INTOUCH

ตอนที่ 1

“อิง อยู่แถวนี้อะระวังตัวดีๆ หน่อยนะลูก อย่าไปคบใครสุ่มสี่สุ่มห้า มันไม่เหมือนกรุงเทพ แถวนี้มันมีแต่อันตราย”

‘..…..’

“ยิ่งบ้านเราพวกวัยรุ่นเจ้าถิ่นมันเยอะ เวลามีคนมาหน้าใหม่ๆ ชอบถูกเพ่งเล็ง ถ้าอันไหนเลี่ยงได้ก็เลี่ยงนะอิง”

‘..…..’

“อยู่แถวเนี้ยถ้าทำตัวเงียบๆ ไว้ก็อยู่ได้ แต่พยายามอย่าไปยุ่งกับบ้านท้ายซอย อย่าไปยุ่งกับพวกไฟต์ พวกทัช…”

‘……’

“ริตไม่ค่อยชอบเค้าเท่าไหร่ … ที่ทัชเค้าไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่เค้าต่อยคนตายได้เลยนะ พี่อิงอย่าเผลอไปมองหน้าเชียว”

“เอ่อ… เธอชื่ออะไรนะ”

“ทัช อินทัช”

ในช่วงกลางบ่ายที่อากาศกำลังร้อนระอุได้ที่ โดยเฉพาะบนห้องนอนชั้นสองของบ้านไม้ซึ่งอยู่ใต้หลังคาโดยตรง

นัยน์ตาสีน้ำตาลที่อ่อนเคลือบใสเหมือนลูกแก้วของเจ้าของห้องจ้องเลยกรอบหน้าต่าง ผ่านเมฆหมอกและท้องฟ้า ออกไปยังอาคารบ้านเรือนที่ดูแปลกตา

ถึงแม้ว่านี่จะเป็นช่วงต้นเมษายนแต่ท้องฟ้าวันนี้กลับไม่ค่อยสดใสเหมือนวันก่อน เด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันไปมองนาฬิกาแขวนเรือนเก่าด้วยใบหน้าหงอยๆ

นี่นับเป็นวันที่ 7 แล้วตั้งแต่ที่ อิง หรือ อิงทวัฒน์ ถูกส่งมาอยู่กับยายที่จังหวัดปริมณฑลเขตชานเมือง พ่อกับแม่พาเขามาส่งทิ้งไว้กลางถิ่นที่เต็มไปด้วยผู้คนอันตราย เพราะปัญหาต่างๆ ที่ไม่สามารถทนยื้อร่วมกันได้

แน่นอนว่าสำหรับเด็กอายุ 18 แล้ว เขาโตพอจะเข้าใจการหย่าร้างด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจที่ทำให้พ่อล้มละลาย แต่ถึงอย่างนั้นข้างในใจลึกๆ ก็ยังคงรู้สึกเปล่าเปลี่ยว และสิ่งเดียวที่อิงคิดว่าเขาสามารถทำได้ในตอนนี้ ก็คือการพยายามอยู่คนเดียวให้รอด โดยสร้างปัญหาหนักใจให้กับพ่อแม่น้อยที่สุด…

เมื่อก่อนหากมีคนถามอิงทวัฒน์ว่าร่างภาพตัวเองในอนาคตไว้อย่างไร เขาคงตอบได้จากภาพฝันอันเลือนราง ถึงแม้ตอนนี้มันจะซีดจางลงจนแทบมองไม่เห็นแล้วก็ตาม

จากความฝันที่จะได้เข้ามหาลัยอันดับหนึ่งลดเหลือเพียงมหาลัยถูกๆ ที่ไหนสักแห่ง… จากได้เรียนที่ไหนสักที่ ตอนนี้เหลือเพียงแค่เอาตัวรอดให้ชีวิตผ่านไปได้ก็เพียงพอแล้ว

ยังไงโอกาสสอบเข้ามหาลัยก็ยังมีในปีหน้า ตอนนี้เขาคงไม่กล้าเห็นแก่ตัวพอที่จะรบกวนพ่อแม่ซึ่งมีปัญหาให้ต้องจัดการมากพออยู่แล้ว และสำหรับช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนี้ การเข้าเรียนมหาลัยอาจไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเขา

