลังเก็บกระเป๋าเตรียมออกจากห้องเรียนดังขึ้น
“กูไม่รู้ว่ะ วันนี้กินโรงอาหารไหม” เด็กหนุ่มหน้าตาดีตอบกลับ
“มิ้ว แกไปส่งฉันไปส่องพี่คนนั้นที่ตึก F หน่อย”
“ไอ้บ้า ตื่นได้แล้ว ไหนนัดกับเค้าว่าจะไปซื้อบลัชออนใหม่ไง”
แม้ว่าทุกคนดูจะมีที่ทางเป็นของตัวเองหมด ไม่ว่าจะไปกินข้าวที่โรงอาหารต่อ บางคนก็ออกไปกินข้างนอกรั้วมหาลัย บางคนมีแฟน บางคนมีเพื่อน
แต่เป้าหมายเดียวของทักษ์ก็เหมือนทุกวัน คือกลับหอเงียบๆแสนสงบของตัวเอง
ทักษ์ ชายหนุ่มที่อายุตัวแรกเพิ่งแตะเลข 2 ใบหน้าเล็ก รูปร่างผอม ผิวซีดขาวตามแบบฉบับคนเหนือ ตาชั้นเดียว ไม่มีอะไรโดดเด่น ความสูงหยุดที่ 170 ซม. มาตั้งแต่ม.6 เขาค่อย ๆ เก็บของที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ เขาไม่มีทั้งที่ให้ไป ไม่มีเพื่อน และไม่มีแฟน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนไปไหน แต่ถึงอย่างนั้นทักษ์ก็ยังเฝ้ารอเวลาเลิกเรียนเหมือนเช่นกันกับทุก ๆ คน แม้จะด้วยเหตุผลอื่นก็ตาม
ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ความแตกต่างของเมืองกับบ้านที่เขาอยู่ก็ทำให้บางครั้งเขานึกอิจฉาคนอื่นเหมือนกันที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขและสนุกสนาน เขาอยากมีเพื่อนเยอะ ๆ อยากเป็นคนเด่น อยากเป็นคนดัง อยากมีหน้ามีตาในสังคมเช่นเดียวกันกับคนอื่น อยากได้รับความสนใจ
แต่ทักษ์ก็แค่เด็กมหาลัยอายุ 20 ธรรมดา ที่หน้าตาธรรมดา ไม่ได้หล่อป็อปปูล่าเหมือนไทน์ประธานรุ่น หรือขยันออกนอกหน้าแบบเด็กหน้าห้องที่คอยเข้าไปคุยกับอาจารย์ตลอดและมีเพื่อนทักมาขอยืมชีทสรุปเสมอ ทักษ์ก็ได้แค่ทำใจว่าตัวเองคงไม่มีทางฮอตในโลกนี้ได้หรอก
แม้แต่ความกล้าในการจะหาเพื่อนใหม่ตั้งแต่วันรับน้องก็ยังไม่มี
รู้ตัวอีกทีทุกคนก็มีกลุ่มกันไปหมดแล้ว
เมื่อเก็บของเสร็จห้องก็เงียบลงพอดี เหลือแค่ทักษ์คนเดียวเสมอ เขารับหน้าที่ปิดไฟห้องบรรยายและเดินเข้าลิฟต์เป็นคนสุดท้ายตอนที่ไม่มีใครแล้วอยู่เป็นประจำ
