นักเล่านิทานพเนจร
ยามเย็นเป็นเวลาที่คนปกติมักรีบร้อนกลับบ้าน มีทั้งคนที่กลับไปพบหน้าครอบครัว เหล่าหมาโสดที่เลียแผลให้ตัวเองย้อมใจ แรงงานที่ทำงานหนักจนอยากพักเร็ว ๆ ทว่ากลับมีคนอีกจำนวนไม่น้อยเช่นเดียวกันที่มุ่งหน้าตรงไปหาความสำราญในยามค่ำคืนตามสถานที่อื่น ๆ
เช่นที่นี่…
“เอ้า! เร่เข้ามาจ้าเร่เข้ามา น้ำชาหนึ่งกาสองอีแปะ สุราหนึ่งไหหนึ่งตำลึงเงิน ค่ำคืนนี้ร้านของเรามีนักเล่านิทานพเนจรแวะเวียนมา ขอเชิญทุกท่านเข้ามาฟังเรื่องเล่าสุดพิสดารจากเขาด้วยกันจ้า” เสี่ยวเอ้อร์ตัวน้อยของร้านร้องเรียกแขกเหรื่อหลากหลายระดับ แม้จะเป็นโรงเตี๊ยมริมทาง ด้านหลังติดชายป่า แต่เพราะเป็นทางผ่านเข้าเมืองหลวงทำให้พ่อค้าสัญจรและผู้ฝึกยุทธ์มากหน้าหลายตาหยุดพัก ณ ที่แห่งนี้เป็นจำนวนมาก
สายตาของผู้คนมองตามมือของเสี่ยวเอ้อร์ไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ที่ด้านนอกของโรงเตี๊ยม แตกต่างจากนักเล่านิทานทั่วไปที่เมื่อได้รับเชิญมา ‘เล่าเรื่อง’ แล้วต่างก็มักจะยกตนเองเป็นอาจารย์พลางยืนอยู่บนเวทียกพื้นสูง เขากลับนั่งด้วยท่าทางสบาย ๆ ดังเช่นคนผ่านทางไปมาบนพื้นที่มีเพียงเสื่อปูรองนั่ง เป่าใบไผ่ในมือเป็นเสียงคลอเล็ก ๆ ท่วงทำนองพลิ้วไหวดั่งใบไผ่ที่ปลิวอยู่รอบด้าน ชวนให้รู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างลึกลับ
ก่อนจะมีเสียงร้องของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งดังขึ้นมา…
แกว๊ก!
ห่านป่าสีขาวปลอดตัวหนึ่งเชิดคอพลางสะบัดปีก เรียกความสนใจทั้งหมดมุ่งตรงไปยังทิศทางเดียวกัน หนุ่มน้อยพลันหยุดเป่าใบไม้แล้วเงยหน้าขึ้นมา
“เต้าจวิน*1 ถึงเวลาแล้วหรือขอรับ?” ทุกคนโดยรอบเงียบเสียงลงทันควันเมื่อเขาเอ่ยปาก เสียงใสที่ติดโทนสูงเล็กน้อยคล้ายผู้พูดยังไม่เข้าสู่ช่วงวัยฉกรรจ์ดีนักก้องกังวาลแม้ผู้กล่าวจะพูดเพียงเบา ๆ
(*1道君 (เต้าจวิน) หมายถึงผู้สูงส่งหรือผู้ยิ่งใหญ่ เป็นการตั้งชื่อเล่นให้ห่านป่าที่คล้ายจะล้อเลียนของเด็กหนุ่ม)
“เขามาจากที่ใดรึ? ชื่อเสียงเรียงนามอันใด เหตุใดไม่เคยได้ยินชื่ออาจารย์นักเล่าท่านนี้มาก่อน?”
“ยังเด็กอยู่มากเลยนะเนี่ย ปกติแล้วต้องเป็นผู้อาวุโสมิใช่หรือไร?”
“แล้วเหตุใดจึงมีห่าน?”