“อิง ทำอะไรอยู่ลูก”

เสียงเปิดประตูเรียกเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเหม่อให้ต้องหันมองคุณยายของเขาที่ชะโงกหน้าตามรอยแง้มเข้ามาถามไถ่ “ลงไปนั่งเล่นข้างล่างไหม อากาศโล่งๆ อยู่แต่ข้างบนห้องไม่ร้อนเหรอ”

“อิงเพิ่งเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเสร็จ ว่าจะลงไปข้างล่างพอดีครับ”

“แล้วกินข้าวเช้าหรือยังล่ะ เมื่อเช้ายายไปทำธุระเพิ่งจะกลับเนี่ย ไม่ได้ทำกับข้าวอะไรไว้เลย อิงจะกินอะไรก็ไปซื้อเอาก่อนนะ ไว้ยายทำกับข้าวเย็นทีเดียว”

“เดี๋ยวอิงไปซื้อข้าวเองก็ได้”

เด็กหนุ่มร่างเล็กว่าก่อนจะลุกขึ้นหยิบมือถือกับกระเป๋าเงิน เดินตามหลังผู้เป็นยายออกจากห้องไปยังชั้นล่างของบ้านที่เปิดเป็นร้านขายของชำในส่วนหน้า เขาเดินผ่านกล่องขนมที่วางระเกะระกะและตู้กระจกไปยังนอกชายคาซึ่งเป็นระเบียงของชั้นบนพลางหันซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใครอยู่ที่ถนน

“อิงไปร้านข้าวนะยาย ยายจะเอาอะไรไหม”

“ไม่ต้องหรอก ยายกินจากข้างนอกมาแล้ว อิงซื้อมาเลย มีตังค์ไปใช่ไหม?”

“มีครับ”

“งั้นเดินไปดีๆ นะลูก ระวังหมาด้วย”

อิงทวัฒน์ขานรับผู้เป็นยายแล้วก็รีบสาวเท้าเดินอาศัยหลบใต้เงาต้นไม้ไปตามริมถนน ทำทีเป็นก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์โดยไม่หันมองใคร ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงท่อรถต่ำๆ ของมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบก์เขาก็มักจะเดินชิดหลบเข้าไปจนไหล่แทบจะสีกำแพง

ความไม่คุ้นเคยกับละแวกบ้านใหม่ทำให้อิงไม่กล้าไปไหนมาไหนไกลนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถวนี้ที่มีแต่นักซิ่งกับนักเลง เพราะตั้งแต่วันแรกที่มาถึงอิงก็ได้รับคำเตือนเรื่อง ‘บ้านหลังใหญ่ท้ายซอย’ ที่อยู่ห่างจากบ้านเขาไปเพียงแค่ 2 หลังเท่านั้น

มันเป็นบ้าน 2 หลังใหญ่ๆ รูปทรงเรียบง่ายที่ตั้งอยู่ในพื้นที่หน้ากว้าง ภายในรั้วสูงซึ่งเปิดรับรถที่ขับเข้าออกแทบตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน แถมด้านในยังมีแต่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่จอดอยู่เต็ม

ถึงแม้บริเวณท้ายซอยบ้านเขาจะเป็นโค้งรูปตัวยูที่สามารถขับอ้อมไปยังซอยข้างๆ ได้แต่อิงก็แทบไม่เคยเห็นใครขับผ่านเลย ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะมันเป็นหน้าบ้านของคนใหญ่คนโตบางคน

ซึ่งไม่ว่าพวกเขาทำอะไร อิงไม่อยากรู้ และไม่อยากสงสัยด้วย

ตั้งแต่มาอยู่นี่ยายก็เตือนเขาอยู่ตลอดว่าการจะอยู่แถวนี้ให้ปลอดภัยที่สุดคือการอยู่ให้เงียบที่สุด พยายามอย่าสุงสิงกับใครมาก เพราะแค่การยืนคุยกับคนผิดคนก็อาจทำให้เดือดร้อนได้ง่ายๆ ที่เดียวที่อิงคิดว่าเขาสามารถไปได้ก็เลยมีเพียงร้านข้าวกลางซอยที่อยู่ไม่ไกลเกินเดิน

