1
เมื่อเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือมองไปยังทางเชื่อมจากประตูทางเข้าของอาคารสำนักงานตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้า ฟิวส์ ธีรดนย์ก็ต้องชะงักฝีเท้าทันที เขาเห็นชายหนุ่มตัวสูงที่คุ้นหน้ากำลังยืนเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างเสาต้นใหญ่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่ พนักงานออฟฟิศหนุ่มรีบถอยหลังหลบทันที แผ่นหลังที่สะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊กสีเทากระแทกผนังดังอั้ก หัวใจเต้นรัวจนแทบกระเด็นกระดอนออกมานอกอก
พนักงานออฟฟิศวัย 26 ปีจากแผนกไอทีของธนาคารชื่อดัง มีใบหน้าสะอาดสะอ้านรับกับผมสีดำแสกข้างเสริมให้ดูเป็นพนักงานหนุ่มที่กระฉับกระเฉง แต่ตอนนี้สีหน้าของชายหนุ่มกลับไม่ดีเลย ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือดราวกับกระดาษ ยกมือขึ้นทาบอกและหอบหายใจหนักๆ
พนักงานที่กำลังเดินออกจากสำนักงานเห็นท่าทางแปลกๆ ของชายหนุ่มบริเวณทางเดินเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าต่างก็เหลือบมองชายหนุ่มเป็นสายตาเดียว มีหลายคนที่กำลังจะเดินเข้าไปถามอาการ แต่เมื่อสบสายตาแล้วก็ได้ยินคำตอบว่าไม่เป็นไรจึงปล่อยให้คนที่คล้ายจะเป็นลมยืนอยู่ที่เดิม
ฟิวส์เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ค่อยดี สมองของเขาก็เหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะจนคิดหาทางออกไม่ได้ เขาจึงรีบกดโทรศัพท์โทรออกไปหาเพื่อนสนิทที่รู้สถานการณ์ของเขาเป็นอย่างดี
[ว่า?]
“มึง! พี่กวินมารอกูอยู่หน้าบริษัท” ฟิวส์ร้องบอกสาลี่ ปัณฑา เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมปลาย และยังเป็นที่ปรึกษาด้านความรักอันวุ่นวายของเขามาตลอด
[อ้อ….]
เสียงตอบรับยาวๆ ราวกับไม่ทุกข์ร้อนตอบกลับมา ทำให้ฟิวส์ยิ่งรู้สึกร้อนรน เขาต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
“กูจะทำยังไงดี?” ฟิวส์ถามกลับ
[มึงก็เดินออกข้างหลังสิ เดินทะลุข้างหลังมาก็ได้ กูนั่งกินหมูย่างอยู่ตึกฝั่งตรงข้ามกับที่ทำงานของมึงพอดี] สาลี่ตอบ
“แอบกินคนเดียวอีกแล้ว ทำไมไม่รอ?”