“ขออภัยทุกท่านแล้ว ตัวข้าใช้แซ่ เซียว ชื่อเพียงตัวเดียวว่า หยาง ขอให้พวกท่านเรียกข้าว่าเซียวหยางได้ตามสบายเลยนะขอรับ” เขายิ้มพลางลุกขึ้นปัดฝุ่นและเศษใบหญ้าตามตัว ก่อนจะอุ้มห่านตัวใหญ่สีขาวปลอดที่ดูแข็งแรงตัวนั้นขึ้นมา
“ส่วนนี่คือเต้าจวิน ห่านของข้าเองขอรับ หลายท่านอาจจะคุ้นเคยกับมันดีหากท่านไม่ได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก แต่ถึงเช่นนั้นในค่ำคืนนี้ข้าก็ขอต้อนรับทุกคนจากใจจริง” วาทศิลป์ของเขาดีมากจนผู้ใหญ่หลายคนพยักหน้าให้การยอมรับ สตรีสูงวัยหรือแม่ ๆ ทั้งหลายก้มลงไปกระซิบกระซาบสั่งสอนบุตรหลานของตนให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
“น่าเสียดายที่ข้าเป็นเพียงนักเล่านิทานพเนจร ไร้หัวนอนปลายเท้าจึงไม่หวังว่าพวกท่านจะชื่นชมข้า ขอเพียงแต่พวกท่านให้เกียรติรับฟังเรื่องราวที่ข้านำมาร้อยเรียงเหล่านี้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วขอรับ” เขานอบน้อมและสงบเสงี่ยมจนถึงที่สุด ใคร ๆ ต่างก็รู้สึกได้ว่าหนุ่มน้อยผู้นี้ช่างเป็นคนที่น่าให้การสนับสนุน เสียดายก็แต่เพียง
อีกฝ่ายเป็นคนไร้หัวนอนปลายเท้า พูดให้ดีหน่อยก็นักพเนจร แต่หากว่ากันตามตรงแล้วการกระทำเช่นนี้
ไม่ต่างอะไรกับเหล่าขอทาน…
“เสียเวลากันมานานพอแล้ว เช่นนั้นขอเริ่มเรื่องราวในค่ำคืนนี้เลยก็แล้วกันนะขอรับ” เซียวหยางโน้มตัวลงวางห่านหนุ่มลงบนพื้น มาสะบัดปีกชูคออวดโฉมไปรอบ ๆ จนเด็ก ๆ ในที่นั้นมองตามอย่างสนอกสนใจ
“เรื่องราวในวันนี้มีเค้าโครงเกิดขึ้นจริงเมื่อสมัยแว่นแคว้นยังเเบ่งเป็นเผ่าเล็กเผ่าน้อย มีหัวหน้าผู้ดูแลเผ่าอยู่มากมายทั่วผืนดิน” น้ำเสียงของเขาเปรียบได้ดั่งมนต์สะกดของปิศาจจิ้งจอกที่ชวนให้คนลุ่มหลง
“เจ้าหล่อนเป็นบุตรสาวของหัวหน้าชนเผ่าหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ชนเผ่าหวู และมีนามที่ไพเราะว่า…”
“ซินเยี่ยน”
ช่วงก่อตั้งราชวงศ์ในยุคแรก ยังคงมีการปกครองแบบชนเผ่าหลงเหลืออยู่ หัวเมืองจัดตั้งและฮ่องเต้ไม่ได้มีอำนาจมากนักกับกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะนอกจากพวกเขาจะเร่ร่อนไม่อยู่เป็นหลักแหล่งแล้ว ยังมีความสามารถในการเอาตัวรอดอย่างเข้มแข็งยิ่ง เหล่าชายฉกรรจ์ขี่ม้าล่าสัตว์ ฝึกฝนร่างกายเป็นนักรบ หญิงสาวเก็บผักหุงหาอาหารถักทอผ้าอย่างงดงาม เด็กน้อยเยาว์วัยพากันเลี้ยงสัตว์และเรียนรู้ที่จะทำกับดักเล็ก ๆ น้อย ๆ
และหนึ่งในชนเผ่าที่มีวิถีชีวิตเยี่ยงนี้ก็คือ ชนเผ่าหวู พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ที่ทุ่งราบในเขตภาคเหนือที่หนาวเย็น มีเอกลักษณ์การทอผ้าขนสัตว์และการแกะสลักหินเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับชนเผ่าอื่น ๆ และด้วยเหตุที่ผู้นำเผ่าทุกรุ่นจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น หวู หลังรับตำแหน่งจึงทำให้บุคคลภายนอกเรียกพวกเขาว่า ชนเผ่าหวู นั่นเอง
หัวหน้าชนเผ่ารุ่นปัจจุบันมีลูกสาววัยกำดัดอยู่คนหนึ่งชื่อซินเยี่ยน*2
(*2ล็อตตา คาร์สเวลล์ ฮูม./2546./ซินเดอเรลล่าในแผ่นดินจีน./ใน นิทานพื้นบ้านจีน./25-35.)