“วันนี้คนเยอะไหมเนี่ย” คนตัวเล็กบ่นพึมพำกับตัวเองพลางหยุดชะงักเท้าลงชั่วขณะ เมื่อมองไปเห็นมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ 2 คันที่จอดอยู่หน้าร้าน

อิงหันกลับไปมองถนนที่เดินห่างมาไกลแล้วก็ตัดสินใจเดินต่อ จนกระทั่งมาถึงเขาก็รีบตรงดิ่งไปยังหน้าตู้กระจก ก็พอดีเป็นจังหวะเดียวกับที่หลานชายเจ้าของร้านคนเดิมเงยหน้ามาเห็นเขา

“เอาไรจ๊ะ?”

ไม่ทันต้องเอ่ยปากหรือทำท่าอึกอัก เด็กตรงหน้าก็ทักถามเขาด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว

“เอ่อ… เอากะเพราหมูสับเผ็ดๆ ไข่ดาวกล่องนึง”

“……..”

สายตาของเด็กชายอายุราวๆ ม.ต้นที่ยังเอาแต่จ้องหน้าเขาทำอิงเกือบคิดว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป แต่ไม่ต้องรอให้ความกังวลใจก่อตัวเจ้าตัวก็ตะโกนเสียงดัง

“หมูสับนะ ยาย! กะเพาหมูสับเผ็ดๆ ให้พี่คนน่ารักตรงนี้หนึ่งกล่อง! รอหน่อยนะ อีกสองกระทะ”

เสียงเล็กๆ ที่จะโกนดังลั่นร้านเรียกสายตาจากลูกค้าบางกลุ่มให้หันมามองและนั่นก็ยิ่งทำให้อิงตัวลีบลง เขาทำได้เพียงฝืนยิ้มแห้งๆ แก้เขิน โดยไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองว่ามีใครกำลังมองอยู่บ้าง

“พี่เอาข้าวเยอะไหม?”

“เอ่อ… ไม่ต้องเยอะมากก็ได้”

เด็กชายตัวขาวแก้มป่องได้ยินอย่างนั้นก็หันไปหยิบกล่องโฟมมาคดข้าววางหน้าตู้ แล้วก็หันไปคุ้ยตะกร้าเงินทอนให้ลูกค้า นัยน์ตาคู่โตของเขาฉายแววซุกซนแลน่าเอ็นดู ไม่นับรวมผมย้อมสีน้ำตาลอ่อนที่ยิ่งขับให้ใบหน้านั้นหวานละมุนผิดกับคำพูดจาฉะฉาน

“หลานยายอ้อนที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใช่เปล่า?”

“หื้อ? อะไรนะ?”

“ใช่หลานยายอ้อนที่อยู่ท้ายซอยใช่เปล่า?” เด็กชายถามซ้ำ

“เรารู้จักเหรอ?” อิงทวัฒน์เบิกตาด้วยความแปลกใจเล็กน้อยตอนที่ได้ยินคำถาม เพราะเขาเพิ่งจะได้เจอเด็กตรงหน้าแค่ 2 – 3 ครั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

“ก็ว่าอยู่ว่าทำไมไม่เคยเห็นหน้าเลย แถวนี้มันไม่ค่อยมีคนน่ารักๆ แบบนี้หรอก ถ้าคนหน้าใหม่มาอยู่ยังไงก็ต้องรู้”

“แหม~ พูดเก่งจริงจริ๊ง~ เวลาทำงานอะให้มันเก่งเหมือนปากพูดมั่งเหอะ!”