ได้ยินว่าเพื่อนสนิทอยู่ไม่ห่างจากตัวเอง ฟิวส์ก็รีบหันหลังแล้วเดินตรงไปยังทางออกด้านหลังที่มีเส้นทางเดินไปยังอาคารและห้างสรรพสินค้าในละแวกเดียวกัน แต่เนื่องจากฟิวส์ยังไม่ได้ซื้อรถยนต์ เขาจึงต้องใช้ขนส่งสาธารณะและออกจากบริษัทบริเวณทางเดินเชื่อมไปสถานีรถไฟฟ้าเป็นประจำ ทำให้เขาลืมว่ายังมีถนนด้านหลังอยู่ด้วย
[หิว แล้วจะมารึเปล่า?] สาลี่ถามต่อ
“เดินอยู่ อย่าเพิ่งวางสายนะ คุยกับกูก่อน” ฟิวส์บอก
ฟิวส์เป็นเกย์ และตอนนี้ก็มีปัญหากับอดีตคนรักคนล่าสุดที่เพิ่งจะบอกเลิกไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว เขารู้สึกว่าการใช้ชีวิตของพวกเขาทั้งสองคนเข้ากันไม่ค่อยได้ และอีกฝ่ายก็ค่อนข้างอารมณ์ร้อน พยายามปรับความเข้าใจกันมาหลายครั้ง กวิน กวีวัธน์กลับแสร้งทำเป็นรับรู้ ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแปลงการกระทำของตัวเองให้สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้ แม้ว่าจะคบกันมาเกือบ 1 ปีแล้ว ฟิวส์ก็ตัดสินใจบอกเลิกอีกฝ่ายไป เขาคิดว่ากวินจะเข้าใจและยอมเลิกราไปง่ายๆกลายเป็นว่ากวินไม่พอใจและพยายามตามตื๊อขอคืนดี
แรกๆ กวินก็ทำเพียงแค่อ้อนวอนเพื่อขอโอกาสอีกครั้ง แต่ฟิวส์ยังคงยืนยันจะเลิกราเหมือนเดิม เมื่อเริ่มเข้าวันที่ 5 กวินก็เปลี่ยนไปเป็นข่มขู่ฟิวส์แทน ชายหนุ่มยังคงจำได้ขึ้นใจว่าในคืนนั้นที่ได้เจอกับกวินหน้าร้านเหล้า เขามาดื่มกับเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และออกมาเจอกับกวินที่รออยู่นอกร้าน
“ทำไม! ทำไมทิ้งพี่! ถ้าฟิวส์จะทิ้งพี่ เรามาตายด้วยกันดีกว่า!”
ทั้งน้ำเสียงและแววตาดุดันของกวินที่เมามายยังคงสร้างความหวาดกลัวให้กับฟิวส์มาก ชายหนุ่มรู้แล้วว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติกับคนรักของเขา ยังดีที่คืนนั้นเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยเกือบสิบคนเข้ามาช่วยกันพวกเขาออกจากกัน และสาลี่ที่รู้จักกับกวินก็เรียกเพื่อนสนิทของกวินมารับตัวไป
จากนั้นมาฟิวส์ก็พยายามหลบหน้ากวิน เมื่ออีกฝ่ายไม่ได้เจอหน้าก็กระหน่ำส่งข้อความมาให้วันละหลายร้อยข้อความ ฟิวส์อ่านไม่กี่ประโยคก็รู้สึกกลัวจนต้องบล็อกทุกช่องทางติดต่อและย้ายไปอยู่ที่บ้านของสาลี่ชั่วคราว เป็นครั้งแรกที่ฟิวส์รู้สึกหวาดกลัวผู้ชายมากขนาดนี้
กวิน : คิดว่าจะทิ้งพี่ได้จริงๆ เหรอ?
กวิน : พี่ไม่ไปไหนทั้งนั้น
กวิน : พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีฟิวส์
กวิน : ฟิวส์กำลังฆ่าพี่นะ
กวิน : ถ้าพี่ตาย ฟิวส์ก็ต้องตายด้วย