ทักษ์เรียนคณะเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่มหาลัยที่เขาอยู่นั้นค่อนข้างมีชื่อเสียงเรื่องวิชาวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุให้บริเวณรอบๆมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยศูนย์วิจัยต่าง ๆ ทั้งเพื่อมนุษย์ เพื่อสิ่งมีชีวิต และเพื่อสิ่งไม่มีชีวิต ทักษ์คิดระหว่างทางเดินกลับหอว่าเขาคงจบมาทำงานอยู่ที่ไหนสักที่ในศูนย์วิจัยแถว ๆ นี้แหละ ในตำแหน่งงานวิจัยก็มีตำแหน่งที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณเยอะอยู่พอสมควร เป็นแผนชีวิตที่เรียบง่ายตามที่เขาสมควรจะได้รับ
ทางกลับบ้านก็น่าเบื่อเหมือนเดิม แมวตัวเดิม ขอทานคนเดิมที่นั่งอยู่ตรงสะพานลอย ป้ายร้านสะดวกซื้อเดิม ๆ ที่มีอยู่ทั่วไป แม้กระทั่งหอพักใกล้มหาลัย ที่มีชื่อน่าเบื่ออย่างเช่น หอพักป้าแต้ว ก็คือหอพักของเขานั่นเอง
ทักษ์เดินขึ้นไปบนชั้น 3 อย่างคุ้นชิน ป้าแต้วที่เดินสวนลงมาไม่แม้แต่จะเอ่ยปากทักเขาถ้าไม่ใช่ช่วงเก็บค่าหอ ทักษ์ชินแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยกมือไหว้ป้าที่ไม่มองมาอยู่ดี
ในห้องพักของทักษ์ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ อยู่กรุงเทพฯมา 2 ปีมีเพียงของสองอย่างที่ดูจะทันสมัย นอกนั้นก็ธรรมดาเป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำทั่ว ๆ ไปตามกำลังของเด็กมหาลัยอย่างทักษ์
เขาวางกระเป๋าไว้ที่เก้าอี้เพียงตัวเดียวของห้อง ก่อนจะเดินไปหยิบน้ำในตู้เย็นเก่าๆเพื่อดื่มดับความกระหายหลังจากเดินฝ่าคลื่นความร้อนของอากาศประเทศไทยมา มือซ้ายคลำหารีโมตทีวีที่ดูเป็นของทันสมัยอย่างแรกในห้องของตัวเองและเปิดเพื่อฆ่าเวลาระหว่างทำธุระส่วนตัว
“…เรากำลังจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยกันแล้วนะคะ หลังจากเข้าสู่ปี 2033 มาได้ถึง 2 เดือนแล้ว…”
เสียงจากโทรทัศน์นั้นดังบ้างเบาบ้าง สลับกันแบบไม่สามารถควบคุมได้ เป็นผลมาจากความเก่าของมัน
“…คุณนิติเคยได้ยินไหมคะว่าช่วงนี้มีเทคโนโลยีที่วัยรุ่นฮิตเป็นอย่างมาก”
“ครับคุณลักขณา ผมต้องรู้จักอย่างแน่นอน มันคือ เครื่องสร้างฝัน ใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ สกูปข่าววันนี้เราจะมาพูดเกี่ยวกับเครื่องสร้างฝัน”
ทักษ์วางขวดน้ำลงแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวก่อนจะถอดเสื้อเชิ้ตสีขาวเตรียมไปอาบน้ำ
“…เครื่องสร้างฝันเป็นเทคโนโลยีในการเชื่อมความฝันเข้าสู่เกมที่เรียกว่า เอ-ปก… เอ-โป…เอ…”
ทักษ์ที่กำลังถอดเสื้อผ้า ก็เบนตามองจอทีวีอย่างเบื่อหน่ายกับการออกเสียงของนักข่าว เขาพึมพำขึ้นมาเบาๆ ว่า “EPOKHES”