คำสรรเสริญของหญิงชราที่ดังแว่วมากับเสียงเคาะกระทะทำลูกค้าที่พลอยได้ยินต้องยิ้มเขิน แม่ครัวที่ถูกเจ้าเด็กตัวเล็กเรียกว่ายายบ่นโฉงเฉงไปพร้อมกับเสียงฉ่าของกระทะ

“อ้าว ก็ริตพูดจริงอะ! พี่เค้าน่ารักมากเลย” เด็กชายที่เรียกตัวเองว่า ริต เอ่ยถาม เท้าแขนจ้องมองพี่ชายตรงหน้าอย่างกับไม่เคยเห็นคนเมือง

ถึงจะเคยเจอกันแค่ 2 – 3 ครั้ง แต่เสียงพูดนุ่มๆ ที่ฟังไม่ค่อยไม่เบากับรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้านั้นก็ทำให้เด็กชายรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดด้วยความรู้สึกบางอย่าง บางอย่างที่เป็นความน่ารักแต่ไม่ใช่ด้วยเพียงใบหน้าที่ดูเกลี้ยงเกลา แต่ยังรวมถึงรอยยิ้มกับวิธีการพูดของเขาด้วย

“พูดเก่งจัง ถึงว่าลูกค้าเต็มร้านเลย” อิงเพียงยิ้มหวานและชมอีกฝ่ายกลับเพื่อกลบอาการ แต่ดูเหมือนนั่นจะยิ่งทำให้เจ้าตัวเล็กชอบใจใหญ่

“เนี่ย ดูดิ ตอนยิ้มยิ่งน่ารัก”

“โอ๊ย~! เอ็งจะไปชมอะไรเค้านักหนา เดี๋ยวพี่เค้าก็เขินจนไม่กล้ามากินข้าวหรอก”

“ก็ริตพูดจริงอ่า!”

สถานการณ์ที่ดูกลับตาลปัตรจากที่คิดไว้ทำเอาอิงถึงกับทำตัวไม่ถูก จากตอนแรกที่เดินไหล่ลีบตอนนี้ก็แทบจะกลายเป็นลูกโป่งที่ลอยขึ้นไปติดหลังคาแล้ว ถ้าเด็กผู้ชายตรงหน้าไม่ได้ดูจิ้มลิ้มน่ารัก อิงคงคิดว่าตัวเองกำลังถูกจีบไปแล้ว

“พี่ชื่อไรนะ? อายุเท่าไหร่อะ?”

“ชื่ออิง 18 แล้ว เราล่ะ?” เมื่อไม่อาจต่อต้านความเจื้อยแจ้วของอีกฝ่าย อิงก็ทำได้เพียงผสมโรงไปกับบทสนทนา เผื่อว่าจะได้เพื่อนเป็นพันธมิตรในถิ่นนี้กลับไปสักคน

“นี่ชื่อริต พี่อิงจบ ม.6 แล้วเหรอ? งั้นริตก็เป็นน้องตั้ง 3 ปีแน่ะ”

“แสดงว่าเพิ่งจบ ม.3 เหรอ”

“อื้อ เพิ่งปีนี้แหละ ปีหน้าขึ้น ม.4 แล้ว”

“เก่งจัง ตัวแค่นี้ช่วยยายขายของแล้ว”

ความเจื้อยแจ้วและท่าทีที่ดูเป็นมิตรของหลานเจ้าของร้านข้าวทำให้อิงเริ่มผ่อนคลายตัวเอง เขาเริ่มจะยิ้มออกและสังเกตได้ว่าบรรยากาศรอบตัวนั้น ไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่คิดไว้ ถึงแม้ว่าตรงหน้าจะมีวัยรุ่นทรงโจรนั่งซัดก๋วยเตี๋ยวกันอยู่กลุ่มใหญ่ แต่ต่างคนก็ดูจะไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าอาหารในชาม

“แหม~ ทำเป็นพูดจะขึ้น ม.4 ครูเขาจะให้ขึ้นหรือเปล่าเหอะ เดี๋ยวคอยดูตอนเกรดออกนะ เอ็งเตรียมตัวไปเลี้ยงควายเลยไอ้ริต”

“โห่! เดี๋ยวยายรอดูก่อนเหอะ ค่อยพูด!”