หล่อนเป็นหญิงสาวแสนสวย รูปร่างอรชร รอยยิ้มราวกับดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิชวนให้ผู้พบเห็นนึกรักใคร่เอ็นดู
เว้นก็แต่เพียง…
แม่เลี้ยงของนางเอง
วูปาเป็นหญิงหม้ายที่สามีตายจากการปกป้องคนในเผ่า หวูหม่าผู้นำเผ่าคนปัจจุบันและพ่อของซินเยี่ยนจึงรับหล่อนและบุตรสาวที่กำพร้าพ่อทั้งสองเอาไว้ เพื่อตอบแทนบุญคุณของนักรบผู้นั้น และเพื่อให้บุตรสาวของตนได้มีแม่เติมเต็มในส่วนที่ขาด ทว่านั่นเป็นเพียงความคิดของเขาคนเดียวเสมอมา
“ซินเยี่ยนที่รัก เจ้าคงไม่ได้คิดว่าพ่อเจ้าแต่งให้ข้าเพียงเพราะรู้สึกผิดต่อสามีของข้าเท่านั้นใช่หรือไม่” เด็กสาวได้รับคำบอกกล่าวจากหล่อนในวันแรกของการแต่งงาน และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาบุตรสาวของหัวหน้าเผ่าที่เคยสุขสบายและมีรอยยิ้มบนใบหน้าเสมอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“ทำไมแม่เลี้ยงจึงไม่รักนางล่ะ!? ก็ท่านว่าซินเยี่ยนมีรอยยิ้มที่ใครพบเห็นเป็นต้องเอ็นดูมิใช่หรือ?”
“ท่านถามได้ดี! แล้วคิดว่าเพราะอันใดเล่าขอรับ?” เด็กหนุ่มดีดนิ้วตอบรับคำถามของผู้ฟังท่านหนึ่ง เขาสะดุ้งตื่นตกใจด้วยไม่นึกว่าจะได้รับการตอบรับในลักษณะนี้
นี่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพที่ใส่ใจคนอื่นเป็นอย่างยิ่งของนักเล่าเรื่อง ผู้ฟังจำนวนมากรู้สึกดีกับหนุ่มน้อยขึ้นมาอีกหลายส่วน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับเจ้าห่านป่าสีขาวปลอดที่เดินกระพือปีกเบา ๆ อวดโฉมไปทั่ว บนหลังสะพายตะกร้าสานที่ปากคาบกะลามะพร้าวขัดมันอย่างรู้งาน ชวนให้คนรู้สึกเอ็นดูและวางเศษเงินหรือข้าวของให้มันเพิ่มไปอีกหลายชิ้น
“หรือว่ารอยยิ้มของซินเยี่ยนใช้ไม่ได้ผลกับแม่เลี้ยง!?”
“เฮ้ย! อย่างนั้นแสดงว่ารอยยิ้มของนางทำมนต์เสน่ห์เหมือนปิศาจจิ้งจอกหรือ!”
“อาจารย์น้อย*3 รีบเล่าต่อเร็ว ๆ เข้า”
(*3 อาจารย์น้อย หรือ เสี่ยวเหล่าซือ 小老师 (Xiǎo lǎoshī) เป็นคำเพี้ยนเสียงมาจากแซ่ของเซียวหยางที่ผู้ฟังนิทานเรียกกัน ในความเป็นจริงพวกเขาเหล่านั้นควรจะเรียกเด็กหนุ่มว่า “เซียวเหล่าซือ” หรือ “อาจารย์เซียว” 宵老师)
“ใช่ ๆ รอฟังอาจารย์น้อยกันเถอะ!” ด้วยเหตุที่เสียงเอ็ดตะโรโวยวายชักจะบานปลายเข้าไปทุกที เซียวหยางจึงปรบมือสองทีเพื่อให้สัญญาณว่ากำลังจะเล่าต่อ
ทั่วทั้งบริเวณพร้อมใจกันเงียบในบัดดล
ซินเยี่ยนเป็นที่รักในหมู่ชนเผ่ามิใช่แค่เพราะรูปร่างหน้าตา ทว่านางเป็นหญิงงามและกิริยาอ่อนช้อยชวนให้รักใคร่ ชายมากมายต่างต้องตาต้องใจและหวังอยากได้มาเป็นภรรยา และนั่นก็เป็นเหตุให้บุตรสาวทั้งสองของวูปาอิจฉาริษยาน้องสาวบุญธรรม เพราะชายที่นางหลงรักนั้นกลับมีใจให้ซินเยี่ยน
แล้วมีหรือที่หญิงใจแคบเช่นแม่เลี้ยงจะยินยอมเห็นบุตรสาวของหล่อนต้องหลั่งน้ำตา
ดังนั้นเมื่อหวูหม่าออกไปควบคุมการล่าสัตว์และสำรวจพื้นที่ ช่วงเวลาแห่งการกลั่นแกล้งจึงเริ่มขึ้น เดิมก็มีเพียงสิ่งเล็กน้อยเช่นไม่ทำอาหารเผื่อ ไม่ซักเสื้อผ้าให้ หนักเข้าก็ลามไปถึงยึดผ้าปูนอนและผ้าห่มของนาง ท่ามกลางอากาศหนาวจัดในเดือนตงจื้อ*4 ไม่มีหนทางใดเลยที่ซินเยี่ยนจะอยู่รอดได้จนกว่าพ่อของเธอกลับมา
(*4冬至 ตงจื้อ dōngzhì เดือนกลางฤดูหนาว ตามปฏิทินอธิกมาส หรือปฏิทินเกษตรกรรมของจีน โดยหนึ่งปีจะถูกแบ่งออกเป็นยี่สิบสี่เดือน)
เห็นได้ชัดว่าแม่เลี้ยงอยากให้หล่อนหนาวตายเป็นอุบัติเหตุไปเสีย…
เด็กสาวเข้าใจว่าบิดาของตนคงมีความรักลึกซึ้งกับหญิงผู้นี้ ถึงขั้นรับเลี้ยงบุตรสาวอีกสองคนทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ ทางสายเลือดแม้แต่น้อย แม้จะอ้างว่าติดหนี้บุญคุณกับบิดาของพวกเขา แต่เหตุผลมีเพียงแค่นั้นจริง ๆ หรือ?