“….ค่ะ ในเกมที่ว่านี้ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้ตามใจชอบ เดินทางไปที่ไหนก็ได้เหมือนฝัน มีระบบยื่นทำงานเพื่อเก็บแต้มและสามารถหาเงินได้จากการทำงานจริงๆในเกมด้วยนะคะ เมื่อเราเข้าไปในโลกฝันแล้ว เรายังสามารถสัมผัส มองเห็น ได้ยิน และได้กลิ่นเหมือนปกติเลยนะคะ น่าสนุกดีใช่ไหมคะคุณนิติ”
“ครับ นอกจากนี้ผมยังได้ยินมาว่าใน โลกแห่งฝัน นี้ มีระบบเพศที่น่าสนใจด้วยนะครับคุณลักขณา นั่นคือ โอเมก้าเวิร์ส โดยจะแบ่งเพศออกเป็น 2 เพศชาย หญิง และเพศรองเป็น 3 เพศคือโอเมก้า เบต้า และอัลฟ่า…”
ทักษ์เดินเข้าห้องน้ำโดยปล่อยให้ทีวีส่งเสียงดังอยู่อย่างนั้น
“เพศนี่เป็นสิ่งเดียวที่ไม่สามารถกำหนดได้ในโลกแห่งฝันนี้นะคะ โดยจะเป็นระบบสุ่มเพศตั้งแต่เริ่มสมัครไอดีเข้ามา เพศที่มีอำนาจมากคืออัลฟ่าที่มีจำนวนน้อย เบต้าคือเพศที่มีประชากรมากที่สุด และโอเมก้าที่เป็นเพศที่อ่อนแอ สามารถปล่อยกลิ่นดึงดูดเพศอัลฟ่าได้ ฟังดูล้ำจินตนาการไปเลยใช่ไหมคะคุณนิติ”
“คุณลักขณาครับ นอกจากเรื่องเพศแล้ว โลกแห่งฝันนี้ต่างกับเกมปกติยังไงเหรอครับ”
“ค่ะ คุณนิติลองจินตนาการดูนะคะ ว่าวันนึงคนเรามี 24 ชม. เราใช้เวลาไปกับการนอนแล้ว 6-10 ชั่วโมงต่อวันใช่ไหมคะ ทางทีมนักวิจัยของบริษัทสร้างฝันได้วิจัยเพื่อผลิตเครื่องมือนี้ขึ้นมา เพื่อรักษาเวลาในการใช้ชีวิตให้สามารถใช้ได้ 24 ชม.โดยไม่มีผลต่อการพักผ่อนค่ะ แทนที่เราจะเสียเวลา 6-10 ชม.ในการนอน เราเอาเวลานั้นมาหาความรู้หรือฝึกงานในโลกแห่งฝันไม่ดีกว่าเหรอคะ ที่พิเศษสุดๆนั่นก็คือเราสามารถแชร์ฝันให้กับทุกๆคนได้ เหมือนเกมออนไลน์เลยนะคะคุณนิติ ไม่ว่าจะบินเหมือนนก วิ่งเหมือนหมาป่า หรือว่ายน้ำเหมือนโลมา ขอแค่แต้มคะแนนถึงก็สามารถเป็นได้ทุกอย่างเลยค่ะ”
“สุดยอดเลยนะครับคุณลักขณา ตัวเกมฉบับสมบูรณ์นั้นเปิดตัวมาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือนแล้วนะครับ ใครที่ยังไม่ได้จับจองสามารถหาซื้อได้ในเว็บไซต์ที่ขึ้นตามหน้าจอนี้ได้เลยนะครับ นอกจากนี้ยังสามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศอีกด้วย แม้ว่าจะตัวเกมจะมีเซิร์ฟเวอร์แค่ในไทย ณ ตอนนี้ แต่ทีมวิจัยบริษัทสร้างฝันแอบกระซิบมาบอกว่ามีแพลนจะเปิดตัวในต่างประเทศภายในต้นปีหน้าครับ รอดูได้เลยครับว่าจะเป็นปรากฏการณ์ขนาดไหน สำหรับข่าวต่อไป…”