“รีบมาเอาข้าวใส่กล่องให้พี่ไฟต์เลย เดี๋ยวมันมารอก็บ่นอีก”

“ปล่อยให้รอไปเหอะ ชอบมาสั่งอะไรแล้วก็รีบเอา”

เสียงถกเถียงของสองยายหลานดังลั่นไปทั่วร้านขณะที่เด็กชายร่างเล็กก็เดินสาละวนทำนู่นนี่ไปทั่ว ทั้งเก็บแก้ว เก็บจาน เอาข้าวใส่ถุง เวลาที่เดินไปเก็บเงินลูกค้าก็ทักทายคนนั้นคนนี้เจื้อยแจ้วดูไม่ได้กลัวใครเลยสมกับเป็นเจ้าถิ่น

“วันก่อนยายอ้อนเค้าบอกอยู่ว่าหลานมาอยู่ด้วย ริตก็มองอยู่ เห็น 2 – 3 วันแล้วไม่ได้ทักสักที วันก่อนพี่อิงใส่แว่นมาใช่เปล่า?”

“ใช่ เมื่อวานพี่ใส่แว่นมากับเสื้อสีขาว”

“อ้าว แล้วทำไมวันนี้ไม่ใส่อะ มองเห็นเหรอ?”

“ก็พอมองเห็นอยู่ ปกติพี่ใส่คอนแท็กต์เลนส์แต่วันนี้ไม่ได้ใส่”

“อ๋อ~ ถึงว่า ตอนแรกริตนึกว่าจำผิดคน” เด็กชายตัวจ้อยว่าแล้วก็เดินไปพับข้าวสองกล่องใส่ถุง ทำให้บทสนทนาต้องหยุดลงกลางคัน แล้วก็เป็นจังหวะเดียวกับที่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบก์คันใหญ่ขับเข้ามาจอดด้านหน้า

อิงรีบขยับกายหลบทางเมื่อชายหน้าตาดุดันเจ้าของคิ้วคมเข้มเดินลงมาจากเบาะรถด้านหลังที่มีชายอีกคนซึ่งเป็นคนขับยันเท้ารออยู่ เขาเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะที่วางกล่องข้าวไว้แล้วหยิบมันโดยไม่ทันต้องเอ่ยถามใคร ก่อนจะส่งเงินให้แม่ค้าปากแจ๋ว

“ของพี่ไฟต์ 70 มีแบงก์ย่อย ขอแบงก์ย่อย”

“ไม่มีแบงก์ย่อย”

“โห่~ ไม่มีก็ไปแลกเซเว่นมาดิ คราวหลังหัดแตกแบงก์มั่ง เอามาแลกร้านข้าวอยู่ได้”

“ก็เพิ่งกดเงินมาเนี่ย ไม่มีแล้ว ทอนมาแต่แบงก์ร้อยไม่ต้องทอนเศษก็ได้”

เสียงบ่นกับใบหน้าขมวดมุ่นของเจ้าตัวเล็กที่กำลังต่อล้อต่อเถียงกับลูกค้าตัวโตทำอิงได้แต่แอบเหลือบสายตาไปมอง อย่างนึกทึ่งในความห้าวหาญ ซึ่งหากฟังจากบทสนทนาแล้วดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทกันน่าดู แม้ว่าหนุ่มเจ้าของร่างสูงใหญ่นั้นจะดูหัวเสียมาก

“คราวหลังถ้าเอาแบงก์พันมาไม่ทอนให้แล้วนะ”

“ไม่ทอนก็จดไว้ กูก็มากินจนครบอะ เอาช้อนพลาสติกมาด้วย”

“เอาไปทำไม ที่บ้านไม่มีช้อนแงะ?”

ปริ๊น!

เสียงบีบแตรรถจากด้านหลังทำอิงทวัฒน์ดุ้งเฮือกจนเผลอหันไปมองต้นเสียงด้วยความลืมตัว และเพียงเสี้ยววินาทีที่ได้เผลอสบสายตากับคนขับผ่านช่องหมวกกันน็อกเขาก็รีบหลบสายตาหันหน้ากลับทันที โดยไม่ได้ระวังดูคนที่เดินสวนออกมาจนขยับไปชนเขาอย่างจัง

“ขอโทษครับ!”