ซินเยี่ยนไม่อาจตอบคำถามนี้เองได้ และเธอก็ไม่กล้าถามหาคำตอบจากบิดาของตนเองเช่นเดียวกัน
ดังนั้นทุกวันเมื่อยามตะวันทอแสง สาวน้อยจึงได้แต่ก้มหน้าแบกผ้าของคนในครอบครัวไปยังลำธารที่น้ำเย็นจัดเพื่อซักเสื้อผ้าให้พวกเขา แม้ว่ามือของเธอจะหนาวเย็นและโดนกัดจนแดงเถือกแล้วก็ตาม
หากทำตัวดี ๆ บางทีแม่อาจจะรักข้าขึ้นมาบ้างก็ได้
แม้จะถูกเรียกว่าเป็นสาวงามแห่งชนเผ่า แต่แท้จริงแล้วเด็กสาวก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ต้องการความรักจากบุพการี เธอเสียแม่แท้ ๆ ไปตั้งแต่กำเนิด และในส่วนนี้หวูหม่าไม่สามารถทำหน้าที่เติมเต็มให้ได้ เพราะตัวเขาเองก็มีภาระที่ชื่อว่าหัวหน้าเผ่าให้ดูแล
ทว่าวันนี้บางสิ่งกลับแปลกไปไม่เหมือนเคย เมื่อวางตระกร้าซักผ้าลงสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นปลาแสนสวยสีแดงสดใสตัวหนึ่ง ครีบของมันเหลือบสีทองเมื่อสะท้อนกับแดดบนผิวน้ำยิ่งส่องประกายสวยงาม กำลังแหวกว่ายอยู่ริมแม่น้ำไม่ไกลนักจากฝั่ง
ข้าเพิ่งเคยเห็นปลาที่สวยงามมากเช่นนี้เป็นครั้งแรก
เด็กสาวมองมันด้วยความหลงใหล และเหมือนเจ้าปลาจะรับรู้ได้จึงว่ายเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น แม่น้ำใสสะอาดจนเห็นลวดลายของมันได้อย่างชัดเจน วันต่อมาเมื่อซินเยี่ยนหยิบตะกร้าเพื่อออกมาซักผ้า เจ้าปลาก็รออยู่ที่ท่าน้ำแล้ว
ครั้งนี้เธอนำเศษข้าวที่เหลือติดก้นหม้อมาด้วยและค่อย ๆ โปรยให้มันช้า ๆ ปลาน้อยดำผุดดำว่ายด้วยความดีใจ หลังจากกินอาหารเสร็จจึงมิได้จากไปในทันที มันเข้ามาคลอเคลียที่มือของเด็กสาวราวกับจะออดอ้อน ด้วยเหตุนี้ซินเยี่ยนจึงได้เพื่อนใหม่เป็นปลาสีแดงสดที่มีครีบเหลือบทอง หล่อนเก็บเรื่องของมันเอาไว้เป็นความลับกับคนในบ้านและใช้มันเป็นความสุขเล็ก ๆ ของตนเองเพียงหนึ่งเดียวในยามที่บิดาจากไปทำงาน
จวบจนผ่านพ้นฤดูหนาวไปล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เด็กสาวที่สดใสขึ้นเป็นอย่างมากก็ได้เตะตาแม่เลี้ยงเข้า เดิมที่หล่อนแค่สงสัยว่าเหตุใดลูกเลี้ยงจึงไม่ทำสีหน้าเหมือนคนจะร้องไห้ตลอดเวลาเหมือนเช่นทุกที และคำตอบที่ได้รับก็มาจากหนึ่งในบรรดาลูกสาวของนางเอง
“พวกเราเห็นปลาตัวหนึ่งเจ้าค่ะท่านแม่” หล่อนบอกเล่าอย่างตื่นเต้น
“ปลาตัวนั้นสีสวยมาก ข้าไม่เคยเห็นปลาที่ไหนสวยเท่านี้มาก่อนเลย ตัวของมันเป็นสีแดงสด ครีบมีเหลือบทองอีกด้วย ไม่รู้นางนั่นไปได้มาจากไหน”