ทักษ์เดินออกมาพร้อมผ้าเช็ดตัวที่มัดเอวอย่างหลวมๆ เขากดรีโมตปิดโทรทัศน์แล้วใส่ชุดนอนสีขาวตัวเก่าที่ใส่ตั้งแต่อยู่ม.ต้น ยัดขาผอมๆเข้าไปอย่างลวกๆ
ทักษ์ลงไปคลานกับพื้น แล้วเอื้อมมือควานหาบางอย่างที่อยู่ใต้เตียง 5 ฟุตที่ใช้นอนประจำ เขาลากกล่องพลาสติกขนาดใหญ่ที่มีล้อลากออกมา เมื่อเปิดฝากล่องจะเจอกล่องขนาดประมาณกล่องรองเท้า 2 กล่องวางต่อกันอยู่ มันถูกหยิบออกมาจากกล่องใหญ่อีกที ทักษ์ใช้อุปกรณ์นี้บ่อยมากแต่สภาพยังเหมือนใหม่ เนื่องจากเขาใช้มันอย่างหวงแหนเสมอและดูแลไม่ให้มันเปื้อนแม้แต่น้อย
ภายในกล่องมีอุปกรณ์สีขาว และสายไฟระโยงระยาง ทักษ์หยิบสายไฟแต่ละเส้นออกมาต่อเข้าด้วยกันอย่างชินมือ เมื่อทำทุกวันตลอดระยะเวลาปีกว่า เขาสามารถแม้แต่จะปิดตาประกอบโดยไม่มองยังได้เลย
แม้ว่าตอนนี้ทักษ์จะหิวข้าวแต่เขาก็คิดว่าคงไม่จำเป็นต้องกินตอนนี้
รอธุระเสร็จแล้วค่อยกินทีเดียวแล้วกัน
เพราะคิดแบบนี้เลยผอมอยู่อย่างนี้แหละนะ
จริงๆแล้วสายสำหรับอุปกรณ์นี้นั้นมีเพียงเส้นเดียวตั้งแต่ตอนซื้อมาครั้งแรก แต่เมื่อนานวันเข้าทักษ์ก็เริ่มมีประสบการณ์และเรียนรู้ที่จะหาอุปกรณ์เสริมต่างๆมาพ่วงเข้ากับอุปกรณ์นี้ ไม่ว่าจะเป็นไฟสำรองเผื่อกันเวลาไฟดับ อุปกรณ์ระบายความร้อน เครื่องช่วยปลุกเมื่อหลับลึกเกินไป เครื่องทำความชื้นที่ไม่รู้เหมือนกันว่ามีไว้ทำไมแต่น่าจะดีต่อระบบหายใจ แม้กระทั่งอุปกรณ์วัดชีพจรเผื่อฉุกเฉินที่ก็ไม่เคยฉุกเฉินสักครั้งแต่มีไว้ก็ไม่เสียหาย
ทักษ์มีอุปกรณ์ทุกอย่างสำหรับเครื่องสร้างฝัน
เมื่อเชื่อมอุปกรณ์เข้าด้วยกันทุกอย่างแล้ว ทักษ์ก็เสียบปลั๊กหลักเข้ากับเต้ารับที่หัวเตียง เสียงสัญญาณดังขึ้นเบาๆพร้อมกับไฟสีฟ้าที่กะพริบที่หมวกสีขาวก็เป็นสัญญาณว่าสามารถใช้งานเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ
ทักษ์มองสำรวจห้องว่าต้มน้ำร้อนทิ้งไว้ไหม หรือปลั๊กไฟทีวีถอดรึยัง…
อ่า.. ยังไม่ได้ถอด เดินไปถอดแป๊บ
และเมื่อเดินกลับมาทักษ์ก็ชาร์จแบตโทรศัพท์ไว้ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนที่จะกลับมาที่เตียงและสวมเครื่องสร้างฝันลงบนศีรษะของเขา เครื่องสามารถปรับขนาดให้พอดีกับหัวได้ มีเครื่องมือต่อเข้าที่ขมับสองข้าง และทักษ์ก็นอนลงพร้อมกับหลับตาเบาๆ ใช้ระยะเวลาไม่นานเขาก็หลับอย่างง่ายดาย