“โทษที”

เด็กหนุ่มเจ้าของใบหน้าคมเอ่ยคำขอโทษสั้นๆ แล้วก็เดินผ่านไปขึ้นคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คันนั้นทันที ก่อนมันจะบิดเคลื่อนผ่านหน้าร้านไปโดยที่อิงไม่ได้ยินเสียงคนขับสักคำ

อุบัติเหตุเล็กๆ ตรงนั้นทำคนขี้กลัวอย่างอิงหัวใจร่วงวูบ แม้อีกฝ่ายจะกล่าวขอโทษแล้ว แต่ภาพใบหน้ากับสายตาดุดันนั้นยังคงติดอยู่ในสายตาเขาเหมือนอาฟเตอร์ช็อก ไม่รู้ว่าด้วยเพราะความโดดเด่นหรือความสะพรึงกันแน่

“กวนประสาทแล้วยังจะมาเดินชนลูกค้าอีก”

“ตกใจหมดเลย…” คนตัวเล็กยกมือทาบอกพลางหันมองเด็กชายที่ยังคงยืนขมวดคิ้วอยู่ในท่าเท้าเอว

“คราวหลังไม่ขายให้มันและ”

“รู้จักเหรอ?”

“หื้อ? คนเมื่อกี้อะเหรอ? รู้จักดิ รู้จักดีเลยแหละ”

“เค้าเป็นใครเหรอ?”

พี่ไฟต์ คนแถวนี้แหละ”

แว็บแรกที่ได้ยินชื่อนั้นอิงอดคิดไม่ได้เลยว่ามันช่างเป็นชื่อที่เหมาะสมจริงๆ เพราะดูท่าทางแล้วเจ้าตัวก็น่าจะเป็นคนไฟต์สมชื่ออยู่ไม่น้อย

“พี่เห็นหน้าเมื่อกี้ตกใจหมดเลย นึกว่าจะโดนอะไรซะแล้ว”

“ฮ่าๆๆ หน้าเค้าดุอะดิ แต่จริงๆ เค้าไม่ดุหรอก คนนี้นิสัยดี แต่มันชอบกวนประสาท”

“เหรอ… ถึงว่าดูสนิทกันจัง”

“ถ้าเจอพี่ไฟต์อะไม่เป็นไรหรอก เค้าใจดี”

คำว่า ใจดี’ ที่ภูริตเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มทำอิงเกือบหายใจโล่ง ถ้าไม่ได้ยินประโยคถัดมาที่ทำให้เขาหน้าตึงกว่าเดิม “แต่คนที่มาด้วยกันอะน่ากลัว พี่อิงอย่าไปเผลอมองหน้าเชียวนะ”

“ม… หมายถึงคนขับอะเหรอ?”

“อื้อ คนที่บีบแตรอะ กวนตีนเนอะ ชอบเร่งคนอื่นอยู่ได้”

“เค้าทำไมเหรอ?”

“ริตไม่ค่อยชอบเค้าเท่าไหร่ เค้าเป็นเพื่อนสนิทกันนะ แต่พี่ทัชเค้าไม่ค่อยสุงสิงกับใคร นิสัยหยิ่งๆ แต่เค้าต่อยคนตายได้เลยนะ คราวที่แล้วซัดคนเข้าโรงพยาบาลจนตอนนี้ยังไม่เห็นหน้าเลย” เด็กชายตัวจ้อยว่าขณะเอาข้าวกะเพราหมูสับเผ็ดๆ ใส่กล่องส่งให้พี่คนน่ารักของเขาที่ตอนนี้ตัวแข็งเป็นหินไปแล้ว

หมายความว่าไงต่อยคนตาย… พอได้ยินแบบนั้นในใจอิงก็เริ่มหวั่นแล้วว่าขาเดินกลับบ้านเขาจะไม่ถูกดักตีหัวใช่ไหม เมื่อกี้ได้เผลอไปมองหน้าอีกฝ่ายเข้าหรือเปล่า?

“ริตเคยเห็นเค้าต่อยเพื่อนตัวเองจนลุกไม่ขึ้นเลย ขนาดเป็นเพื่อนกันนะ”

“จ… จริงเหรอ น่ากลัวจัง…”

“พี่อิงก็ระวังไว้เถอะ แถวนี้มันอันตราย มีแต่นักเลงกับคนบ้า วันก่อนแค่ขับรถสวนกัน มองตาแว็บเดียวก็ตีกันแล้ว ยิ่งแถวตรงร้านเหล้ายิ่งตีกันบ่อย”

“………..”

“แต่คงไม่เป็นไรหรอก ซอยนี้ถิ่นเรา ริตอยู่นี่มาตั้งแต่เกิดก็ยังไม่เคยโดนตีสักครั้งเลยนะ มีแต่คนมาตีกันที่ร้าน เดือนที่แล้วเพิ่งเปลี่ยนตู้กระจกไปเอง เด็กแว้นมาจากที่ไหนไม่รู้ ขับผ่านหน้าร้านแล้วเจออริก็ลงมาตีเลย” ภูริตว่าแล้วก็ชี้นิ้วไปยังตู้กระจกแตกๆ ที่ตั้งอยู่ข้างตู้ก๋วยเตี๋ยว

“…………”

“แต่อยู่ไปเดี๋ยวก็ชินเองแหละ ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับเค้าเค้าก็ไม่มายุ่งกับเราหรอก ส่วนใหญ่พวกผู้ชายมันตีกันเองมากกว่า แต่ถ้าใครมาหาเรื่องพี่อิงมาบอกริตเลยนะ เดี๋ยวริตจัดการให้”

“เอ่อ… พี่คงไม่ไปมีเรื่องกับใครหรอก แหะๆ”

เมื่อฟังมาถึงตอนนี้อิงก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะรีบเก็บเงินทอนใส่กระเป๋าทันที ทว่าไม่ทันจะได้พูดขอบคุณ เสียงตะโกนของลูกค้าก็เรียกเด็กชายให้ต้องหันไปเก็บเงิน เป็นจังหวะดีให้อิงรีบเดินออกมาจากร้านหลังจบบทสนทนาที่ดี

คำว่า ‘เดี๋ยวก็ชินไปเอง’ ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสงบใจขึ้นเลยสักนิด เรื่องดีอย่างเดียวของวันนี้ก็คงมีแต่การที่อิงได้รู้ว่าใครพอจะผูกมิตรได้บ้าง อย่างน้อยก็เจ้าเด็กช่างพูดนั่นคนนึง ไม่นับรวมเพื่อนตัวโตของเขา

ไฟต์เหรอ? คนที่หน้าดุๆ คนนั้น ดูเผินๆ แล้วเหมือนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเลย แต่ตัวเขาใหญ่มาก จะเป็นรุ่นพี่หรือเปล่า? ที่ว่าใจดีคือใจดีกับทุกคนหรือแค่คนที่รู้จักกัน?

ส่วน ทัช ไม่ว่าเขาเป็นใครก็ไม่ใช่คนที่อิงอยากเข้าใกล้แน่…

ขณะที่เท้าก้าวเดินไปตามทางความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ ก็เริ่มก่อร่างขึ้นในหัว อิงยังจำภาพใบหน้ากับดวงตากลมโตของผู้ชายที่เขาเจอที่ร้านข้าวได้ดี ไม่ว่าจะด้วยความดูดีหรือความน่ากลัว

บ้านอยู่ท้ายซอยเหรอ? ถ้างั้นเขาก็คงเป็นหนึ่งในแก๊งเด็กวัยรุ่นที่ยายบอกอิงไม่ให้เข้าไปยุ่งด้วย

ดวงตาแบบนั้นน่ะเหรอ ที่แค่ใครเผลอไปมองก็อาจถูกต่อยจนตาย…

นี่ตัวเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบไหนกัน อย่างงี้มันไม่ใช่ชานเมืองอันสงบสุขแล้ว นี่มันสนามรบชัดๆ!

To be continued…

สามารถติดตามอ่านเนื้อหาทั้งหมดได้ในแอป