“ตอนหลังที่นางกลับไป พวกเราลองไปเฝ้าดูอยู่หลายครั้ง แต่เจ้าปลานั่นประหลาดเกินไปเจ้าค่ะพอไม่เห็นซิ่นเยี่ยนมันก็ไม่ยอมโผล่ออกมาเลย พวกเราไม่รู้จะทำเช่นไรดีจึงเอาเรื่องนี้มาบอกท่านเจ้าค่ะ” สองพี่น้องมีนิสัยถอดแบบมาจากแม่ของพวกนางชนิดไม่คลาดแม้แต่ชุ่น*5เดียว จึงคอยสอดส่องน้องสาวของบิดาบุญธรรมผู้นี้เสมอด้วยไม่ต้องการให้สิ่งใดก็ตามที่ควรเป็นของพวกนางตกถึงมืออีกฝ่าย
(*5寸 ชุ่น เป็นหน่วยวัดขนาดเล็กชนิดหนึ่งของจีน เมื่อนำมาเทียบกับเซ็นติเมตร 1 ชุ่นเท่ากับประมาณ 3.33 เซนติเมตร)
“ไม่เป็นไร มอบให้แม่จัดการเถิด” อาจจะเป็นแค่ปลาตัวเดียว แต่ของสวยงามที่อยู่ในมือซินเยี่ยนก็เหมือนลูกแก้วในมือวานร ไหนเลยหล่อนจะยอมให้ถืออยู่ได้ สู้นำมาให้ลูกสาวทั้งสองเลี้ยงและเอาไปอวดเพื่อนบ้านยังดีเสียกว่า
แต่ปลาตัวนั้นก็แสนรู้ยิ่ง ผ่านมาหลายวันแล้วทว่าแม่เลี้ยงก็ยังคงหาทางให้มันปรากฎตัวออกมาไม่ได้ เจ้าปลาน้อยขึ้นมาแค่เพียงในช่วงเวลาที่เจ้านายของมันหรือซินเยี่ยนร้องเรียกพร้อมกับโปรยเศษข้าวสวยลงในแม่น้ำเพียงเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งวูปาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น นางรีบเรียกซินเยี่ยนที่กำลังหอบหิ้วตะกร้าผ้าของคนทั้งบ้านไปที่แม่น้ำเช่นเดิมเอาไว้ก่อนรีบเอ่ย
“ซินเยี่ยนเอ๋ย วันนี้แม่จะไปซักผ้าเอง เจ้าไปพักผ่อนเสียเถอะ” มือของเด็กสาวชะงักจนเกือบทำตะกร้าผ้าร่วง เธอไม่ได้ยินผิดไปใช่หรือไม่!?
ในที่สุดความดีของข้า ท่านแม่ก็เห็นแล้วหรือ?
เธอคิดด้วยความปลาบปลื้มผิดกับสตรีเบื้องหลังที่จับจ้องเสื้อคลุมของลูกเลี้ยงไม่วางตา ซินเยี่ยนมีเสื้อคลุมเพียงตัวเดียวเท่านั้น แม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้วหากแต่ลมด้านนอกก็ยังเย็นอยู่มาก จำต้องใส่เสื้อคลุมอยู่เสมอเช่นนั้นแล้ว…
ปลาตัวนั้นจะต้องคุ้นเคยกับกลิ่นของนางที่อบอวลทั่วเสื้อผ้านี้อย่างแน่นอน
“ถอดเสื้อคลุมมาซักเสียหน่อยเถิด เจ้ามีเสื้อคลุมตัวนี้เพียงตัวเดียวมิใช่หรือ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงมีเมตตา เด็กสาวไม่รอช้ารีบถอดเสื้อคลุมของตนให้อย่างเชื่อฟัง
การกระทำเช่นนั้นทำให้นางต้องเสียใจภายหลัง ในเวลาต่อมา
เมื่อวูปาไปที่แม่น้ำพร้อมกับเศษข้าวสวย หล่อนสวมเสื้อคลุมของลูกเลี้ยง ดัดเสียงร้องเรียกเจ้าปลาพร้อมโปรยเศษข้าวสวยลงไปในน้ำ ไม่นานนักปลาแสนสวยตัวนั้นก็โผล่ขึ้นมา
และถูกสตรีวัยกลางคนผู้นี้จับไปสังหารในทันที!
“โหดร้าย!”