[เป็นยังไง? หนีมาได้รึยัง?] สาลี่ถามขึ้นมาอีกครั้ง ช่วยปลุกให้ฟิวส์ตื่นขึ้นมาจากห้วงความคิดของตัวเอง
“น่าจะได้แล้วมั้งนะ ไม่เห็นพี่กวินแล้ว” ฟิวส์ตอบ หันหลังกลับไปมองบริเวณรอบๆ อย่างระแวดระวัง แต่ก็ไม่เห็นแฟนเก่าของตัวเอง ความรู้สึกตึงเครียดก็ค่อยๆ ลดน้อยลง เขารับรู้ได้ว่ามือของตัวเองเย็นจัด แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อจัดการกับความรู้สึกตื่นกลัวของตัวเอง
สองเท้าก้าวไปตามทางเดินสะอาดสะอ้านไปยังอาคารสำนักงานที่มีร้านอาหารหลายร้านอยู่บริเวณชั้น 1 และ 2 ช่วงเที่ยงวันที่ไม่ค่อยมีงานเร่งด่วน เขากับเพื่อนในแผนกก็เคยเดินมารับประทานอาหารที่นี่ แต่ก็ไม่ได้มารับประทานบ่อยๆ เพราะราคาค่อนข้างแพง และร้านข้าวแกงของป้าน้อยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าบริษัทก็อร่อยคุ้มค่ากว่า
“นี่มายังไง? รถไฟฟ้าเหรอ?” ฟิวส์ถามต่อ
[ขับรถยนต์มา พอดีมาคุยงานกับพี่บก.ด้วย] สาลี่ตอบ
“เลี้ยงข้าวบก.อีกแล้ว?” ฟิวส์ถาม เพื่อนสนิทของเขาเป็นนักเขียนนิยายวาย แม้ว่าจะไม่ได้มีชื่อเสียงมาก แต่ก็พอจะหาเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ บ้านของสาลี่มีบริเวณกว้างพอให้หญิงสาวปลูกผักและเลี้ยงไก่ บวกกับนิสัยขี้เกียจเดินทางของเธอ ทำให้สาลี่ใช้เงินน้อยกว่าเขาที่ออกมาทำงานกลางใจเมืองเกือบเท่าตัว
[ก็กะว่าจะเลี้ยง แต่พี่บก.รีบกลับไปทำงานต่อ กูนั่งกินคนเดียวมาเป็นชั่วโมงแล้วเนี่ย] สาลี่บ่นอุบ
“งั้น มึงกินเสร็จไปเฝ้ากูกินข้าวเย็นหน่อย อยากกินข้าวหน้าปลาแซลมอน” ฟิวส์พูด เริ่มอารมณ์ดีก็พอจะอ้อนเพื่อนสนิทได้ เริ่มหิวขึ้นมาเล็กน้อยก็คิดถึงอาหารที่อยากรับประทาน
[จ้ะ เดี๋ยวเก็บเงินแล้วไปรอที่ร้านประจำของมึงเลย]
“โอเค เอางั้นก็ได้” ฟิวส์ตอบรับ
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ที่ยังคงมีผู้คนมารับประทานอาหารเย็นเดินขวักไขว่อยู่เต็มไปหมด โดยเฉพาะร้านชาบูชื่อดังที่มีคนมาต่อคิวเต็มหน้าร้าน ผู้คนมากมายทำให้ฟิวส์ไม่ได้สังเกตเห็นชายหนุ่มตัวสูงที่เดินตามอยู่ห่างๆ ตัวเอง
“อ๊าก!”
เสียงร้องลั่นบ้านไม้สองชั้นในเขตปริมณฑลที่มีพื้นที่กว้างขวางทำเอาชายหนุ่มที่นั่งทำงานอยู่ในห้องรับแขกสะดุ้งสุดตัว เขาหันไปมองประตูห้องทำงานของเพื่อนสนิทที่ปิดแน่นแล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่สาลี่ตะโกนออกมาดังลั่นบ้าน เพื่อระบายความเครียด แต่ทุกครั้งที่ได้ยินก็ยังตกใจเสมอ ยังดีที่เพื่อนบ้านที่อยู่รายล้อมค่อนข้างชินกับเสียงตะโกนของหญิงสาว และไม่ได้วิ่งมาดูเธอเหมือนแรกๆ ที่สาลี่เริ่มตะโกน
ปัง!