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ฝันของเขา ที่เชื่อมต่อกับทุกคน
ร่างกายสูงสง่า มีกล้ามเนื้อเห็นสัดส่วนชัดเจน ใบหน้าคมมนหล่อเหลา ดวงตา 2 ชั้นโตเหมือนกวาง สีน้ำตาลอ่อนแสนสวยกำลังจ้องตอบมาจากกระจกที่อยู่ตรงหน้า ทักษ์ลูบใบหน้าและลำตัวอย่างเผลอไผล ต่อให้ใช้เวลาในร่างนี้มาตลอดแต่ก็ไม่ชินกับมันสักที
ติ๊ดๆๆ
เสียงระบบแจ้งเตือนดังขึ้นจากห้องคอนโดหรูหราชั้นบนสุดของตึกที่สามารถมองเห็นวิวทั้งเมือง เป็นสัญญาณว่าทักษ์ได้เข้ามาในโลกฝันแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ เขาส่งเสียงตอบรับระบบแจ้งเตือนจากนาฬิกา นาฬิกาไฮเทกนั้นก็ฉายภาพปฏิทินขึ้นมา ทักษ์เอานิ้วเรียวยาวจิ้มที่วันที่ของวันนี้เพื่อเปิดอ่านตารางงานที่จดบันทึกไว้
“สวัสดีค่ะคุณเฟยฮวา ขณะนี้ 14:30 น. อุณหภูมิที่เขต 4 อานิซอยู่ที่ 22 องศา มีแดดจัด แต่อาจมีฝนตกช่วง 18 นาฬิกา ตารางงานวันนี้มีถ่ายงานที่เขต 1 คิโมนาสในอีกครึ่งชั่วโมง และมีประชุมจ่าฝูงที่ส่วนกลางตอน 1 ทุ่มตรงค่ะ”
เสียงนาฬิกาดังเจื้อยแจ้วบรรยายตารางงานต่อ ทักษ์ หรือที่ใช้ชื่อว่า เฟยฮวา ในร่างนี้ ก็มัวแต่สำรวจตัวเองในกระจกอย่างครุ่นคิด
ถ่ายแบบคงมีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนแหละ แต่หลังจากนี้ต้องไปประชุมจ่าฝูงต่อ คงจะไม่สะดวกถ้าเอาเสื้อผ้าไปหลายชุด งั้นใส่ชุดไปประชุมเลยแล้วกัน
ตืดดดดด.. ตืดดดดด…
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ดังขึ้นจากนาฬิกาข้อมูลสุดไฮเทกที่วางตรงโต๊ะเครื่องแป้ง ทักษ์เดินไปกดปุ่มรับสาย
“เฟยฮวา เห็นระบบแจ้งเตือนว่านายเข้าระบบแล้วเลยโทรมา” เสียงใสของชายหนุ่มปลายสายเป็นเสียงที่ทักษ์คุ้นชิน
“นี่ตั้งเตือนไว้เลยเหรอเวลาชั้นเข้าสู่ระบบ นายนี่เกินไปจริงๆนะอันธา”
เขาตอบระหว่างหยิบเสื้อเชิ้ตสีเทาขึ้นมาสวม ด้วยรูปร่างที่ดีจนใครๆต้องอิจฉาทำให้พอเหมาะพอเจาะกับเสื้อเชิ้ตดูมีราคาที่ได้มาจากงานถ่ายแบบครั้งก่อน
“ตายจริง หลุดปากบอกความลับไปซะได้” อันธาเอ่ยตอบมาเหมือนทำอะไรพลาด แต่จริงๆแล้วก็คงจงใจนั่นแหละ “รู้ไว้ซะนะว่าค่าตัวนายแพงกว่าชั้น ถ้านายเข้าระบบช้าชั้นก็ตั้งใจจะฮุบงานนายไว้คนเดียวไง ฮ่าๆ”