“แม่เลี้ยงนั่นไม่ใช่คนแล้ว เหตุใดทำกันได้เช่นนี้!”
“แต่นั่นก็คือปลามิใช่หรือ? หากคิดตามความเป็นจริง จะจับกลับบ้านไปทำอาหารเย็นก็เป็นเรื่องปกตินี่”
“เจ้ามันคนไร้หัวใจ!” เสียงหวีดร้องมากมายดังขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มตบพัดลง ในขณะที่เล่าว่าปลาน้อยถูกฆ่า ผู้ใหญ่หลายคนปิดหูเด็กน้อยข้างกายราวกับไม่ต้องการให้ได้ยินในสิ่งที่ไม่ดี ผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่านถึงกับถอนหายใจขณะหลั่งน้ำตา
หลังปล่อยให้ผู้คนถกเถียงกันระยะหนึ่งอย่างเพียงพอแล้ว หนุ่มน้อยก็มองตรงไปที่ห่านป่าของตนซึ่งเวลานี้นั่งขดอยู่บนโต๊ะด้านข้าง ราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาร้องขอความช่วยเหลือ มันจึงลุกขึ้นสะบัดปีกแล้วกู่ร้องด้วยเสียงอันดัง
แกว๊ก!
ทั่วบริเวณเงียบสงัดลงในทันใด ผู้ฟังต่างตั้งสติได้จากความตกใจในเสียงนี้
“พร้อมจะฟังกันต่อหรือยังขอรับ?” เด็กหนุ่มไม่ได้เร่งเร้า เขารอจนคนเหล่านั้นควบคุมอารมณ์ของตนเองได้แล้ว จึงดีดนิ้วขึ้นหนึ่งทีเป็นสัญญาณการเริ่มต้น
“เพราะเป็นหนึ่งในชนเผ่าหวู แค่เพียงการจับปลาด้วยมือเปล่าจึงมิใช่เรื่องยากนัก…”
แม้จะผ่านการแต่งงานมาแล้วถึงสองครั้ง แต่ความสามารถในการทำงานบ้านและดูแลสิ่งต่าง ๆ ของวูปาก็มิได้ด้อยลงแต่อย่างใด ค่ำคืนนั้นหล่อนจึงลงมือเข้าครัวเองเพื่อแสดงฝีมือ ประจวบเหมาะกับหวูหม่ากลับมาจากพาเหล่าชายหนุ่มไปลาดตระเวนเก็บเสบียง นางจึงใช้โอกาสนี้จัดงานฉลองเล็ก ๆ ในบ้านเสีย โดยมีลูกสาวทั้งสองเป็นผู้ช่วย อาหารคาวหวานมากมายถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะ ทุกคนดื่มกินอย่างสำราญ แม้กระทั่งซินเยี่ยนที่ตามปกติแม่เลี้ยงมักให้อดข้าว กลับได้ร่วมโต๊ะกับพ่อที่ไม่ได้เจอกันมานาน เด็กสาวจึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งรสชาติของปลาต้มผักกาดดอง*6ที่แม่เลี้ยงทำยังอร่อยมาก ท่านพ่อถึงกับกินข้าวได้มากกว่าเดิมอีกหนึ่งถ้วย
(*6ซวนช่ายอวี๋ หรือ ปลาต้มผักกาดดอง เป็นอาหารพื้นบ้านทางเสฉวน)
ทว่าในเช้าวันถัดมาข่าวร้ายก็รอเธออยู่
“เสี่ยวอวี๋*7เจ้าอยู่ไหน ข้าเอาข้าวมาให้แล้วออกมาเถอะ” ไม่ว่าจะร้องเรียกเท่าใด ปลาน้อยที่มีสีแดงสดสวยและครีบเหลือบทองสะท้อนกับแสงอาทิตย์ตัวนั้น ก็ไม่ปรากฎออกมาแม้แต่เงา
(*7อวี๋ หรือ 鱼 (Yú) หมายถึงปลา)
ทันใดนั้นเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่แม่เลี้ยงเข้ามาทำดีกับตนตั้งแต่เมื่อวานขึ้นมา รวมไปถึงอาหารขึ้นโต๊ะในยามค่ำ ซินเยี่ยนก็รู้สึกหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ
เป็นไปไม่ได้… ท่านแม่คงจะไม่… เพื่อนของข้า…