ประตูห้องเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีมือของหญิงสาว สาลี่ถือโน้ตบุ๊กเอาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง เธอสวมเสื้อยืดสีเทาตัวเก่งกับกางเกงผ้าขายาวลายดอกชบาสีม่วง ก่อนจะเดินมายังโซฟาที่อยู่ข้างหลังของฟิวส์ สุนัขพันธุ์บางแก้วขนสีขาวน้ำตาลสะอาดสะอ้านที่เคยนั่งอยู่ข้างฟิวส์ก็กระโดดขึ้นไปนั่งข้างเจ้านายตัวจริง
สาลี่ให้รางวัลเจ้าตัวดีด้วยการลูบหัวแล้ววางโน้ตบุ๊กลงบนตักของตัวเอง
“เป็นอะไร? มึงร้องบ่อยๆ ไม่ได้นะ ถ้าเกิดเหตุขึ้นมาแล้วมึงร้องให้คนอื่นช่วย เพื่อนบ้านจะคิดว่ามึงแค่ตะโกนระบายความเครียดเฉยๆ” ฟิวส์เตือน ดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมขาของตัวเอง แม้ว่าเขาจะเป็นเกย์ แต่ก็ไม่อยากโชว์อะไรๆ ให้เพื่อนสนิทเห็น
“ถ้าคิดว่าจะมีโจรเข้าบ้านกู มึงช่วยดูหน้าหนูดีด้วย” สาลี่อวดสุนัขสุดที่รักของเธอ
ฟิวส์เหลือบมองหน้าสุนัขบางแก้วตัวใหญ่แล้วก็ยอมแพ้ โชคดีที่เขาเคยทำความรู้จักและเล่นกับหนูดีตั้งแต่เด็ก ไม่อย่างนั้น เขาคงจะมานั่งทำงานอยู่ในห้องรับแขกที่เป็นอาณาเขตของมันไม่ได้ เห็นท่าทางออเซาะสาลี่เหมือนหมาปัญญาอ่อน แต่เขาเคยเห็นหนูดีกระโจนใส่คนแปลกหน้าที่มาเกาะรั้วบ้านของสาลี่กับตาเห็นแค่ครั้งเดียวก็รู้สึกได้เลยว่าเขี้ยวของมันสามารถกัดทะลุกระดูกของเขาได้เลย
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ? งานมีปัญหาอีกแล้วเหรอ?” ฟิวส์ถาม
สาลี่ถอนหายใจหนักๆ วางมือลูบขนนุ่มของหนูดี และมองเพื่อนสนิทของตัวเองที่นั่งทำงานอยู่บนพื้น ผิดสุขลักษณะและไม่เหมาะสมกับการทำงาน เธอเคยไล่ให้ฟิวส์ไปนั่งทำงานในห้องนอนที่ชั้น 2 แต่ฟิวส์ก็ไม่ทำ
“ก็ไม่เชิงหรอก กูเบื่อน่ะ คนอ่านสมัยนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ตัวเอกห้ามเป็นคนไม่ดี ห้ามเป็นคนหลายใจ ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามทำผิดประเวณี ขนาดว่าเป็นตัวร้ายนะ กูอยากให้เป็นตัวร้ายเท่ๆ ทำร้ายนายเอกเพื่อให้พระเอกได้ดูเป็นคนดีมาก ยังด่าว่าคนเขียนเป็นคนโรคจิตเพราะเขียนตัวร้ายได้ชั่วมากขนาดนี้ อ่านไปไม่ถึงครึ่งเรื่องก็โวยวายแล้ว ฉอดเก่ง แต่ไม่อดทนอ่านให้ถึงตอนที่ปมของตัวละครแต่ละตัวคลี่คลายออกมา กูก็ไม่ใช่กระโถนท้องพระโรงนะเว้ยอะไรๆ ก็ด่านักเขียน คำเตือนก็มีบอกแล้วยังไม่อ่าน ทำไมไม่รับผิดชอบตัวเอง? มันก็เหมือนคนอื่นสูบบุหรี่ในห้องสูบบุหรี่แล้วเดินเข้าไปด่าคนสูบบุหรี่ในห้อง? ใครกันแน่ที่มีความคิดผิดปกติ โมโหโว้ย!” สาลี่ระบายความอัดอั้นตันใจของตัวเองให้เพื่อนสนิทฟัง รู้ว่าคงจะทำอะไรคนอ่านไม่ได้ แต่เธอก็แค่อยากจะระบายสิ่งที่นักเขียนอย่างเธอต้องเผชิญมาให้ใครสักคนฟัง ย่อมเป็นเพื่อนสนิทที่มาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันและรับฟังเธอมาตลอด 3 ปีที่เธอเริ่มเข้าสู่วงการนักเขียน
ฟิวส์กะพริบตาปริบๆ มองเพื่อนที่บ่นรัวจนตัวเขาเองก็ฟังไม่ทัน ชายหนุ่มที่ทำงานด้านซอฟต์แวร์และไม่ค่อยอ่านนิยายก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับวงการนิยายออนไลน์ที่เพื่อนสนิทของตัวเองกำลังเผชิญอยู่ จะปลอบใจก็กลัวจะยิ่งไปกระตุ้นต่อมโมโหของเพื่อน
“เอาน่า ร้อยพ่อพันแม่ อย่าคิดมาก คิดถึงคนที่ชอบงานของมึงสิ” ฟิวส์พูด
“กูก็พยายามเหมือนกัน แต่มันก็ตงิดใจนิดหนึ่ง บางทีก็อยากจะตะโกนด่าดังๆ สักที” สาลี่บ่น ก่อนจะหันไปลูบหัวหนูดีแรงๆ อีกที
ชายหนุ่มเห็นสุนัขตัวใหญ่สองตัวเล่นกันแล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย ประโยคพูดที่พรั่งพรูออกมาเมื่อครู่คงจะไม่ได้สร้างความหนักใจให้สาลี่มาก ไม่อย่างนั้นหนูดีก็ไม่สามารถทำให้หญิงสาวอารมณ์ดีขึ้นมาได้
“เออ นี่มึงกำลังทำอะไรอยู่?” สาลี่หันมาสนใจเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่บนพื้น
“ไม่ได้ทำอะไร เปิดดูหนังไปเรื่อย” ฟิวส์ตอบ เขาเป็นพวกทำงานในเวลาทำงานเท่านั้น หลังเลิกงานแล้วก็ไม่ติดต่องานโดยไม่จำเป็น ถ้าแอปพลิเคชันไม่ได้ล่มจนทำงานไม่ได้ เขาก็ไม่มีทางทำงานนอกเวลาเด็ดขาด ปกติเขาก็จะใช้เวลาช่วงกลางคืนไปกับการพักผ่อนหย่อนใจ ออกไปเที่ยวเล่นบ้าง แต่สถานการณ์ของเขากับกวินทำให้ฟิวส์ต้องงดออกไปเที่ยวกลางคืน
“งั้นดีเลย มึงช่วยคิดชื่อชาวบ้านสี่ให้กูหน่อย” สาลี่พูดขึ้น
“ชาวบ้านสี่? คืออะไรวะ?” ฟิวส์ถามกลับ อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เพื่อนสนิทขอให้ช่วยตั้งชื่อให้ แต่ไม่รู้ว่าเธอต้องการให้เขาตั้งชื่อของตัวละครแบบไหน จำได้ว่าครั้งที่แล้วเขาตั้งชื่ออย่างอลังการยาว 4 พยางค์ว่า อัครมาตร แต่ดันกลายเป็นชื่อสุนัขดมกลิ่นที่เข้ามาเป็นตัวประกอบแค่ฉากเดียว
“ตัวประกอบไงมึง ชาวบ้านหนึ่ง ชาวบ้านสอง ตัวนี้เป็นชาวบ้านสี่ เป็นเลขาส่วนตัวของตัวร้าย แล้วก็เป็นคู่นอนด้วย พอรู้ว่าตัวร้ายไปหลงรักนายเอกก็จะพยายามขัดแข้งขัดขานายเอก” สาลี่อธิบาย
“ผู้หญิงเหรอ?” ฟิวส์ถามกลับ
“เปล่า กูแต่งนิยายวายก็ต้องเป็นผู้ชายสิวะ มาๆ ตั้งชื่อให้หน่อย” สาลี่คะยั้นคะยอต่อ