“ให้มันจริงเถอะอันธา” ทักษ์ตอบ หยิบเนกไทขึ้นมาพาดรอบคอ และผูกเป็นชิ้นสุดท้ายของการแต่งตัว “ไม่งั้นตอนรับงานที่เขต 3 คาโลตอนนั้นทำไมนายถึงไม่ยอมรับคนเดียวแต่ต้องลากชั้นไปด้วยล่ะ”
อันธาส่งเสียงจิ๊จ๊ะกระดกลิ้นมาผ่านสายสนทนา “เฟยฮวา นายก็รู้ว่าชั้นอะใสๆ ให้ถ่ายงานหวือหวาแบบนั้นก็ยังทำใจไม่ค่อยได้หรอก เขต 3 น่ากลัวด้วย ถ้ามีคนลากชั้นไปทำอะไรมิดีมิร้ายนายไม่ใจสลายแย่เลยเหรอ”
ทักษ์หัวเราะ “ใครบอกว่านายใสๆ อย่าให้รู้แล้วกันว่าแอบเอาเสื้อผ้าที่ชั้นซื้อให้ฉลองตอนเปลี่ยนเขตไปขายแลกแต้มแล้วเอาไปเปย์โอเมก้าสาวอีกล่ะ”
อันธาโวยวายเสียงดังลั่นตอบกลับมา
“เฟยฮวา นั่นมันเรื่องปีมะโว้แล้วนะ เอามาพูดถึงทำไม” อันธาเปลี่ยนน้ำเสียงทันทีในคำพูดต่อมา “ขอโทษค้าบลูกพี่ ตอนนั้นขัดสนจริงๆ ตอนนี้ไม่ทำอีกเด็ดขาด โอเมก้าเชื่อใจไม่ได้สักคน มาหลอกให้รักแล้วก็จากไป”
ทักษ์มองเวลา
“นี่อันธา รีบไปได้แล้ว ถึงเวลาแล้ว”
“นายนั่นแหละรีบ ชั้นรออยู่ลอบบี้แล้ว”
อันธากดตัดสายไปแล้ว ทักษ์ก็หยิบนาฬิกาที่วางบนโต๊ะแล้วเดินผ่านห้องคอนโดขนาดใหญ่ลงไปชั้นล่าง
ตึกที่เขาอยู่ตอนนี้ เป็นตึกที่สูงที่สุดของเขต 4 อานิซ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 เขตของโลก EPOKHES แห่งความฝันนี้ จากความพยายามด้วยน้ำพักน้ำแรงตลอดระยะเวลา 1 ปีทำให้ทักษ์สามารถขึ้นมาเป็นจ่าฝูงต่อจากจ่าฝูงคนเก่าได้ ตอนนี้เขาอยู่ในตำแหน่งมาแล้วสิริรวมทั้งสิ้น 6 เดือนนับตั้งแต่การแต่งตั้งจ่าฝูงครั้งที่แล้ว
จ่าฝูงแต่ละเขตจะดำรงตำแหน่งคนละ 1 ปี โดยแต่ละเขตก็จะมีการวัดผลที่แตกต่างกันออกไปตามเอกลักษณ์ของเขต อย่างเขต 1 คิโมนาสที่เป็นเขตแห่งความงาม การคัดจ่าฝูงจะได้รับการคัดเลือกจากการโหวตเหมือนมิสยูนิเวิร์สในโลกปกติ มีการประกวดแข่งกันเป็นรอบๆและโหวตเพื่อคัดเลือกจนเหลือคนสุดท้าย ตรงข้ามกับเขต 2 ฟิโน ที่เป็นย่านสรรพสินค้า แม้ว่าจะเป็นย่านสรรพสินค้าแต่การคัดเลือกเขตนี้ใช้แต้มเท่านั้น ใครสะสมแต้มเยอะที่สุดเมื่อถึงวันคัดเลือกก็ได้ตำแหน่งไปเลยไม่ต้องโหวต
ส่วนเขต 3 ส่วนมากเป็นสถานบันเทิงในโลกของความฝันนี้ ผู้คนในเขตนี้ส่วนมากเข้าฝันมาเพื่อหาความบันเทิง แสงสีเสียง บ่อนคาสิโนขนาดใหญ่ล้วนตั้งอยู่ในเขตนี้ทั้งสิ้น วิธีเป็นจ่าฝูงของเขตนี้ก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นเหมือนกัน นั่นคือการจัดทำรายการ Survival เพื่อเล่นเกมหาผู้ชนะคนสุดท้าย ประลองกันทั้งกลยุทธ์ ความคิด พละกำลัง และไหวพริบ ทำให้จ่าฝูงเขตนี้เรียกได้ว่ารอบด้านที่สุด