“เสี่ยวอวี๋!!” เธอร้องจนเสียงแหบแห้ง สัมผัสรสชาติของปลาต้มผักกาดดองยังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น หลอกหลอนสติอย่างร้ายกาจ สาวน้อยหวังอย่างยิ่งว่าเธอจะเข้าใจผิดไปเสียเอง เสี่ยวอวี๋อาจจะย้ายไปถิ่นฐานอื่น แม่เลี้ยงอาจจะได้ปลามาจากตลาด ไม่มีใครในครอบครัวเคยเห็นเธอเล่นกับปลาน้อยตัวนี้แม้แต่คนเดียว
จวบจนกระทั่งตะวันกำลังจะลับขอบฟ้านั่นเอง ที่ความหวังของเด็กสาวพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อชายชราในชุดขาวคนหนึ่งปรากฎตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ ด้วยทนดูสภาพของเธอมิได้ เขากล่าวอ้างว่าตนเองเป็นเทพอารักษ์ผืนน้ำและเป็นผู้เห็นกับตาว่าแม่เลี้ยงของเธอเป็นผู้จับปลาน้อยตัวนั้นไป
“นางฝังเศษครีบและกระดูกทั้งหมดเอาไว้ใต้ต้นถานฮวา*8ใกล้โอ่งน้ำบ้านเจ้า ลองไปขุดดูเถิด”
(*8ถานฮวา เป็นดอกไม้ในวงศ์ดอกโบตั๋น แต่คนละสายพันธุ์กับ มู่ตาน ที่ทุกคนรู้จักกันดี)
ไม่รอให้เวลาผ่านไปอีกแม้แต่วินาทีเดียว คำบอกเล่าของชายชรายังคงดังก้องหู ซินเยี่ยนตรงไปที่โอ่งน้ำในลานบ้านใต้ต้นถานฮวายังมีรอยนูนของกองดินอยู่ บ่งบอกว่าดินส่วนนี้เพิ่งถูกขุดขึ้นมาได้ไม่นาน เด็กสาวไม่รอช้าสองมือไม่กลัวเปื้อนลงมือขุดทันที และเมื่อพบกับครีบสีแดงเหลือบทองพร้อมทั้งก้างกลางเข้า น้ำตาก็ไหลอาบใบหน้า
“จดจำเอาไว้นะ พกสิ่งที่พบเอาไว้กับตนเองให้ดี ไม่ว่าเจ้าจะร้องขอสิ่งใดมันจะให้สมปรารถนา” คำกล่าวของชายปริศนาที่แสนลึกลับผู้นั้นดังก้องขึ้นอีกครา บุตรีแห่งหวูหม่าจึงกอบเอาเศษซากทั้งหมดห่อใส่เสื้อคลุมที่มีเพียงตัวเดียวนั้นกลับไปที่บ้าน หลังจากวันนั้นปาฏิหาริย์มากมายก็เกิดขึ้นตามคำบอกเล่าของชายชราจริง ๆ
ในยามที่เธออยากได้เสื้อคลุมตัวใหม่ ก็มีหญิงสาวในชนเผ่านำมาให้เพราะตัดมาเกินจำนวนคนในบ้าน ในยามที่หิวโหยเมื่อแม่เลี้ยงสั่งอดอาหารอีกครา ก็พบว่ามีอาหารถูกเตรียมไว้ในห่อผ้าเป็นเสบียงแทน
เสี่ยวอวี๋…เจ้าคอยคุ้มครองข้าใช่หรือไม่!?
หญิงสาวเก็บรักษาและทำความสะอาดซากปลาเอาไว้เป็นอย่างดี หวงแหนราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า
จนกระทั่ง…
ชนเผ่าได้จัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองการเปลี่ยนฤดูกาล สวรรค์เริ่มประทานไม้ดอกออกผลในฤดูลี่ชุ่น*9
(*9 ลี่ชุน หรือเดือนเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ตามปฏิทินอธิกมาส หรือปฏิทินเกษตรกรรมของจีน โดยหนึ่งปีจะถูกแบ่งออกเป็นยี่สิบสี่เดือน)
งานเลี้ยงรื่นเริงมักเป็นที่หาคู่ของชายหนุ่มสาว พวกเขาต่างพากันตัดเสื้อผ้าชุดใหม่เตรียมตัวไว้สำหรับงานนี้ แต่สำหรับซินเยี่ยน แค่ลำพังการหาผ้าผืนสำหรับตัดเสื้อผ้าสักชุด ก็เป็นเรื่องยากแล้ว เพราะแม่เลี้ยงจะอ้างพี่สาวทั้งสองของเธอเองก็ต้องการเช่นเดียวกัน และเสื้อผ้าชุดใหม่ของเด็กสาวก็จะถูกเลื่อนออกไปก่อน
เป็นไปดังคาดเมื่อแม่เลี้ยงพาเพียงพี่สาวทั้งสองของเธอไปร่วมงาน และอ้างกับพ่อว่าสาวน้อยบุตรีของเขาไม่สบายและต้องการพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพียงเท่านั้นหวูหม่าก็มิได้ติดใจสงสัยอะไรอีก