ฟิวส์หันกลับไปมองเพื่อนสนิทที่จ้องมองอยู่ด้วยความคาดหวัง
“หนูดีไง” ฟิวส์ตอบ เจ้าสุนัขตัวโปรดของเพื่อนสนิทก็ควรจะได้อยู่ในนิยายของเธอด้วย
“โอ๊ะ! ไม่น่าคาดหวังเลย มีตัวละครชื่อหนูดีแล้ว” สาลี่แสร้งโวยวาย เห็นสีหน้าลำบากใจของเพื่อนสนิทแล้วพูดต่อไปว่า “ตัวละครตัวนี้เป็นผู้ชายหน้าตาน่ารักพอสมควรเลย แล้วก็ได้แอบแซ่บกับตัวร้ายด้วยนะ นายเอกยังไม่ได้เลย ตัวร้ายเรื่องนี้เผ็ดมากๆ ระดับพริก 10 บาทของเจ๊ต้อยเลย”
ฟิวส์เกือบหลุดหัวเราะออกมากับคำโฆษณาของเพื่อนสนิท ตำนานพริก 10 บาทในส้มตำราคา 30 บาทของร้านเจ๊ต้อยบ่งบอกว่าตัวร้ายของนิยายเรื่องใหม่นี้ลีลาเด็ดมากเป็นพิเศษ คิดแล้วก็มีความสงสัยเล็กน้อย
“ถ้าเด็ดขนาดนั้น กูก็อยากลองบ้าง ฮาๆ งั้นให้ชาวบ้านสี่ของมึงชื่อฟิวส์ไปเลย” ฟิวส์พูดกลั้วเสียงหัวเราะ
สาลี่พยักหน้ารับอย่างเชื่องช้า แล้วขยับปลายนิ้วไปตามแป้นพิมพ์ของโน้ตบุ๊กเพื่อบันทึกชื่อของตัวละคร
“ไหนๆ คุณเพื่อนก็ให้เกียรติมารับเชิญในเรื่องนี้แล้ว กูคงต้องปรับคาแรกเตอร์ตัวร้ายให้เป็นแฟนในอุดมคติของมึงหน่อย อย่างแรกต้องขี้หึงขี้หวง คลั่งรักหน่อยๆ ชอบให้มึงจ่ายก่อนแต่เปย์ทีหลังหนักกว่า มีเวลาตัวติดกับมึง แล้วก็..เก่งเรื่องอย่างว่าด้วย ขยันทำการบ้านส่งคุณครูฟิวส์ไม่ขาด มีความสร้างสรรค์ไม่ทำให้มึงเบื่อได้ง่ายๆ สามารถปรับตัวได้เก่ง” สาลี่สาธยายปัญหาความรักของเพื่อนสนิทที่ไม่สมหวังมาตลอดสิบปี คนแรกคบได้ครึ่งปีก็เลิกราเพราะอีกฝ่ายเป็นพวกไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่หึงหวง เพื่อนของเธอก็ดันคิดว่าอีกฝ่ายไม่รักไม่เอาใจใส่ คนที่สองก็มีปัญหาเรื่องการเงินที่อีกฝ่ายมักจะให้ฟิวส์จ่ายเงินต่างๆ ให้ก่อนแล้วไม่เคยคืน คนที่สามก็อายุมากเกินไป และตอบสนองเรื่องบนเตียงให้ฟิวส์ที่อายุน้อยกว่าไม่ได้ ส่วนคนสุดท้ายที่เลิกกันไปก็เพราะไม่ยอมปรับตัวเข้าหากัน
“สาธุ! แล้วแต่มึงเถอะ ยังไงกูก็ไม่ได้อ่านอยู่แล้ว”
แม้ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน สาลี่กลับไม่อนุญาตให้ฟิวส์อ่านนิยายของเธอเลย เขาเคยแอบอ่านอยู่ครั้งหนึ่ง แต่เมื่อหญิงสาวรู้ก็โกรธมากและไม่คุยกับเขาไปหลายวัน ฟิวส์จึงรับรู้นิยายของเพื่อนสนิทผ่านการบอกเล่าพล็อตคร่าวๆ จากปากของเธอเท่านั้น
สาลี่เห็นท่าทีของเพื่อนแล้วก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่รบกวนจิตใจของเธออยู่อีกอย่าง
“แล้วเรื่องของมึงเป็นยังไงบ้าง? จะจัดการยังไงกับคุณกวิน?”