ส่วนเขต 4 ที่ทักษ์ครอบครองอยู่นี้นั่นเป็นเขตที่สงบสุขที่สุด เขตนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับการศึกษา เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาเรียนในโลกแห่งความจริงเลยมาหาเรียนพิเศษเสริมในฝัน คนที่อยากติวสอบหรือเรียนพิเศษตัวต่อตัวก็มักจะเข้ามาในเขตนี้กัน ที่นี่มีการศึกษาทุกแขนง ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ การแพทย์ การบัญชี การดนตรี หรือการกีฬาก็เช่นกัน
ดังนั้นวิธีได้เป็นจ่าฝูงของเขต 4 ก็ได้มาจากการสอบแข่งขันนั่นเอง
จะว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดหรือยากที่สุดก็พูดได้เหมือนกัน
แต่เขต 4 ก็เป็นเขตเดียวที่จ่าฝูงสามารถเป็นโอเมก้าได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เคยมีจ่าฝูงที่เป็นโอเมก้าขึ้นมาดำรงตำแหน่งมาก่อน ในกรณีของทักษ์ ร่างเฟยฮวาก็เป็นอัลฟ่าเช่นกัน
ระหว่างนั้นทักษ์ก็ลงลิฟต์มาถึงลอบบี้คอนโด ห้องโถงกว้างพื้นหินอ่อนสีนวลตา เพดานประดับด้วยโคมไฟระย้าเป็นคริสตัลสวยงาม ผู้คนที่อยู่อาศัยดูท่าทางมีความรู้ นั่งบ้าง ยืนบ้าง พูดคุยกันเบาๆอย่างมีมารยาทอยู่ภายในลอบบี้ ที่สะดุดตาแตกต่างจากคนอื่นก็มีเพียงผู้ชายผมบลอนด์ รูปร่างผอมสูง ดวงตาสีเหลืองที่กำลังมองมายังทักษ์
ทักษ์ยิ้มแล้วยกมือขึ้นตบกับฝ่ามือของอันธาที่ยกขึ้นเตรียมทักทายเพื่อนซี้
“นายก็รวยนะเฟยฮวา ทำไมเอาแต่ใส่เสื้อผ้าของร้านที่ไปถ่ายแบบล่ะ ไม่คิดจะซื้อใหม่เองบ้างเหรอ” อันธาแหย่ ก้มหัวลงมาดมๆเสื้อของทักษ์ “แม้แต่น้ำหอมยังไม่ใส่เลย ขอร้องล่ะ นายเป็นจ่าฝูงนะ”
“ลืม” ทักษ์ตอบแค่นั้นแล้วยักไหล่เดินนำไปที่ประตูทางออกคอนโด
“อัลฟ่าจ่าฝูงกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มเหรอ” อันธาแซวขณะเดินตาม
เมื่อประตูเปิดออก อากาศด้านนอกโปร่ง ท้องฟ้าสดใสดังพยากรณ์อากาศ ทักษ์สูดหายใจเข้าลึกๆอย่างสบายใจ แม้จะรู้ว่านี่คือฝัน แต่เขากลับใช้ชีวิตได้อย่างเคยชินเสมือนเป็นโลกแห่งความเป็นจริง
นี่คือบ้านที่แท้จริงของเขา
To be continued…