ด้วยเหตุนั้นซินเยี่ยนจึงขอพรกับก้างปลาของเพื่อนตัวน้อย ก่อนที่เธอจะรู้ตัวร่างก็ถูกคลุมไปด้วยชุดเสื้อผ้าสีฟ้าสดใส และยังสวมใส่รองเท้าแตะสีทองแวววาวประดับด้วยไข่มุกอีกด้วย เด็กสาวในขณะนี้ช่างดูเหมือนเทพธิดาที่ลงมาเดินเล่นบนโลกมนุษย์ ท่องไปตามผืนดินแผ่นหญ้า ช่างงดงามยิ่งนัก
ทันทีที่เธอปรากฎกายกลางงานเลี้ยง ความสนใจทั้งหมดล้วนพุ่งตรงมาเป็นสายตาเดียวกัน เด็กสาวได้ร่วมเต้นรำ ดื่มกินกับเหล่าเพื่อนพี่น้องที่รู้จัก ยิ้มแย้มหัวเราะผ่อนคลาย นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้
“ทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงได้ดูเหมือนซินเยี่ยนเช่นนี้นะ” พี่สาวต่างมารดาของเธอกระซิบ ส่วนแม่เลี้ยงนั้นจับจ้องอยู่นานแล้ว เพียงแต่ความสงสัยไม่อาจทำให้หล่อนหักหน้าสามีกลางงานได้ ดังนั้นเมื่อซินเยี่ยนสังเกตเห็นว่าพวกหล่อนจำเเธอได้ สาวน้อยจึงรีบเร่งรุดออกจากลานงานเลี้ยงไป ทว่าด้วยอารามรีบร้อนเธอจึงทำรองเท้าแตะทองคำหลุดไปข้างหนึ่ง ในงานกำลังรื่นเริงกันอย่างเต็มที่จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าชนเผ่าพื้นบ้านผู้หนึ่ง ได้ก้มลงหยิบรองเท้าแตะสีทองที่ส่องแสงเป็นประกายแวววาวท่ามกลางความมืดขึ้นมา หลังมันหลุดออกจากเท้าของเด็กสาวไป
“เด็กฉลาด!”
“ยอดเยี่ยม!” ผู้ฟังต่างโห่ร้องเมื่อได้ยินว่าซินเยี่ยนรอดพ้นจากการทุบตีของมารดาเลี้ยงไปได้ หญิงสาวหลายคนเป่าปากด้วยความโล่งอก แม่เลี้ยงหลายคนในบริเวณนั้นต่างหันไปสาบานกับสามีตนว่าจะไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในบ้านอย่างเด็ดขาด การทำร้ายเด็กสาวในวัยเจริญเติบโตเช่นนี้นั้น
มันโหดร้ายมากเกินไป
หากเด็กสาวเสียโฉมจนไม่สามารถหาสามีได้เล่า ใครจะรับผิดชอบ? หากเธอเติบโตไม่เต็มที่เล่า ใครจะต้องดูแล หากพิการขึ้นมาเสียเล่า… สังคมจะประนามเหล่าแม่เลี้ยงเช่นเธออย่างไร จะดีจะชั่วอย่างไรก็เป็นลูกติดของสามี ในเมื่อเเต่งให้เขาแล้ว วินาทีแรกที่ก้าวเข้าบ้านครอบครัวของเขาก็คือครอบครัวของหล่อนด้วย
“แล้วอย่างไรเล่า!? จบแต่เพียงเท่านี้หรือ อาจารย์น้อย?”
“ใช่ ๆ คงไม่จบเพียงเท่านี้ใช่หรือไม่อาจารย์น้อย เวลาเพิ่งผ่านไปไม่เท่าใดเอง มิเช่นนั้นท่านจะต้องหาเรื่องมาเล่าอีกสักเรื่องสองเรื่องนา” ได้ยินผู้ขานรับเห็นด้วยจำนวนมากกับความคิดนี้
“พวกท่านจะใจร้อนกันไปไย ข้ายังมิได้กล่าวเสียหน่อยว่าเรื่องราวในวันนี้จบลงแล้ว” เด็กหนุ่มยกพัดขึ้นปิดปากอย่างมีเลศนัย ส่วนห่านหนุ่มข้างกายปิดตานอนนิ่งอยู่ในตะกร้าไม่ขยับ
“นี่เพิ่งจะเริ่มต่างหากเล่าขอรับ” สิ้นเสียงหวานทุ้มของเขา ทำให้เหล่าผู้ชมในค่ำคืนนี้ต่างพากันปิดปากเงียบสนิท ในใจล้วนมีถ้อยคำอยากจะกล่าวใกล้เคียงกันไม่มากก็น้อย
เด็กคนนี้เป็นใครกันแน่!?
To be continued.