ฟิวส์ชะงักเล็กน้อย คิดถึงกวินที่ยืนรอตัวเองอยู่บริเวณทางเชื่อมไปยังสถานีรถไฟฟ้าแล้วก็ห่อเหี่ยวใจทันที เขาเคยให้โอกาสกวินมาหลายครั้งแล้ว แต่กวินก็ไม่ได้คิดจะปรับปรุงตัวเอง ถึงตอนนี้ที่เขาตัดใจและหมดรักแล้ว กวินจะพยายามแค่ไหนก็ไม่คิดจะกลับไป
“ไม่รู้เหมือนกัน พี่กวินก็ยังไม่เลิกตามตื๊อสักที ช่วงนี้ก็คงจะหลบหน้าไปก่อน กูขอมาอยู่บ้านสวนของมึงสัก 2 เดือนไม่ได้เหรอ? มึงจะทิ้งเพื่อนที่เคยให้มึงลอกข้อสอบเหรอ? ทำไมมึงใจร้ายงี้? ทำคุณบูชาโทษโปรดสัตว์ได้บาป” ฟิวส์ทวงบุญคุณครั้งเก่าที่ไม่ว่าจะพูดกี่ครั้ง สาลี่ก็ต้องยอมแพ้เขาทุกที
“หนูดี กัดมันเลยลูก”
สาลี่หมั่นไส้กับบทโวยวายเดิมๆ ของเพื่อนสนิท ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังเป็นประโยคเดิมจนเธอแทบจะท่องตามได้แล้ว
“ถึงตายเลยนะมึง! หนูดีไม่ได้ดีกับทุกคนนะ มันเก็บเขี้ยวกับมึงคนเดียว” ฟิวส์รีบขยับถอยหลังออกห่างจากสุนัขตัวโตทันที แม้ว่าหนูดีจะไม่ได้แสดงท่าทีจะจู่โจมเขา แต่ก็ไม่ใช่ว่าสุนัขตัวนี้จะไม่เคยตีหน้าซื่อแล้วแอบงับตอนเผลอ
“ยังไงก็ได้อยู่แล้ว บ้านนี้ก็มีกูอยู่คนเดียว พ่อแม่ก็ไปอยู่ที่สุพรรณบุรี นานๆ จะกลับมาที” สาลี่ตอบ เห็นสภาพของเพื่อนที่เคยอยู่คอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง แต่กลับต้องหนีแฟนเก่ามาอยู่บ้านสวนในเขตปริมณฑล รู้สึกเห็นใจจนต้องพูดเสริมอีกว่า “ต่อไปจะคบกับใครก็ดูให้ดีๆ ขี้หึงขี้หวง ชอบแสดงความเป็นเจ้าของก็ไม่ใช่ว่าจะมองแค่มึงคนเดียว ก็เหมือนหมาที่ชอบฉี่รดแสดงอาณาเขตไปทั่วนั่นแหละ พอเลิกแล้วก็สร้างความลำบากใจให้มึงอีก ถึงเวลาที่หมดรักแล้วจะเรียกร้องก็ไม่ได้ พี่เขาควรจะเข้าใจ”
“กูว่าพี่กวินน่าจะป่วย ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ งานของพี่เขาก็ค่อนข้างเครียดด้วย พอมีเรื่องของกู พี่กวินก็เลยเป็นอย่างนั้น” ฟิวส์พยายามหาข้อแก้ต่างให้อดีตคนรัก
“ป่วยก็ไปหาหมอ ไปหาจิตแพทย์ แฟนเก่าไม่สามารถช่วยให้หาเฮิร์ตได้ เป็นหนักก็ต้องใช้ยานะมึง” สาลี่พูดเสริม ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเพื่อนสนิทเหมือนสุนัขตัวโปรด ก่อนจะพูดว่า “มึงใจดีเกินไป บางเรื่อง…มึงไม่ต้องเป็นฝ่ายแบกรับเองซะหน่อย ตอนที่คบกัน มึงก็ทำส่วนของมึงดีที่สุดแล้ว”
To be continued.